บทที่ 18 ความขัดแย้งของอำนาจ
วังหลังที่คล้ายจะสงบสุขด้วยการปกครองของฮองเฮาผู้มากความสามารถเหล่านางในและนางสนมต่างอยู่กันเป็ระเบียบ น้อยครั้งที่จะมีการทะเลาะเบาะแว้งสาเหตุนั้นไม่ใช่อะไรเลย เป็เพราะความเด็ดขาดของเสิ่นฮองเฮาที่จัดการทุกอย่างได้อย่างเด็ดขาดปกครองด้วยความหวาดหลัว จึงทำให้การผิดกฏของฮองเฮาเป็เื่น่ากลัวอย่างถึงที่สุดแต่ก็ไม่มีใครกล้าว่านาง เพราะบิดาของนางยามนี้เป็ถึงเสนาบดีกรมกลาโหมที่มีหน้าที่ดูแลกิจการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและเป็ผู้ที่อาจได้รับเป็เลือกขึ้นสู่ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายราชการมากที่สุด
เพราะเช่นนั้นตระกูลเสิ่นในยามนี้จึงเรียกได้ว่ามีหน้ามีตายิ่งกว่าใครทั้งอำนาจและขุนนางในมือล้วนเป็ฝ่ายของตระกูลเสิ่นมากกว่าครึ่ง
ยามนี้จะเรียกว่าตระกูลเสิ่นมีอำนาจมากเกินไปก็ไม่ผิดสาเหตุก็เพราะผู้เฒ่าตระกูลจ้าวผู้นั้นลาออกเพื่อไปใช้ชีวิตปกติสุขจ้าวหย่งเฟยผู้นั้นเคยรับตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายสำนักเลขานุการซึ่งเป็ฝ่ายที่ปรึกษาของฝ่าาโดยตรงจนผ่านมาหลายปีก็ยังไม่มีคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้
การประชุมขุนนางที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้ก็คงจะเหมือนกันทว่าท่านนายเสิ่นผู้นั้นย่อมมีคนของตัวเองที่อยากจะดันขึ้นไปนั่นคือเสนาบดีกรมการคลังเพื่อจะดันให้หลิวซือิลูกเขยผู้นั้นได้ขึ้นตำแหน่งเสนาบดีกรมการคลังเพื่อที่จะทำอะไรต่อมิอะไรกับงบหลวงได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะยามนี้เ้าตัวเป็เพียงเ้ากรมไม่ใช่เสนาบดีจึงไม่ได้มีอำนาจเื่การเงินมากเท่าเสนาบดีผู้นั้นซึ่งไม่ได้เข้าพวกใคร แม้จะทำงานด้วยง่ายเพียงมีสิ่งที่เื่ว่าส่วยแต่มันก็ยุ่งยากมากอยู่ดี
“การประชุมขุนนางในครั้งนี้ นอกจากจะอำลาเฉินหรงฟางอย่างเป็ทางการข้าได้เตรียมให้คนเสนอชื่อผู้ที่ได้รับตำแหน่งอัครเสนาบดีด้วย” ผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวด้วยท่าทางสงบกับลูกสาวที่มียศเป็ถึงฮองเฮาแม่ของแผ่นดิน
“อย่าดูถูกโอรส์ผู้นั้นเลย ท่านไม่คิดหรือว่าเฉินหรงฟาง แม้จะออกจากราชการอย่างไม่เป็ทางการมาหลายปีแต่ก็รั้งตำแหน่ง
แม่ทัพมาตลอดจนถึงตอนนี้ ท่านว่ามันจะไม่มีอะไรหรือ” เสิ่นฮองเฮากล่าวพลางเคาะนิ้วเรียวกับโต๊ะนางยังเป็สตรีที่งดงามทว่านางก็ไม่ได้งามที่สุดในยุคของนาง
“นั่นสิ ทั้งยังเรียกสตรีแซ่จ้าวกับลูกสาวเข้าเมืองหลวงยามนี้อีกคิดจะทำอะไรกันแน่”
โอรส์ผู้นี้เข้าใจยากยิ่ง เป็บุคคลที่ยากลึกหยั่งถึงทุกสิ่ที่ทำล้วนมีความหมายการให้อำนาจอาจมิได้ถึงความไว้ใจเหมือนที่ทำกับตระกูลเสิ่นในยามนี้
“นังจ้าวอันหรานผู้นั้น กล้ามาเหยียบเมืองหลวงแล้วรึ”ฮองเฮาไม่สนใจการกระทำของโอรส์ นางสนใจคนที่หายหน้าหายตาไปนานต่างหาก
“นางเข้าวังมาเจอกับไทเฮาแล้ว เ้าไม่รู้หรือ” เสนาบดีเสิ่นเอ่ยถามลูกสาวกลับ
“นังเฒ่าผู้นั้นพบสตรีแซ่จ้าวแล้วด้วยหรือ”
ความขัดแย้งในวังหลังมีความดุเดือดไม่ต่างจากราชสำนักอำนาจของวังหลังย่อมส่งผลต่อราชสำนักเป็เื่ธรรมดานางเพียงไม่้าให้ความโปรดปราณของผู้ชายคนเดียวมากำหนดอำนาจในวังหลังนางจึง้าจะรวบอำนาจทั้งหมดเมื่อถึงวันนั้นต่อให้โอรส์ผู้นั้นจะเกลียดนางก็จะทำอะไรนางไม่ได้
“ใช่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอกข้าได้ข่าวว่าลูกสาวของนางก็มา ไหนจะเื่ที่หลานสาวแซ่จ้าวที่เป็คนรักของรุ่ยอ๋องอีก”ผู้เฒ่าเสิ่นย่อมไม่พอใจที่รุ่ยอ๋องหนึ่งในหลานชายที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์คนหนึ่งและตระกูลจ้าวเป็เสี้ยนหนามตำอกของตระกูลเสิ่นมาหลายชั่วอายุคนการที่สายเืตระกูลเสิ่นกับตระกูลจ้าวจะตบแต่งกันเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยาก
ไม่ใช่แค่นั้นรุ่ยอ๋องสนิทกับโอรส์มาก ทั้งได้รับความไว้ใจ หากเกิดอะไรกับองค์รัชทายาทรุ่ยอ๋องก็ย่อมมีสิทธิ์ในบัลลังก์กว่าใคร หากตบแต่งกับสตรีสกุลจ้าวไม่ใช่ว่านั่งคือการมอบบัลลังก์หงส์ให้ตระกูลจ้าวที่ตระกูลเสิ่นควบคุมไม่ได้หรอกหรือ
ทว่าสตรีผู้สูงศักดิ์กลับไม่ได้แสดงสีหน้าหนักใจต่อสิ่งใด เพียงแค่เงียบ ไม่ได้ตอบสิ่งใดกับบิดาตนเอง
“เ้าควรจะห้ามรุ่ยอ๋องไม่ให้คบหาสตรีผู้นั้น”เสนาบดีเสิ่นไม่ได้สังเกตท่าทีพวกนั้นของฮองเฮาจึงพูดเสริม
“ไว้ข้าจะพูดกับรุ่ยอ๋องเองท่านพ่อก็อย่าไปพูดเื่นี้กับรุ่ยอ๋องเล่า ข้าไม่อยากให้พวกท่านมีปัญหากัน”
“อย่าให้พลาดเล่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาแล้ว”
เสนาบดีเฒ่าเดินออกไปจากโดยฮองเฮายืนขึ้นส่งผู้เป็พ่อด้วยสายตาที่เ็า
“เรียกเสิ่นอ้ายมาพบข้าบอกนางให้พาหลิวลู่เสียนมาด้วยนะ ข้าอยากสนทนากับน้องสาวกับหลานสาวของข้าเสียหน่อย”
“เพคะ”
เ้าของบัลลังก์หงส์กล่าวเสร็จก็นั่งลงยกจอกน้ำชาขึ้นจิบด้วยท่าทางสงบนิ่งนางไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับเื่ในราชสำนักราวกับเื่พวกนั้นล้วนไม่มีผลกับนาง ก็แน่ล่ะนางไม่ได้คาดหวังอะไรกับขุนนางใหม่ไร้ชื่อพวกนั้นอยู่แล้ว สำหรับนางหากมีทางอื่นที่สามารถทำให้ลูกๆ ของนางได้บัลลังก์ที่แน่นอนกว่าต่อให้ต้อเป็มิตรกับศัตรูเก่า นางก็จะทำ
เมื่อนึกได้ดังนั้นมือเรียวก็ยกจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มพลางยกยิ้มอย่างพอใจและไม่คิดจะห้ามเื่ของรุ่ยอ๋องและจ้าวอี้หยาง ไม่ว่าสองคนนั้นจะคบหากันด้วยเหตุผลใดสุดท้ายแล้วรุ่ยอ๋องก็จะได้ประโยชน์จากการสนับสนุนจากตระกูลจ้าวที่สุด
“ฮ่ะๆๆๆ” เสิ่นฮองเฮาหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
...... ...
ห้องโถงสำหรับการประชุมขุนนางในวันนี้ยังคงเต็มไปด้วยขุนนางที่อยู่เมืองหลวงและขุนนางที่มีธุระต้องรายงานสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ให้ประธานในที่ประชุมได้ฟัง
ขุนนางฝ่ายซ้ายขวาเดินกันอย่างเรียบร้อยตามความยิ่งใหญ่ของตำแหน่งจ้าวหานและเฉินจือหานยืนร่วมกับขุนนางฝ่ายบู๊คนอื่นโดยวันนี้มีเฉินหรงฟางที่ถูกเรียกมาโดยเฉพาะยืนอยู่ด้วย เหล่าทหารน้อยใหญ่ต่างเข้ามาทักทายอย่างเคารพและขุนนางบุ๋นเองก็เข้ามาทักทายตามมารยาทในฐานะผู้นำตระกูลเฉินและน้องเขยของฝ่าา บุรุษผู้นี้นับว่ามีประโยชน์อยู่
เมื่อถึงเวลาประธานในพิธีขึ้นแท่นบัลลังก์ัพร้อมกับเอกสารคำร้องและฏีกาต่างๆ อยู่ตรงหน้าเหล่าขุนนางถูกเรียกออกมารายงานเื่ราวต่างๆ ตามลำดับเช่นเดิมก่อนที่จะถึงวาระของการปลดและแต่งตั้งตำแหน่ง
เฉินหรงฟางถูกประกาศให้ออกจากตำแหน่งแม่ทัพอย่างเป็ท่าทางในวันนี้แม้จะแต่งตั้งเฉินจือหานไปแล้วก็ตาม โดยที่เฉินหรงฟางยังไม่ได้มีตำแหน่งใหม่แต่ผู้คนก็คิดว่าคงจะผันตัวเป็อาจารย์ของเหล่าองค์หญิงองค์ชายเป็แน่
“ต่อไปจะเป็การหารือเื่ตำแหน่งของอัครเสนาบดีที่ว่างอยู่ทั้งสองตำแหน่ง”เสียงเรียบของฝ่าาพูดขึ้นอย่างไม่มีอารมณ์ใดปะปนพลางพลิกหน้ากระดาษไปมาแล้วก็ถอนหายใจ
“ทูลฝ่าา เื่นี้พวกข้าเหล่าขุนนางมีสิทธิ์ออกความเห็นหรือไม่”เป็เ้ากรมการคลังหลิวรีบเสนอหน้าขึ้นมาเสียทันทีดวงตาของโอรส์เหลือบมองผู้พูดเล็กน้อย
“แน่นอนอัครเสนาบดีฝ่ายตรวจราชการย่อมต้องมาจากความเห็นของพวกเ้าทุกคน”อัครเสนาบดีฝ่ายตรวจราชการหรือ ซ่างซูเสิ่ง นั้นเป็คนที่อำนาจใหญ่ที่สุดในบรรดาขุนนางมีหน้าที่ดูแลตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวกับขุนนางโดยรวมทั้งบู๊บุ๋นการขึ้นและลงตำแหน่งหลายครั้งหากซ่างซูเสิ่งก็ย่อมทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งของฝ่าา
“เช่นนั้น ข้ามองเห็นว่าเสนาบดีกลาโหม เสิ่นเ้าเจียเป็ผู้ที่มีาุโที่สุดในบรรดาขุนนาง ข้าขอเสนอเสนาบดีเสิ่น”เสนาบดีโยธารีบเสนอชื่อเพื่อเอาใจผู้เฒ่าเสิ่น
“ข้าด้วย/ข้าก็ด้วย”ไม่นานขุนนางฝ่ายบุ๋นเกินครึ่งก็รีบแสดงความเห็นด้วยเพื่อเอาหน้าภาพตรงหน้าทำให้บุรุษตระกูลเฉินและจ้าวต่างยกยิ้มให้กับราชสำนักแห่งนี้ไม่ต่างจากโอรส์ที่มอง
เสิ่นเ้าเจีย ผู้นั้น ในใจนึกขบขันที่อีกฝ่ายมีอำนาจกับขุนนางของตนขนาดนี้
“เื่นี้เราได้พิจารณามาหลายขั้นมีการพูดคุยกับอดีตอัครเสนาบดีจ้าวเื่ชื่อของผู้ที่เหมาะสมกันหลายครั้งเช่นกัน”แม้จะเป็โอรส์แต่เขาก็มีหลายเื่ที่ต้องมีที่ปรึกษาจ้าวหย่งเฟยเคยเป็อัครเสนาบดีเื่เลขานุการ เป็ขุนนางที่ให้ข้อคิดต่างๆแก่ตนมากมาย ครั้งนี้ก็เช่นกัน
พอเหล่าขุนนางได้ยินชื่อของจ้าวหย่งเฟย ต่างก็เงียบลง เสิ่นเ้าเจียผู้นั้นก็หวั่นไหวเกรงว่าตาเฒ่าเ้าเว่ห์จ้าวผู้นั้นจะเล่นแง่ ตำแหน่งที่ตนควรจะได้ก็อาจจะไม่ได้
“ข้าคิดว่าครั้งนี้จะแต่งตั้งอัครเสนาบดีทั้งสองฝ่ายพร้อมๆกัน” ความเห็นของฝ่ายบาทครั้งนี้สร้างความฮือฮามากแม้ตำแหน่งอัครเสนาบดีจะมีถึงสองแต่ก็นานแล้วที่ราชสำนักไม่ได้มีตำแหน่งครบทั้งสองตำแหน่งมานานยิ่งทำให้เกิดความแตกตื่นไม่น้อย
ในยามนี้คนทั้งห้องเริ่มคิดแล้วว่าการมาของเฉินหรงฟางในวันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งอัครเสนาบดีเลขานุการหรือจงซูเสิ่งก็เป็ไปได้ใครๆ ก็รู้ว่าน้องเขยของฝ่าาคนนี้เป็คู่คิดของโอรส์มาั้แ่ไหนแต่ไร
หากเป็เช่นนั้นจริง จะไม่เท่ากับยกกำนาจทั้งตระกูลเฉินและขุนนางฝ่ายบู๊ขึ้นมาเทียบเท่าหรอกหรือ
หากเป็เช่นนั้นต้องกล่าวคัดค้าน!
เสิ่นเ้าเจียมองเสนาบดีโยธาพวกของตนและหลิวซือิอย่างมีความหมายก่อนจะมองไปที่เฉินหรงฟางที่ยืนยิ้มนิ่งๆ ราวกับเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน
“ข้ายินดีฟังคำของพวกเ้าอัครเสนาบดีสำนักตรวจราชการ ข้าก็เห็นว่าเสนาบดีเสิ่นมีความเหมาะสมทั้งวัยวุฒิและคุณาวุฒิ ล้วนสามารถควบคุมขุนนางได้ดี อาจจะดีกว่าข้าเสียอีก”ผู้นั่งบัลลังก์ัพูดพร้อมหัวเราะในลำคอแล้วมองขุนนางด้วยสายตาเหยียดไม่ปิดบังนั่นทำให้ขุนนางทั้งหลายนั่งและก้มหน้าลงโดยเฉพาะขุนนางที่เข้ากับตระกูลเสิ่น
“หากขุนนางทั้งหลายไว้ใจเราก็ไว้ใจเสิ่นเ้าเจีย ข้าจะแต่งตั้งเ้าขึ้นรับตำแหน่งอัครเสนาบดีสำนักตรวจราชการ”เสียงทรงอำนาจผู้จบ เสิ่นเ้าเจียก็เดินออกมาโค้งคำนับเพื่อรับตำแหน่ง
“ส่วนสำนักเลขานุการต้องทำงานกับข้า ข้าก็ขอเลือกคนที่มีผลงานและข้าไว้ใจก็แล้วกัน”รอยยิ้มของคนพูดไม่ได้ไปถึงดวงตาพูดจบก็มองไปยังฝ่ายยุติธรรมที่อยู่ใกล้กับขุนนางฝ่ายบู๊
“ลั่วจุนปั๋วเ้ากรมยุติธรรม” ชื่อนี้ทำให้เสิ่นเ้าเจียตัวแข็งทื่อ พลางมองตามร่างสูงของบุรุษที่กำลังเดินมายืนเคียงข้าง
ลั่วจุนปั๋วชื่อนี้คือบุรุษที่เคยเกือบได้เกี่ยวดองกับตระกูลเสิ่นหากไม่ได้เกิดเื่ในคืนนั้นที่จวนสกุลหลิว ในอดีตเขาคือหนึ่งในหัวหน้าฝ่ายตุลาการขุนนางอนาคตไกลมีความซื่อตรงและยุติธรรมไม่มุ่งมั่นฝ่ายใด เสิ่นเ้าเจียจึงทาบทามให้ลูกสาวคนหนึ่งแต่นังจ้าวอันหรานก็ทำมันพังครืนและยังเป็หนทางทำให้จ้าวอันหรานดิ้นหลุดออกไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วนส่วนลั่วจุนปั๋วก็ขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลเสิ่นหลังจากนั้นเมื่อได้ขึ้นเป็เ้ากรมก็ยิ่งโดดเด่นจนใครต่อใครคิดว่าอีกฝ่ายคงจะขึ้นมาเป็เสนาบดีฝ่ายยุติธรรมคนต่อไปแน่แต่ไม่มีใครคิดว่า... ฝ่าาจะเล่นกันแบบนี้
“อัครเสนาบดีสำนักเลขานุการต้องเป็คนที่เที่ยงตรง และยุติธรรม มีคุณธรรมในการทำงาน ลั่วจุนปั๋วผู้นี้ขึ้นชื่อเื่การเป็ขุนนางตงฉินคงไม่มีใครคิดว่าไม่เหมาะสมใช่หรือไม่”
“ทูลฝ่าาเ้ากรมลั่วอายุราชการนับว่าไม่ได้น้อยแต่ก็ไม่ได้มากถึงขั้นจะได้เป็อัครเสนาบดีข้าเกรงว่าทำเช่นนี้ ลำดับาุโจะปั่นป่วน” คนของเสิ่นเ้าเจียเริ่มกล่าวคัดค้าน
“หากข้าจำไม่ผิดลั่วจุนปั๋วกับหลิวซือิ เข้ารับราชการปีไล่กันใช่หรือไม่”โอรส์สวนกลับคนผู้นั้นด้วยความใจเย็น เพราะหลิวซือิคือลูกเขยคนโปรดของเสิ่นเ้าเจียและเป็คนที่ได้รับความคาดหวังว่าจะได้ขึ้นเป็เสนาบดีอย่างก้าวะโซึ่งก็ไม่ต่างจากการที่ลั่วจุนปั๋วที่เข้ารับราชการก่อนได้ขึ้นตำแหน่งมาขนาดนี้
หากคัดค้านสำเร็จเกรงกว่าหลิวซือิเองก็คงไม่ได้หวังตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นหากไม่ได้เสนาบดีคลังที่วางไว้ ก็ควรให้หลิวซือิขึ้นแทนเสิ่นเ้าเจียเพื่องานต่อการทำอะไรหลายๆ อย่าง นั้นคือสิ่งที่เสิ่นเ้าเจียคิด
ทางด้านจ้าวหานมองภาพตรงหน้าอย่างจริงจังแม้การเอาลั่วจุนปั๋วขึ้นตำแหน่งจะคือการคานอำนาจของตระกูลเสิ่นอย่างชัดเจนทว่าอำนาจและความน่าเชื่อถือก็แตกต่างกัน แม้จะเป็การแก้กลที่ดีก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากเกรงว่าฝ่าาจะยังซ่อนหมากสำคัญไว้อีก
ชายหนุ่มหันไปมองเฉินหรงฟางอีกครั้งการอยู่ที่นี่ของอีกฝ่ายตามความประสงค์ของัผู้นั้น จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่
“ข้าเลือกลั่วจุนปั๋วผู้นี้เพราะเขาคือคนที่มีความยุติกรรม เป็
ขุนนางที่มีความถูกต้องเที่ยงตรงที่สุดเื่นี้เสนาบดีกรมยุติกรรมก็คงจะรู้ดีถึงได้เสนอชื่อนี้ให้แก่ข้าแทนที่ตัวเองจะขึ้นมารับตำแหน่ง จริงหรือไม่”
“ทูลฝ่าาเ้ากรมลั่วเป็ขุนนางที่ข้าวางใจในเื่ความถูกต้องเที่ยงตรงที่สุดแล้ว”เสนาบดีฝ่ายยุติธรรมกล่าว พวกเขา ไม่ได้เข้าพวกกับฝ่ายใด ไม่สนับสนุนองค์ชายคนไหนทำเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมเท่านั้น
นั่นก็แค่ฉากหน้าเสนาบดีกรมยุติธรรมนั้นเป็สหายสนิทของจ้าวลี่หยางต่างหาก ย่อมรู้ถึงปัญหาต่างๆและมีการพยายามแทรกแซงฝ่ายยุติธรรมจากคนของตระกูลเสิ่นหลายครั้งโดยที่ไม่รู้เลยว่าเสนาบดีผู้นี้เป็พวกเดียวกับคนตระกูลจ้าวที่ตระกูลเสิ่นอยากจะกำจัดให้พ้นทางตามตระกูลไป่ไปเมื่อรู้ว่าฝ่าาจะให้ตนขึ้นเป็อัครเสนาบดีจึงทูลปฏิเสธและเสนอหนทางคานอำนาจของเสิ่นเ้าเจียที่เจ็บแสบมากกว่า
ลั่วจุนปั๋วชายหนุ่มที่เคยถูกตระกูลเสิ่นหักหน้าอย่างกู้คืนไม่ได้แม้ใจจะรู้ว่านั่นคือฝีมือของจ้าวอันหรานแต่หากตระกูลเสิ่นไม่โลภมาก ไม่คิดชั่ว ก็คงไม่มีเื่นั้นเกิดขึ้นลั่วจุนปั๋วเกลียดตระกูลเสิ่นที่วางแผนทำลายได้แม้แต่ผู้หญิงคนเดียวและหลายครั้งที่ลั่วจุนปั๋วผู้นี้ก็ขัดขวางการทุจริตของพวกของคนตระกูลเสิ่นเสียจนไม่มีอนาคตในรั้วขุนนาง
หากให้ลั่วจุนปั๋วฟาดฟันกลับเสิ่นเ้าเจียคงจะเป็ศึกที่หนักหนาแต่โอกาสยิ่งใหญ่มาประเคนตรงหน้าลั่วจุนปั๋วไม่มีทางปฏิเสธแน่
“เช่นนั้นข้าก็ขอแต่งตั้วพวกเ้าเป็อัครเสนาบดีทั้งสองฝ่ายอย่างเป็ทางการ”
“ขอบพระทัยฝ่าา”ขุนนางต่างวัยทั้งสองคนขานรับด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันนักก่อนจะเดินกลับไปยังที่ของตนเอง
“ต่อไปเป็ตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมของเสิ่นเ้าเจียที่ว่างอยู่”ผู้ทรงอำนาจคิดในใจว่าเริ่มเสียดายจ้าวหานที่พึ่งแต่งตั้งเป็รองแม่ทัพไปก่อนหน้าหากให้คนหนุ่มผู้นี้มานั่งตำแหน่งในกลาโหมก็คงจะดีกว่าความฉลาดเ้าเล่ห์ที่สามารถเป็ลูกคู่กับเฉินจือหานได้เช่นเขามาอยู่กลาโหมจะสนับสนุนกองทัพที่นำโดยเฉินจือหานได้อย่างดีทีเดียว
แต่ตามลำดับขั้นแล้วรองเสนาบดีก็ต้องขึ้นมาทำหน้าที่ หากแต่ทำเช่นนั้น ก็จะเป็การแสริมอำนาจตระกูลเสิ่นก็เท่านั้น
“เฉินหรงฟางเ้าขอออกจากตำแหน่งแม่ทัพด้วยเหตุลผลที่อยากอยู่เมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนสภาขุนนางแห่งนี้ตอบรับ แต่ยังไม่มีตำแหน่งใหม่ให้เ้าถึงต้องรอมานานขนาดนี้ยามนี้เสนาบดีกรมกลาโหมว่างลงหวังว่าแม่ทัพเก่าที่เห็นปัญหาการสนับสนุนกองทัพของราชสำนักคงจะทำได้ดี”
การแต่งตั้งที่ไม่ถามใครทั้งสิ้นจบลงทันทีเหล่าขุนนางในกรมกลาโหมล้วนมองหน้ากันอย่างแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัดยิ่งทำให้พี่ชายภรรยาและน้องเขยยกยิ้มอย่างพอใจ
“ขอบพระทัยฝ่าา”
จ้าวหานเผลอหัวเราะในลำคอออกมาเมื่อการสับเปลี่ยนตำแหน่งเสร็จสิ้นแม้เสิ่นเ้าเจียจะได้เป็อัครเสนาบดีดังหวัง แต่ดูเหมือนจะกลายเป็การขึ้นตำแหน่งเพื่อลดทอนอำนาจตัวเองเสียอย่างนั้นฝ่าากับท่านลุงเฉินช่างเข้าใจเล่นดีจริงๆ
เขาก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าพวกคนแซ่เสิ่นจะมาไม้ไหนต่อแค่คิดว่าขุนนางเฒ่าพวกนั้นจะกลับไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็สนุกแล้ว
....... ...
“ฮ่าๆๆๆพวกเ้าเห็นหน้าของอัครเสนาบดีแซ่เสิ่นผู้นั้นไหม แล้วเห็นหน้าของพวกมันหรือไม่ตลกชะมัด!” องค์รัชทายาทที่อยู่ในการประชุมเรียกเฉินจือหานและจ้าวหานมาสนทนากันตามประสาเช่นปกติหลังจากประชุมเสร็จสิ้น
แน่นอนที่องค์รัชทายาทจะสะใจกับการแก้กลครั้งนี้ของผู้เป็พ่อคนแซ่เสิ่นเหิมเกริมมานานั้แ่ในวังหลังไปจนถึงราชสำนักการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้เหมือนจะดีกับเสิ่นเ้าเจียมันไม่ได้ดีกับอำนาจของขุนนางที่สนับสนุนโอรสของฮองเฮาเลยสักนิด
“พี่ใหญ่ ท่านเสียงดังไปแล้ว เดี๋ยวจะมีคนว่าท่านเป็พวกเลือกที่รักมักที่ชังเอาได้”เฉินจือหานห้ามไปอย่างนั้น องค์ชายผู้นี้เป็อย่างนี้ั้แ่ไหนแต่ไรต่อหน้าผู้คนเป็บุรุษที่สุขุมเรียบร้อย หากได้ลอง
ประมือกันสักครั้งจะรู้ว่าคนที่เติบโตมาได้ในวังหลังโดยไร้มารดาดูแลจะหล่อหลอมให้คนคนนึงร้ายกาจได้แค่ไหนติดแค่เป็คนชอบอยู่อย่างง่ายๆ
ยังดีที่พี่ใหญ่ผู้นี้ไม่เคยมีความคิดจะเอาเปรียบประชาชนทุกอย่างล้วนเพื่อประเทศชาติ แต่ความสะใจส่วนตัวในราชสำนักก็อีกเื่
“ช่างหัวมันสิลองมีใครในตำหนักข้าพูดหลุดออกไปแม้แต่คำเดียว จะกุดหัวให้หมดทั้งตำหนักนั่นแหละ”
“องค์รัชทายาท ยามนี้อันตรายนัก ท่านควรจะระวังตัวสักหน่อยก็ดีไม่รู้ว่าใครเป็มิตรหรือศัตรูบ้าง แม้แต่พวกข้า” จ้าวหานเอ่ยตักเตือนบ้าง
“ศัตรูที่ไหนจะมาเตือนกันเช่นนี้ เอาเถอะ ข้าจะฟังคำเ้าแล้วกัน”ขุนนางหนุ่มทั้งสองได้แต่ถอนหายใจให้กับท่าทีสบายใจขององค์รัชทายาทผู้นี้เสียเหลือเกิน
“ยามนี้ไม่ใช่ แต่อนาคตก็ไม่แน่ไม่ใช่หรือท่านควรจะระวังตัวอย่างที่จ้าวหานกล่าว อย่างน้อย...”
“กลัวฏหรือ?” องค์รัชทายาทไม่รอให้ญาติผู้น้องกล่าวจบก็ตัดบทสวนขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มทั้งสองนิ่งอึ้ง แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มเยาะ
“แล้วคนแซ่อู่ไม่ใช่ฏหรือ?ราชวงศ์ใดไม่ได้ปล้นอำนาจและสถาปนาตนเองบ้าง ทำสำเร็จก็คือกษัตริย์ทำไม่สำรเร็จก็คือฏ ต้นตระกูลอู่และขุนนางทั้งสี่เพียงทำสำเร็จเท่านั้นหรือไม่จริง”
ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้พูดสิ่งใด เพราะนั่นคือเื่จริงการเปลี่ยนราชวงศ์ก็คือการปล้นอำนาจแม้แต่ในราชวงศ์เดียวกันก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีปัญหา
“ข้าว่ามันเป็บาปกรรมของคนแซ่อู่ที่ต้องฟาดฟันกันทุกรุ่นไปแล้วก็เป็บาปกรรมของ เสิ่น เฉิน ไป่ จ้าว สี่ตระกูลใหญ่ทั้งที่สนับสนุนคนแซ่อู่เหมือนกัน แต่ต้องมาฟาดฟันกัน”
“บาปกรรมหรือ”
“บาปกรรมสิ แม้จะหนีไปไกลแค่ไหน ก็ไม่พ้น จ้าวหานเ้ารู้ดีที่สุดคนที่ควรจะหลุดออกจากวังวนนี้ที่สุดคือเ้า แต่เ้าก็ดันนั่งอยู่ตรงนี้กับข้าเ้าว่ามันไม่ใช่บาปกรรมหรือ”องค์รัชทายาทกระตุกยิ้มเล็กน้อยทำเอาคนฟังทั้งสองนั่งอึ้ง โดยเฉพาะจ้าวหานเขาแน่ใจว่ามีเพียงผู้ใหญ่ตระกูลเฉินและจ้าวรวมถึงหมอหญิงที่อารามคนนั้นที่รู้เื่นี้ ไม่คิดว่าองค์รัชทายาทจะรู้
“ข้ารู้มาตลอดนั่นแหละจ้าวหานเพราะข้าเป็คนที่พาจ้าวไปหาอาหญิงจ้าวด้วยตัวเองในวันที่ท่านแม่ไม่อาจปกป้องพวกเราได้อีก”
“งั้นท่านก็รู้ว่าแม่ของท่าน”
“ให้นางตายไปแล้วในสายตาผู้อื่นน่ะดีนางควรใช้ชีวิตอย่างสงบมานานแล้ว”องค์รัชทายาทพูดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับเื่พวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวกับตนเอง
“เฮ้อพวกท่านพูดอะไรกันข้าไม่เห็นเข้าใจ ไปกันเถอะจ้าวหานอยู่นานเดี๋ยวเป็บ้าตามไปด้วย”เฉินจือหานเป็คนหนุ่มคนเดียวที่รู้เื่นี้เพราะจ้าวหานสนิทที่สุดกล่าวขึ้น ก่อนจะเดินพาจ้าวหานออกไปจากตำหนักรัชทายาทโดยไม่กล่าวคำบอกลาใดๆกัน
ให้มันเป็แบบนี้แหละดีแล้วดีกว่าต้องมาพัวพันกันกว่านี้
#####