-14-
เที่ยววังองค์รัชทายาท
ล่วงเข้ายามซวี
หลังจากส่งองค์รัชทายาทกลับไปยังที่ประทับแล้ว ทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนชิงหยวนได้บอกให้ฮูหยินของตนกลับไปที่ห้องก่อน เพราะตนยังมีเื่ต้องสะสางอีก
เมื่อชิงหยวนเดินมาถึงห้องหนังสือก็เห็นเฟิ่งอิงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เื่ที่ให้เ้าไปสืบได้ความว่าอย่างไร” ชิงหยวนเอ่ยถามทันทีที่หย่อนกายนั่งลง เหตุที่ต้องให้เฟิ่งอิงลงมือสืบเองเพราะไม่ไว้ใจผู้ใด ด้วยสังหรณ์ใจว่าจะมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในหน่วยพยัคฆ์ดำ แม้จะเป็เพียงการคาดเดา แต่ก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ สู้หาทางป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า
“เรียนนายท่าน การลอบสังหารคุณหนูทั้งสี่ครั้ง ผู้อยู่เื้ัคือคุณหนูหานและบิดาของนางขอรับ” เฟิ่งอิงรายงาน
“หือ? เ้าว่า...สี่ครั้งหรือ”
“ก่อนหน้าข้าก็คิดเช่นเดียวกับนายท่าน แต่เมื่อไปสืบดู จึงได้รู้ความลับนี้เข้าโดยบังเอิญขอรับ” เฟิ่งอิงรายงานต่อ
“ว่าต่อไป” ชิงหยวนโบกมือคราหนึ่ง ใบหน้าเริ่มเข้มขึ้นด้วยแรงโทสะ ‘มันจะมากไปแล้ว!’
“ครั้งแรก...ในงานชมบุปผาที่จวนเสนาบดีหาน การตกน้ำของคุณหนูไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่มีคนจ้องจะเอาชีวิตคุณหนู และคนผู้นั้นก็คือคุณหนูหานหนิงอัน บุตรีของเสนาบดีหานขอรับ”
“เ้าว่าอันใดนะ ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรอกหรือ ดี ดียิ่งนัก” ชิงหยวนแสยะยิ้ม ดวงตาคมวาวโรจน์ที่น้อยครั้งเฟิ่งอิงจะได้เห็น
“เอ่อ...ผู้ที่ลงก็มือคือเสี่ยวเอิน ซึ่งคุณหนูก็ทราบเื่นี้ดี และไถ่ถอนตัวนางด้วยเงินห้าร้อยตำลึงเงินขอรับ” เฟิ่งอิงรายงานต่อ
ชิงหยวนบีบถ้วยชาจนแทบจะแหลกคามือ สีหน้าเข้มขึ้นอีกหลายส่วน
“นายท่านโปรดใจเย็น ข้าได้สืบประวัติของเสี่ยวเอินแล้ว นางทำไปเพราะมารดาถูกจับตัวไว้ อีกทั้งยังล้มป่วยขอรับ” เฟิ่งอิงรีบแจงรายละเอียดให้ชิงหยวนคลายใจ และมันก็ได้ผล เมื่อผู้เป็นายสูดหายใจแล้วค่อยๆ ปล่อยออกมาช้าๆ เพื่อระงับโทสะ
“ครั้งที่สองที่คุณหนูถูกลักพาตัว แต่หน่วยพยัคฆ์ดำตามไปช่วยไว้ได้ทัน ส่วนสาเหตุดูเหมือน...เอ่อ...เกิดจากความหึงหวงแม่ทัพมู่ขอรับ” เฟิ่งอิงตอบเสียงเบา ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเื่รักๆ ใคร่ๆ
ชิงหยวนลูบเคราพร้อมกับกล่าวอย่างสุขุม “อืม ข้าพอจะเดาออก อาเหวินเป็แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ซ้ำยังรูปงาม สตรีทั่วแคว้นต่างหมายปอง ไม่แปลกที่สตรีเ่าั้จะเห็นหลินเอ๋อร์เป็เสี้ยนหนามตำใจ”
“ครั้งที่สาม...ระหว่างทางมาเรือนพสุธา และครั้งที่สี่...ในป่านั่น เป็หน่วยลอบสังหารของเสนาบดีหานหนิงเฉิง แต่สองครั้งหลังแผนการลอบสังหารคุณหนูเป็แผนลวง จริงๆ ้ากำจัดสกุลชิงที่เป็เหมือนอู่ข้าวอู่น้ำขององค์รัชทายาทเสียให้สิ้นซาก โดยใช้เื่ตามหาของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งอย่างสัตว์มงคลทั้งสี่ขอรับ” เฟิ่งอิงรายงานอย่างละเอียด
“อืม ไม่ผิดจากที่ข้าคาดการณ์ไว้ เสนาบดีหานช่างเ้าเล่ห์นัก คิดใช้เื่นี้กำจัดข้า ซ้ำยังสั่นคลอนตำแหน่งขององค์รัชทายาทลงได้หนึ่งส่วน” ชิงหยวนลูบเคราตัวเอง เพราะหากเื่นี้ล้มเหลว นอกจากสกุลชิงต้องถูกลงอาญาแล้ว ขุนนางฝ่ายตรงข้ามคงฉวยโอกาสนี้โจมตีองค์รัชทายาทว่าไร้ความสามารถ เื่เล็กน้อยยังไม่อาจจัดการได้ แล้วจะปกครองราษฎรนับหมื่นนับแสนได้อย่างไร ช่างเป็อุบายที่แยบยลยิ่งนัก
ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉย แต่ดวงตาคมเรียวดุกลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เฟิ่งอิงอยากจะบุกไปจวนเสนาบดีหาน จับเ้าหานหนิงเฉิงมาทรมานให้มันค่อยๆ ตายลงช้าๆ แล้วโยนเศษซากให้สัตว์กินยิ่งนัก
“เฮ้อ! ข้ารู้ว่าเ้าเจ็บแค้นแทน แต่อย่าทำอันใดวู่วามเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ชิงหยวนตบบ่าเฟิ่งอิง กำชับเสียงเข้มเมื่อเห็นแววตาโกรธแค้นของผู้คุ้มกันคนสนิท
“ขอรับ” เฟิ่งอิงตอบรับคำสั่ง
ฝ่ายแม่ทัพหนุ่ม เมื่อออกมาจากโถงกลางก็เสนอตัวเดินมาส่งคู่หมายกลับห้อง ตลอดทางไม่มีการพูดคุยใดๆ จวบจนถึงหน้าห้องพักของนาง แม่ทัพหนุ่มก็หมุนกายสูงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มตามแบบที่คุณชายทั่วไปนิยมสวม กลับมาเผชิญหน้ากับคู่หมายที่มีสาวใช้คอยประคองอยู่ตลอด ใบหน้างดงามดุจเทพเซียนเรียบตึง ดวงตาคมทรงเสน่ห์มีประกายขุ่นเคือง
“ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้า” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“เสี่ยวเอิน เ้าเข้าไปก่อน” ชิงหลินบอกสาวใช้ ครั้นเมื่อสาวใช้เปิดประตู ฟานฟานน้อยก็วิ่งสวนออกมาอย่างรวดเร็ว จนเสี่ยวเอินใร้องอุทานออกมา เรียกความสนใจจากแม่ทัพหนุ่มและคู่หมายได้เป็อย่างดี
“ฟานฟาน เป็เด็กดีหรือเปล่า...หือ?” ชิงหลินย่อตัวลงอุ้มพยัคฆ์น้อยพาดไหล่ด้วยแขนข้างเดียว
“ดีดี” ฟานฟานน้อยร้องบอกนาง ด้วยครั้งนี้หลินหลินของมันบอกว่าจะไปเจรจาเื่สำคัญ มิอาจนำมันไปด้วยได้ จึงให้นอนรออยู่ที่ห้อง อย่าไปไหน และอย่าทำลายข้าวของเด็ดขาด ซึ่งมันก็ทำตามแต่โดยดี
“ดีมาก เด็กดี”
แม่ทัพหนุ่มมองภาพตรงหน้าพลางถอนหายใจ ดวงตาคมทรงเสน่ห์อ่อนโยนลงสองส่วน อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อครู่จางลง
คราวแรกที่ได้ฟังคำตอบของนางที่กราบทูลองค์รัชทายาท แม่ทัพหนุ่มแทบอยากจะสาปให้นางเป็ใบ้พูดไม่ได้เสียให้รู้แล้วรู้รอด มีอย่างที่ไหน แทนที่จะตอบปฏิเสธหรือขอคำแนะนำจากตนก่อน นางกลับตอบตกลงที่จะไปดูแลเ้าพยัคฆ์น้อยที่วังองค์รัชทายาท! แม้แม่ทัพหนุ่มจะพยายามใช้เื่การาเ็ของนางมาเป็ข้ออ้าง เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางดูแลพยัคฆ์น้อยอยู่ที่นี่ แต่องค์รัชทายาทกลับตรัสว่าบุรุษพูดแล้วไม่คืนคำ ทำให้แม่ทัพหนุ่มจนด้วยคำพูด
“ท่านมีเื่อะไรจะพูดกับข้าหรือเ้าคะ” นางเอ่ยถามเมื่อเห็นเขาเงียบอยู่นาน
“ไปอยู่ที่วังองค์รัชทายาท เ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าเที่ยวเล่นซุกซนจนตัวเองาเ็เช่นนี้อีก เข้าใจหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มกล่าวกำชับ กิริยาคล้ายบิดาสั่งสอนบุตร
“ข้าโตแล้วนะ เหตุใดจึงพูดราวกับข้าเป็เด็กน้อยไร้เดียงสาเช่นนั้น” ใบหน้าจิ้มลิ้มงอง้ำ เชิดหน้ามองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัว ก่อนจะชะงักเมื่อสบเข้ากับั์ตาคมทรงเสน่ห์ที่มองนางอย่างลึกซึ้งและอ่อนโยน จนนางใจสั่นและตาพร่าไปชั่วขณะ
“ข้ารู้ว่าเ้าเป็สาวแล้ว แถมยัง...” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มแหบพร่าและเบาหวิว ดวงตาคมทรงเสน่ห์สบกับตากลมโตก่อนจะหลุบมองริมฝีปากอวบอิ่มที่รู้ดีว่ามันหอมหวานเพียงใดอย่างหลงใหล
คราวแรกที่ได้ยิน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ แต่แล้วก็ต้องหน้าแดงเมื่อเห็นสายตาเขาหลุบมองริมฝีปากของนาง ภาพจูบสะท้านทรวงปรากฏขึ้นมาในหัวทันที เผลอถอยหลังสองก้าวอย่างลืมตัว เมื่อเห็นอาการของนางแล้วดวงตาคมทรงเสน่ห์ก็กระตุกวาบก่อนจะกลับมาเรียบเฉย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ทำให้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล “เ้ากลัวข้า?”
“เหตุใดข้าต้องกลัวท่าน” ชิงหลินเชิดหน้าตอบอย่างไม่ยอมแพ้
“แล้วเ้าถอยหลังหนีข้า มันเพราะเหตุใด” แม่ทัพหนุ่มโน้มใบหน้างดงามดุจเทพเซียนลงมาเสมอใบหน้าจิ้มลิ้มจนนางเผลอก้าวถอยหลังไปอีก
แม่ทัพหนุ่มหลุบตามองพื้นแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบตาขึ้นมาจ้องนาง คิ้วเข้มข้างหนึ่งเลิกขึ้น มุมปากยกยิ้มน้อยๆ “หึๆ แล้วยังจะบอกว่าเ้าไม่กลัวข้าได้อีกหรือ”
“ขะ...ข้าเปล่ากลัวท่าน” หญิงสาวยังคงไม่ยอมรับ เชิดใบหน้าที่ยามนี้แดงก่ำใส่เขาอีกที ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขินอายหรือโมโหกันแน่
“หากไม่กลัวข้า แล้วที่ถอยหลังหนีถึงสี่ก้าว จะให้เข้าใจว่าอย่างไร” แม่ทัพหนุ่มยืดตัวตรง สองมือไพล่หลัง หลุบตามองคู่หมายที่อุ้มพยัคฆ์น้อยพาดบ่าจนได้ยินเสียงกรนเบาๆ ของมัน ด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
“ข้าแค่ใ จู่ๆ ท่านก็เข้ามาใกล้ เป็ใครก็ต้องใทั้งนั้น” นางแถข้างๆ คูๆ
“เช่นนั้น...ถ้าข้าบอกกล่าวให้เ้ารู้ตัวก่อน เ้าจะไม่ใใช่หรือไม่” คำถามของแม่ทัพหนุ่มบีบให้ตอบได้เพียงใช่หรือไม่ใช่
ชิงหลินไม่ตอบ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ถ้าตอบว่าไม่ใช่ มันก็จะขัดแย้งกับคำพูดที่พูดไว้ก่อนหน้า แต่ถ้าตอบว่าใช่ เขาก็คงจะใช้คำนี้มาปั่นหัวนางเล่นไปอีกนานเป็แน่ ช่างเป็ผู้ชายที่เ้าเล่ห์จริงๆ
“หึๆ ข้าจะถือว่านั่นคือคำตอบ เช่นนั้นเ้าอยู่นิ่งๆ ข้าจะเข้าไปหาเ้าเอง” กล่าวจบร่างสูงก็มายืนชิดร่างเล็กที่กำลังงุนงงเสียแล้ว
“อุ๊ย!” ชิงหลินร้องอุทาน ทำท่าจะถอยหลังอีก แต่เอวคอดกิ่วกลับถูกรวบเข้าหาร่างสูงด้วยท่อนแขนแข็งแรง เล่นเอานางตะลึงลานเพราะทำอะไรไม่ถูก สติหลุดลอยไปชั่วครู่ ครั้นพอสติกลับคืนมา จึงพยายามใช้ต้นแขนและหัวไหล่ข้างที่ไม่เจ็บ ซ้ำยังอุ้มฟานฟานน้อยดันตัวเขาออก แต่แรงหญิงหรือจะสู้แรงชาย ไม่เพียงดันเขาออกไม่สำเร็จ ยังกลับถูกเขากอดรัดเอวด้วยท่อนแขนข้างเดียวแน่นขึ้นกว่าเดิม จนลำตัวั้แ่เอวลงไปแนบชิดกับร่างแกร่งจนแทบจะหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกัน
“เอ่อ...พี่เหวิน ข้าเจ็บแผล” ชิงหลินร้องบอกเบาๆ เมื่อเห็นว่าเขากอดนางไม่ยอมปล่อยเสียที
แม่ทัพหนุ่มจึงดันตัวนางออกห่าง ย้ายมือมาจับต้นแขนเรียวเล็กของนาง ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มนิ่งนานจนชิงหลินอึดอัด
“ข้าจะไปเยี่ยมเ้าบ่อยๆ ดูแลตัวเองให้ดี เข้าใจหรือไม่” เขากำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนชิงหลินััได้และรับปากแต่โดยดี ด้วยรู้ดีว่าถึงเขาจะเอาแต่ใจและชอบแกล้งนาง แต่เขาก็คอยช่วยเหลือนางอยู่เสมอ ถือเป็ผู้ชายที่น่าไว้ใจและพึ่งพาได้คนหนึ่ง
“หลังงานนี้เสร็จสิ้น ข้ามีเื่จะบอกเ้า” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น ฝ่ามือหนาไล้ใบหน้าเนียนนุ่มอย่างเบามือ ก่อนจะประคองใบหน้าจิ้มลิ้มที่แดงก่ำไว้ด้วยฝ่ามือหนาอุ่น ดวงตาคมทรงเสน่ห์จับจ้องอยู่ที่ใบหน้างามนิ่ง
“เอ๊ะ...เอ่อ...เ้าค่ะ”
ฝ่ามือหนาขยับขึ้นลงตามคำพูดของนาง ยามนี้ใจดวงน้อยของชิงหลินเต้นรัวแรงจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน ต้องโทษการกระทำที่หวานจนเลี่ยนของเขาที่ทำให้นางเป็อย่างนี้
“เ้ารีบพักผ่อนเถิด”
“ข้าทราบแล้ว ขอตัวเ้าค่ะ” ชิงหลินทำตามอย่างว่าง่าย ย่อกายเล็กน้อยพอเป็พิธี สาวเท้าเตรียมเดินเข้าห้อง ก่อนจะชะงักตรงธรณีประตู แล้วหันกลับมาทางเดิมก็เห็นเขายืนมองส่งอยู่
“หือ? เ้ามีอันใดหรือ” แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้วถาม
“เอ่อ...ฝันดีเ้าค่ะ” บอกเสร็จก็รีบเข้าห้องไปทันที ถ้อยคำสั้นๆ แต่กลับฟังแล้วชุ่มชื้นหัวใจยิ่งนัก
มู่หลิ่งเหวินยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะพึมพำเบาๆ “หวังว่าเ้าจะฝันดีเช่นกัน หลินเอ๋อร์ของพี่”
เช้าวันใหม่ ก่อนยามเฉินเล็กน้อย
ชิงหลินในคราบหนุ่มน้อยหน้าหวาน สวมอาภรณ์สีดำสนิท ผมรวบสูงปล่อยหางม้า รัดด้วยผ้ามัดผมสีขาวทิ้งชายผ้ายาวๆ ให้ปลิวยามต้องลม แม้จะรู้ดีว่าการเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้ต้องนั่งอุดอู้อยู่ในรถม้าแทนการขี่ม้าเนื่องจากอาการาเ็ แต่นางก็ไม่ยอมสวมชุดรุ่มร่าม แต่งหน้าหนาเตอะ ทำผมทรงแปลกๆ ใส่น้ำมันมันเยิ้มส่งกลิ่นชวนคลื่นไส้ แบบที่คุณหนูทั้งหลายนิยมแต่งกัน ทำเอาเสี่ยวเอินทำหน้างอง้ำ เพราะนางตั้งความหวังว่าคุณหนูของนางจะต้องงดงามจนไม่มีผู้ใดกล้าหัวเราะเยาะ แต่กลับตาลปัตร คุณหนูของนางกลับไม่ตระหนักถึงเื่นี้เลย
“เป็อันใดไปเสี่ยวเอิน” ชิงหลินที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วถามสาวใช้ที่กำลังสางผมให้ ขณะที่มือก็ลูบตัวฟานฟานน้อยบนตัก
“เหตุใดคุณหนูถึงแต่งตัวเช่นนี้ล่ะเ้าคะ” เสี่ยวเอินเอ่ยถามนายสาว พลางสางผมไปด้วย
ชิงหลินยังไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
“หลินเอ๋อร์ เสร็จหรือยังลูก” ชิงฮูหยินเอ่ยถามบุตรี
“ท่านแม่ เสร็จแล้วเ้าค่ะ” หญิงสาวลุกไปนั่งข้างมารดา
“นี่เ้า...เหตุใดจึงแต่งกายเช่นนี้ฮึ!” ชิงฮูหยินถามเสียงเข้ม
“อ้อ จริงสิ ท่านแม่คงยังไม่รู้ ลูกทูลขอเข้าไปในฐานะผู้ฝึกสอนพยัคฆ์เ้าค่ะ” คนถูกถามชี้แจงแก่มารดา
“ผู้ฝึกสอนพยัคฆ์? เพราะเหตุใดกัน” ชิงฮูหยินถามต่อ
“เพื่อความปลอดภัยอย่างไรเ้าคะ”
ชิงฮูหยินชะงักไปครู่หนึ่ง หากเข้าไปอย่างเปิดเผยย่อมเป็ที่ริษยาจากบรรดาพระชายาขององค์รัชทายาทได้ แม้จะประกาศว่านางเป็คู่หมายของแม่ทัพมู่ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเ้าพยัคฆ์น้อยชั่วคราว ก็ใช่ว่าจะหมดเื่ จะต้องมีผู้ที่ไม่เชื่อและหาทางกลั่นแกล้งบุตรสาวตนเป็แน่ การปลอมตัวปิดชื่อแซ่อาจจะปลอดภัยกว่าจริงๆ เมื่อใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว ชิงฮูหยินก็นึกชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและรอบคอบของนาง
“แม่เข้าใจแล้ว เมื่ออยู่ที่นั่นจงเก็บเนื้อเก็บตัว อย่าทำตัวเด่น เข้าใจหรือไม่” ชิงฮูหยินกำชับบุตรี
“น้อมรับคำสั่งเ้าค่ะ ฮูหยินคนงาม” บุตรสาวล้อเลียนมารดาจนถูกฟาดเผียะที่ต้นแขน
“อูย...เจ็บนะเ้าคะ” นางแกล้งสูดปากพร้อมกับถูบริเวณที่ถูกตี ส่งสายตาละห้อยน่าสงสารเพื่อขอความเห็นใจจากมารดา
“เ้านี่นะ ไปได้แล้ว เดี๋ยวจะสาย” ชิงฮูหยินส่ายศีรษะแล้วลุกขึ้น โดยมีบุตรสาวอุ้มฟานฟานน้อยเดินเคียงคู่กันออกมาจากห้อง มีเสี่ยวเอินเดินตามหลัง และปิดท้ายด้วยสองสาวใช้
หน้าเรือนพสุธา
การเดินทางในครั้งนี้มีผู้ร่วมขบวนมากกว่าร้อยคน ล้วนเป็ทหารม้าที่ฝึกมาเป็อย่างดีภายใต้คำสั่งของแม่ทัพหนุ่ม มีรถม้าสี่คัน คันแรกตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม บ่งบอกฐานะของผู้ที่นั่งภายในได้เป็อย่างดี ส่วนคันที่สองมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของคันแรก แม้จะไม่หรูหรางดงามเท่า แต่สำหรับชิงหลินแล้ว นี่ก็หรูหราเสียจนไม่อยากจะนั่ง ส่ววนอีกสองคันที่เหลือใช้ขนสัมภาระขององค์รัชทายาทและของชิงหลิน
ขณะที่ยืนดูการจัดขบวนของเหล่าทหารม้าเพียงลำพัง เพราะมารดาปลีกตัวไปกำกับบ่าวไพร่เื่ข้าวของของนางที่ต้องนำติดตัวไปในครั้งนี้ด้วย
“หลับฝันดีหรือไม่”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ ทำเอานางสะดุ้งหมุนกายมาทางเ้าของเสียง จึงได้เห็นบุรุษรูปงามในชุดแม่ทัพเต็มยศสีดำรัดรูป สวมทับด้วยเสื้อคลุมไร้แขนสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ คาดเข็มขัดหนังสีดำหัวพยัคฆ์ทำด้วยเหล็กกล้าเส้นโต ที่แขนมีแผ่นหนังสีดำพันจากข้อมือขึ้นมาครึ่งหนึ่งของท่อนแขนแข็งแรง ดูน่ายำเกรงและน่าหลงใหลในคราเดียวกัน
พอไล่สายตาขึ้น้า ดวงตากลมโตก็พลันเบิกกว้าง เมื่อพบกับใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติราวเทพบุตร ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ดวงตาคมทรงเสน่ห์ทอประกายหวานล้ำอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
‘มองแบบนี้หมายความว่าไงนะ’ หญิงสาวแอบคิดในใจ
“หลินเอ๋อร์”
ชิงหลินสะดุ้ง เผลอถอยออกห่าง เมื่อจู่ๆ เขาก็โน้มใบหน้าลงมาเสียใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่กระทบกับใบหน้า
“หึๆ” แม่ทัพหนุ่มหัวเราะ ยืดตัวตรง สองมือไพล่หลัง มองคู่หมายในคราบบุรุษหน้าหวานอย่างขบขัน
“มีอะไรน่าขันหรือเ้าคะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มงอง้ำ ส่งเสียงถามอีกฝ่าย
แม่ทัพหนุ่มยักไหล่ คิ้วเข้มข้างหนึ่งเลิกขึ้น ดูมีเสน่ห์ในสายตาสาวน้อยใหญ่ทั่วไป แต่สำหรับนางกลับมองว่าช่างน่าหมั่นไส้จนอยากจะะโข่วนให้หน้าเละ
“ฮึ่ย! ขอตัวเ้าค่ะ” หญิงสาวกระแทกเสียงใส่เขาแล้วเดินจากไปทันที มู่หลิ่งเหวินอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเลิกคิ้วมองเ้าพยัคฆ์น้อยที่พาดอยู่บนไหล่ของคู่หมายแยกเขี้ยว ยกเท้าหน้าตะกุยอากาศมาทางตน ก็นึกขันจนหลุดหัวเราะหึๆ ออกมา
เมื่อทุกอย่างพร้อม ชิงหลินก็เอ่ยลาบิดามารดาท่ามกลางบ่าวในเรือนที่พร้อมใจกันออกมาส่งเสด็จองค์รัชทายาทและคุณหนูของพวกตนอย่างพร้อมเพรียง
เสี่ยวเอินมองดูขบวนที่กำลังเคลื่อนตัวออกไปจากเรือนพสุธาด้วยสายตาตื่นเต้น แม่ทัพหนุ่มขี่ม้านำขบวนตามด้วยทหารม้าจำนวนหนึ่ง ถัดมาเป็รถม้าขององค์รัชทายาท รถม้าของคุณหนู อาชา์ทั้งสามที่ไร้เครื่องพันธนาการใดๆ ตามคำขอของคุณหนู ตามด้วยรถขนสัมภาระสองคัน และปิดท้ายด้วยกองทหารม้าอีกจำนวนหนึ่ง ยังมีทหารม้าประกบซ้ายขวาของขบวนอย่างแ่าตลอดการเดินทางราวหนึ่งชั่วยามนี้
ชิงหลินนั่งอยู่ในรถม้ากับเ้าฟานฟานน้อยเพียงลำพัง าแสมานตัวได้เร็วจนน่าใ หมอบอกว่าเป็เพราะยาขององค์รัชทายาท มือเรียวล้วงหยิบตลับยาสีทองที่อยู่ในอกเสื้อออกมาดู พลางนึกขอบคุณเ้าของ ไม่อย่างนั้นการเดินทางครั้งนี้แผลคงได้ระบมและอักเสบขึ้นมาอีกแน่ๆ
เมื่อเดินทางมาได้สักพัก ฟานฟานน้อยที่เอาแต่นอนกลับลุกขึ้นนั่ง แหงนหน้ามองนางตาแป๋ว ทั้งยังส่งเสียงร้อง “เปิด เปิด”
“หือ? เปิดม่านหรือ” นางถาม เห็นมันพยักหน้าจึงเลิกผ้าม่านขึ้น
“อ้อ ถึงป่าอาถรรพ์แล้วนี่เอง มิน่าล่ะ” ชิงหลินพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหลุบตามองฟานฟานน้อยที่ยืนด้วยสองขาหลังอยู่บนท่อนขาของนาง สองเท้าหน้าเกาะขอบหน้าต่างรถม้าแน่น ตากลมๆ เล็กๆ สีเทาจับจ้องอยู่ที่ป่าอาถรรพ์นิ่งอย่างอาลัยอาวรณ์ หญิงสาวอดสงสารไม่ได้ จึงมองไปที่ป่าอาถรรพ์พลางตั้งจิตแน่วแน่เหมือนครั้งที่เข้าไปกับเฟิ่งอิง ตามที่ปู่เสือเคยบอกไว้ แต่ยังไม่ทันได้สื่ออะไร
ทันใดนั้นรถม้าที่วิ่งมาค่อนข้างเร็วก็หยุดลงกะทันหัน หน้านางเกือบคะมำถลาไปข้างหน้าจนตัวลอย ต้องใช้มือยันผนังไว้แทบไม่ทัน
“อะไรกันนี่” ชิงหลินอุทานออกมาเบาๆ พลางหย่อนก้นลงนั่งที่เดิม มองหาฟานฟานน้อย ก่อนจะหลุดร้องอุ๊บออกมาเมื่อเห็นฟานฟานน้อยห้อยต่องแต่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เท้าหน้ายึดเกาะขอบหน้าต่างไว้แน่น หัวกลมๆ เล็กๆ เท้าอยู่บนขอบหน้าต่าง ประหนึ่งฟานฟานน้อยกำลังโหนบาร์เล่นยิมนาสติกอยู่
“ช่วย...ช่วย...ลง...ลง” ฟานฟานน้อยหันมาบอก ชิงหลินอมยิ้มแล้วอุ้มฟานฟานน้อยลงมาวางบนตักอย่างนุ่มนวล ลูบหัวมันอย่างรักใคร่
“คุณหนู! ท่านเป็อันใดหรือไม่ขอรับ” เสียงหนึ่งร้องถามขึ้นทางซ้ายมือนอกหน้าต่างรถม้า นางเลยเปิดม่านขึ้นก็เห็นทหารม้าในชุดสีดำนายหนึ่ง แต่ทำไมหน้าคุ้นจัง
“เฟิ่งอิง!” ชิงหลินอุทานชื่อเขาอย่างแปลกใจ ไหนท่านพ่อแจ้งว่าไม่ให้ใครติดตามมาด้วยนี่ แล้วเฟิ่งอิงมาได้อย่างไร แถมยังขี่เ้าไป๋เสวี่ยมาด้วย
เฟิ่งอิงเห็นสายตาสงสัยของคุณหนูจึงรีบชี้แจง “นายท่านได้ทูลขอองค์รัชทายาทให้ข้าตามไปคุ้มกันคุณหนูขอรับ”
“เอ๋? อย่างนั้นหรือ แล้วนี่เกิดอะไรขึ้น”
“ดูเหมือนม้าด้านหน้าจะพร้อมใจกันหยุดวิ่งขอรับ”
“พร้อมใจกันหยุดวิ่ง?” ชิงหลินพึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้นเองเกิดลมกระโชกจากฝั่งป่าอาถรรพ์เข้ามาปะทะกับขบวนรถม้าอย่างแรง จนรถม้าซวนเซแทบพลิกคว่ำ บรรดาม้าต่างส่งเสียงร้องอย่างใ ดีที่ทหารทุกนายถูกฝึกให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายทุกรูปแบบ จึงสามารถควบคุมม้าของตนไว้ได้ ก่อนจะทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองที่เกาะตามตัว
“เกิดเื่อันใด” ฉีเฟยหลงเปิดม่านสีทองถามแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้ะโลงมาจากหลังม้า ยืนประสานมือรออยู่แล้ว
ยังไม่ทันที่แม่ทัพหนุ่มจะกราบทูล กลับมีเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่เหล่าทหารและม้ายิ่งนัก แต่ชิงหลินกลับอมยิ้ม มองไปทางป่าอาถรรพ์ พร้อมกับพึมพำเบาๆ
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะดูแลฟานฟานน้อยให้ดีที่สุด ปู่เสือย่าเสือโปรดวางใจได้”
“หลินหลิน ดีดี” ฟานฟานน้อยส่งเสียงร้องออกไปทางป่าอาถรรพ์ มีเสียงคำรามขึ้นอีกครั้ง แล้วทุกอย่างก็กลับเป็ปกติ
เหตุการณ์แปลกประหลาดนี้ทำเอาเหล่าบรรดาทหารต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา มีเพียงสามบุรุษต่างสถานะที่พร้อมใจกันหันไปมองรถม้าคันที่สอง คาดเดาว่าต้องเกี่ยวข้องกับนางเป็แน่
หลังจากนั้นการเดินทางก็เป็ไปอย่างราบรื่น ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ต้องผ่านคฤหาสน์สกุลชิง ตลาด จวนสกุลมู่กับจวนแม่ทัพมู่ที่อยู่ติดกัน แล้วจึงเข้าเขตของวังองค์รัชทายาท ซึ่งเป็เส้นทางเฉพาะที่สร้างขึ้นตามรับสั่งขององค์รัชทายาท
ตลอดเส้นทางมีราษฎรมากมายที่ทราบข่าวเื่สัตว์ในตำนานทั้งสี่ ต่างออกมายืนรอชมอย่างใจจดใจจ่อ จนสองข้างถนนคลาคล่ำและเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ครั้นพอได้ยลโฉมอาชา์ทั้งสาม หลายคนถึงกับตะลึงอ้าปากตาค้าง ใบ้กินเป็ทิวแถว บางคนถึงกับแข้งขาอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น หญิงชราคนหนึ่งคุกเข่าลงแนบศีรษะบนพื้นพูดพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ อาการคล้ายพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติ ชิงหลินนึกขำกับภาพที่ได้เห็น เพราะในยุคที่เธออยู่ สัตว์พวกนี้หาดูได้จากสวนสัตว์และสื่อต่างๆ
ราวหนึ่งชั่วยามครึ่งรถม้าที่ชิงหลินนั่งมาก็หยุดลง ร่างเล็กขยับตัวจะลงจากรถม้า ม่านก็พลันถูกเปิดออกโดยคู่หมายของนาง เขาเปิดม่านให้และรอจนนางลงมายืนบนพื้นแล้วจึงเดินนำไปหาองค์รัชทายาท ส่วนองครักษ์ทั้งสี่และทหารม้าของจวนแม่ทัพมู่ทั้งร้อยนายกลับจวนแม่ทัพทันที มิได้เข้ามาภายในวังนี้
ที่เหลือตอนนี้จึงมีเพียงองค์รัชทายาท มู่หลิ่งเหวิน ชิงหลินกับฟานฟานน้อย เฟิ่งอิง และองครักษ์ทั้งแปดของฉีเฟยหลง ทุกคนเดินตามฉีเฟยหลงเข้าไปภายในวังขององค์รัชทายาทอันใหญ่โตมโหฬารและวิจิตรงดงาม สองข้างมีขันทีและนางกำนัลนับสิบยืนก้มหน้านิ่ง สองมือประสานกันอยู่ด้านหน้ารอรับคำสั่ง ดูเป็ระเบียบจนน่าทึ่ง ส่วนอาชา์ทั้งสามถูกพาไปไว้ในคอกด้านหลังวัง
“เสี่ยวเกาจื่อ พาทั้งสองไปพักยังห้องรับรอง ดูแลอย่าให้ขาดตกบกพร่องได้” ฉีเฟยหลงสั่งหัวหน้าขันทีวัยกลางคนที่มีรูปร่างผอมบาง ผิวค่อนข้างขาว
“พ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวเกาจื่อรับคำสั่ง “ท่านทั้งสอง เชิญตามข้ามา”
ชิงหลินมองคู่หมาย เห็นเขาพยักหน้า จึงลาองค์รัชทายาทแล้วเดินตามขันทีคนนั้นไป โดยมีเฟิ่งอิงปิดท้าย
“อะแฮ่ม” ฉีเฟยหลงแกล้งกระแอมขึ้นเมื่อเห็นแม่ทัพหนุ่มมองตามไม่วางตา
แม่ทัพหนุ่มประสานมือค้อมศีรษะลง
“นางอยู่ที่นี่ในฐานะแขกของข้า ซ้ำยังปิดบังชื่อแซ่ ไยเ้ายังดูกังวลนัก” ฉีเฟยหลงถามสหายอย่างสนิทสนมเมื่ออยู่เพียงลำพัง
มู่หลิ่งเหวินเพียงปรายตามองอีกฝ่าย ไม่กล่าวตอบ ด้วยไม่อยากจะถูกหยอกเย้าด้วยเื่นี้ อีกทั้งกำลังไม่สบอารมณ์ที่หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ดำคอยตามติดคู่หมายของเขาดั่งเงาตามตัว ซ้ำยังนอนห้องติดกันอีก แล้วจะให้เขาสงบใจอย่างไรได้ เมื่อเห็นอาการหวงเกินเหตุของสหายแล้ว ฉีเฟยหลงจึงได้แต่ยิ้มอย่างขบขัน
ฝ่ายผู้ที่ถูกกล่าวถึงอย่างชิงหลินและเฟิ่งอิง ก็เดินตามขันทีในชุดสีเขียวเข้มที่เอวคาดทับด้วยผ้าสีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีต รวบผมสูงครอบด้วยโลหะสีดำ มีปิ่นเงินเสียบผ่านรูเล็กๆ ของที่ครอบยาวออกมาข้างละสองถึงสามนิ้ว ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังเรือนรับรอง ซึ่งอยู่ทิศตรงข้ามกับตำหนักของเหล่าพระชายาขององค์รัชทายาท โดยมีตำหนักองค์รัชทายาทคั่นกลาง
เ้าพยัคฆ์น้อยนับแต่พ้นเขตป่าอาถรรพ์ มันก็เอาแต่นอน มิใส่ใจสิ่งใด จวบจนถึงห้องพักในเรือนรับรองมันจึงตื่นขึ้น ทำจมูกฟุดฟิดๆ ก่อนจะร้องออกมา “ลง...ลง”
ชิงหลินจึงย่อตัววางพยัคฆ์น้อยลงบนพื้นที่ปูด้วยพรมสีเขียวอ่อนหนานุ่ม ทันทีที่ยืนเองได้ มันก็ยืดหลังตรงเชิดหน้าขึ้นอย่างอวดดี เดินสำรวจไปทั่วบริเวณราวกับเป็เ้าของ
“นี่คือห้องของคุณชายหยาง ส่วนของเ้าอยู่ห้องข้างๆ” เสี่ยวเกาจื่อแจ้งแก่ทั้งสอง
“ขอบคุณกงกง ลำบากท่านแล้ว” ชิงหลินในคราบบุรุษหน้าหวานนามว่าหยางเริ่นประสานมือขอบคุณ
“คุณชายหยางเกรงใจไปแล้ว หากขาดเหลือสิ่งใด นางกำนัลทั้งสี่จะคอยดูแลรับใช้ท่าน” เสี่ยวเกาจื่อผายมือไปยังนางกำนัลวัยละอ่อนในชุดสีฟ้าอ่อนที่ยืนก้มหน้านิ่ง ประสานมือไว้ข้างหน้า
“เอ่อ...ไม่เป็ไร ข้าดูแลตัวเองได้ ท่านพาพวกนางกลับไปเถอะ” นางปฏิเสธพัลวันเพราะกลัวความลับแตก
“ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้ ด้วยเป็รับสั่งขององค์รัชทายาท”
“เฮ้อ! ข้าเข้าใจแล้ว”
เฟิ่งอิงเดินตามคุณหนูมาเงียบๆ สายตาคมเรียวดุทำงานตลอดเวลา นับแต่ออกจากเรือนพสุธาจนถึงยามนี้
“เอ่อ...เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เสี่ยวเกาจื่อประสานมือ ค้อมศีรษะเล็กน้อย หมุนกายเดินซอยเท้าถี่ๆ จากไป
“พวกเ้ามีอะไรทำก็ไปทำเถอะ ข้าอยากพักผ่อน” ชิงหลินในคราบบุรุษหันมาบอกนางกำนัลทั้งสี่ที่ยืนรอรับใช้อยู่
“เ้าค่ะ พวกข้าจะรอรับใช้อยู่ด้านนอก เชิญคุณชายเรียกได้ตลอดเ้าค่ะ” หนึ่งในนางกำนัลกล่าว
“อืม ข้ารู้แล้ว” ชิงหลินพยักหน้า มองดูนางกำนัลทั้งสี่ยอบกายทำความเคารพแล้วเดินออกไปอย่างพร้อมเพรียง เห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้
“เฟิ่งอิง นั่งลงก่อนสิ” นางผายมือเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลง
“ขอรับ” เฟิ่งอิงขานรับพลางทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามนาง
บนโต๊ะไม้แปดเหลี่ยมเนื้อดีถูกปูด้วยผ้าไหมเรียบรื่นสีเขียวอ่อนแต่เข้มกว่าพรมบนพื้นเล็กน้อย มีชุดน้ำชาและขนมอบคล้ายคุกกี้ส่งกลิ่นหอมจนนางอดใจไม่ไหวที่จะหยิบเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“อืม อร่อยดี เฟิ่งอิง ลองชิมดูสิ” ชิงหลินชวนเขาพร้อมกับรินน้ำชาให้
“ขอบคุณขอรับคุณหนู” เฟิ่งอิงรับถ้วยน้ำชา พลางก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ผิดแล้ว ไม่ใช่คุณหนู แต่เป็คุณชายหยาง...หยางเริ่น ระวังด้วยล่ะ”
“ขออภัย ข้าจะระวังขอรับ” เฟิ่งอิงรับคำหนักแน่นพลางเหลือบมอง จึงได้เห็นนางนั่งเท้าคางมองเขาอยู่ เขาส่งยิ้มให้ก็รีบหลุบตาลง แสร้งหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกขัดเขิน
“หิวหิว กินกิน” เสียงของฟานฟานน้อยนักสำรวจ ทำให้ทั้งสองมองลงต่ำ เห็นพยัคฆ์น้อยนั่งด้วยเท้าหลัง สองเท้าหน้าเหยียดตรง แหงนหน้ามองนางอยู่ เอียงหัวซ้ายทีขวาทีช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง
“หิวหรือ” หญิงสาวอุ้มฟานฟานน้อยขึ้นมาวางบนโต๊ะตรงหน้า แล้วหยิบขนมบิเป็ชิ้นเล็กๆ ส่งให้ ซึ่งเ้าพยัคฆ์น้อยดมๆ ขนมกลางฝ่ามือของหลินหลินแล้วพ่นลมหายใจ สะบัดหัวไปมาก่อนจะเงยหน้าบอกนาง “หิวหิว กินกิน”
“เลือกกินจริงนะ เ้าตัวยุ่ง” นางใช้นิ้วชี้จิ้มกลางหน้าผากมันเบาๆ
มันส่ายหัวปฏิเสธ ยืดตัวนั่งบนเท้าหลัง จ้องหน้านางพลางร้องบอก “ยุ่ง? เด็กดี เด็กดี” จนชิงหลินหลุดหัวเราะเสียงดัง
เฟิ่งอิงนั่งมองภาพคุณหนูในคราบบุรุษหน้าหวานกำลังหยอกเย้ากับพยัคฆ์น้อย ส่งเสียงร้องเล็กๆ คล้ายกำลังเลียนแบบมันอย่างยากจะละสายตา มันช่างตรึงตาตรึงใจเขานัก
ใบหน้าจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ผิวขาวเรียบเนียนราวหิมะคล้ำลงเล็กน้อย แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ยังคงตะลอนออกไปตากแดดตากลมทุกครั้งที่สบโอกาส อยู่ง่ายกินง่าย ไม่บ่นให้ระคายหู เป็ห่วงเป็ใยผู้อื่น จนบ่าวไพร่ต่างก็พากันชื่นชมสรรเสริญ รวมทั้งเขาด้วย
“คุณชายหยาง แม่ทัพมู่มาขอพบเ้าค่ะ” นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน
“เอ๋? เชิญแม่ทัพมู่เข้ามา”
นางกำนัลรับคำสั่งแล้วยอบกาย ถอยห่างออกไปที่หน้าประตู เชื้อเชิญแม่ทัพให้เข้ามาด้านใน
เมื่อมู่หลิ่งเหวินเข้ามาภายในห้อง ดวงตาคมทรงเสน่ห์ก็กระตุกด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นเฟิ่งอิงอยู่ในห้องด้วย
“เชิญนั่งขอรับ” ชิงหลินจึงรีบเชิญเขาให้นั่งลง ทั้งยังปรับเสียงให้ทุ้มห้าวเช่นยามที่กล่าวกับขันทีนางกำนัล แม่ทัพหนุ่มถึงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงแต่โดยดี
“ท่านมีธุระกับข้าหรือ” เอ่ยถามเมื่อเห็นเขาเอาแต่มองไปรอบๆ
“ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้า...เพียงลำพัง” ประโยคหลังมองเฟิ่งอิงที่ยืนอยู่ข้างหลังคู่หมาย พูดเพียงเท่านั้นเฟิ่งอิงก็เข้าใจ ชายหนุ่มค้อมศีรษะให้ทั้งสองแล้วเดินออกไปจากห้อง
หลังจากประตูห้องปิดลง ชิงหลินที่ยังยืนหันหน้าไปทางประตูจะหันกลับมาถามเขา ก็ถูกคู่หมายสวมกอดจากข้างหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว มือใหญ่เกาะกุมมือเรียวเล็กไว้แน่น แผ่นหลังเล็กบอบบางััได้ถึงความกำยำหนั่นแน่นของกล้ามเนื้อบุรุษที่ฝึกฝนมาเป็อย่างดี ความร้อนเริ่มแผ่กระจายจากร่างสูงมายังร่างเล็กอย่างต่อเนื่อง
การกระทำของเขาทำให้นางอึ้ง ยืนแข็งทื่อจนกระทั่งเขาหมุนตัวนางให้หันมาเผชิญหน้า เชยคางของนางขึ้นด้วยมือข้างเดียว อีกข้างก็จับต้นแขนนางแล้วบีบเบาๆ นางถึงได้รู้สึกตัว “อยู่ที่นี่เ้าต้องดูแลตนเองให้ดี อย่าหลงเชื่อใจผู้ใดง่ายๆ เข้าใจหรือไม่” แม่ทัพหนุ่มกำชับคู่หมายเสียงแหบพร่า
“ข้ารู้แล้ว” ชิงหลินตอบ
“ข้าคงมาหาเ้าบ่อยๆ ไม่ได้ ฉะนั้น...จงอยู่ใกล้เฟิ่งอิงไว้”
“อืม เ้าค่ะ”
“อย่าเที่ยวเล่นซุกซน”
“ข้าไม่ใช่เด็ก”
“อย่าทำตัวโดดเด่น”
“ข้าไม่เคยอยากเด่นดัง”
“อย่านอกใจข้า”
“ข้าไม่เคยนอก...เอ๊ะ...เมื่อครู่ท่านว่าอะไรนะเ้าคะ” ชิงหลินสะดุดกับคำพูดสุดท้ายของเขาจึงเอ่ยถาม
“แล้วไปเถิด ข้าต้องกลับแล้ว” แม่ทัพหนุ่มทิ้งมือลงข้างตัว จ้องตาคู่หมายครู่หนึ่ง แล้วหมุนกายเดินจากไปทันที ท่ามกลางความงุนงงของชิงหลินกับฟานฟานน้อยที่นั่งดูั้แ่ต้นจนจบ
ยามเฉินวันต่อมา
ชิงหลินในคราบหยางเริ่นได้รับเชิญให้ร่วมโต๊ะเสวยกับองค์รัชทายาทและพระชายาหลิว หรือหลิวซูเหม่ย บุตรีของราชครูหลิวจง พันธมิตรที่แข็งแกร่งของอัครเสนาบดีตู้ฮุ่ยเปียว
หลิวซูเหม่ยเป็คุณหนูที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ รูปโฉมงดงามและเพียบพร้อมในทุกด้าน กิริยามารยาทอ่อนหวานนุ่มนวล จิตใจงดงาม และยังเป็สตรีที่องค์รัชทายาทโปรดปรานมากที่สุด
“อาหารของวังองค์รัชทายาทเป็เช่นไรบ้าง” พระชายาหลิวถามเสียงหวาน
“รสชาติดีเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินดัดเสียงตอบกลับไป
ฉีเฟยหลงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ยิ้มขบขันกับท่าทางเลียนแบบบุรุษของสตรีในคราบหนุ่มน้อยหน้าหวาน
“เช่นนั้นเราก็วางใจ เห็นองค์รัชทายาทรับสั่งว่าท่านมีความสามารถพิเศษ เช่นนั้นจะช่วยเราหน่อยได้หรือไม่” พระชายาหลิวถามต่อ
“หากเป็เื่ที่กระหม่อมทำได้ กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลินในคราบหยางเริ่นตอบแบ่งรับแบ่งสู้
“เราเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง แต่หมู่นี้ไม่รู้มันเป็อันใด เอาแต่นอนเหม่อ ซ้ำยังทำท่าหวาดกลัวทุกคราที่ผู้คนเข้าใกล้ แม้แต่ตัวเราผู้เป็เ้าของ” พระชายาหลิวกล่าวพลางทอดถอนใจเบาๆ
“ขอกระหม่อมดูสุนัขตัวนั้นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” นางไม่กล้าฟันธงว่ามาจากการถูกทารุณกรรม จนกว่าจะได้สังเกตอาการและสอบถามมันด้วยตัวเอง
“เราจะไปด้วย” ฉีเฟยหลงกล่าวขึ้นท่ามกลางความประหลาดใจของสตรีทั้งสอง
“จริงหรือเพคะ” พระชายาหลิวถามเสียงหวาน ใบหน้างามแย้มยิ้มอย่างมีความสุขที่สวามีให้ความสำคัญในเื่เล็กน้อยของตน
“จริงสิ เื่ของเ้าก็เป็เื่ของเราเช่นกัน” ฉีเฟยหลงหันมากล่าวกับชายาของตน
“องค์รัชทายาท”
เมื่อเห็นกิริยาเอียงอายของสาวงามแล้ว ชิงหลินจึงรีบเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างรู้งาน
“ไปเถิด” ฉีเฟยหลงกุมมือขาวผ่องของพระชายา ลุกขึ้นเดินเคียงคู่กันไป โดยมีชิงหลินอุ้มเ้าฟานฟานน้อยที่เล่นอยู่บนพื้นมาไว้แนบอกแล้วเดินตามทั้งสองไป ปิดท้ายด้วยเหล่าขันทีและนางกำนัลนับสิบ มุ่งหน้าไปยังตำหนักพระชายาทันที
รีดท่านใดใจร้อนไม่อยากรอคลิกลิงค์นี้เลย