เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อชุ่ยหวาเตรียมเข้าไปปลุกหลินชิงหรูก็พบว่านางตื่นอยู่ก่อนแล้ว หลังจากปรนนิบัติล้างหน้าและบ้วนปากเสร็จก็เห็นหลินชิงหรูเดินไปเลือกเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายด้วยตนเองด้วยตนเอง เครื่องประดับและเครื่องแต่งกายของหลินชิงหรูส่วนมากเว่ยอี๋เหนียงจะเป็คนจัดเตรียมและคัดเลือกเอาไว้ให้งบุตรสาวด้วยตนเอง แน่นอนว่าทุกชิ้นต้องล้ำค่างดงามและกำลังเป็ที่นิยมของบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
หลังจากหลินชิงหรูแต่งกายเสร็จเรียบร้อยแล้วมั้งชุ่ยหวาและสาวใช้ที่มาช่วยปรนนิบัตินางแต่งกายล้วนแต่ต้องพากันตื่นตะลึง การแต่งกายของหลินชิงช่างดูหรูดูเรียบง่ายแต่งดงามยิ่งนัก นางคัดเครื่องประดับที่ดูละลานตาออกไปทั้งหมดเหลือเพียงปิ่นปักและเครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้น ใบหน้างามก็ไม่ได้ผัดแป้งแต่งชาดใดๆ แต่กลับดูงดงามสดใสแฝงกลิ่นอายบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแต่ทว่ามีสง่าราศีขึ้นมาอีกอยู่หลายส่วน แน่นอนว่าสำหรับเมิ่งชิงหรูแล้วก่อนตายนางมีอายุยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดแล้ว เมื่อนางได้มาอยู่ในร่างของหลินชิงหรูที่พึ่งจะพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่นานย่อมกระตือรือร้นที่จะเปิดเผยใบหน้าอันอ่อนเยาว์เผยผิวสดในของตนเองเป็ธรรมดา พลางคิดในใจว่าถ้าหากว่าชาตินี้นางอยากมีชีวิตอยู่ดีมีสุขจะต้องเริ่มปรับเปลี่ยนตนเองเสียั้แ่วันนี้เป็ต้นไป นางต้องหารเปลี่ยนตนเองให้ดูงดงามและล้ำค่า หากมีผู้ใดคิดจะเหยียบย่ำรังแกนางล้วนแต่จะต้องไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนว่าคุ้มค่าที่จะลงมือหรือไม่ ชาติที่แล้วนางชื่อฟังผู้อื่นมากเกินไป อ่อนแอมากเกินไปผู้อื่นจึงได้สามารถรังแกนางอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด ที่สำคัญชาตินี้นางมุ่งมั่นที่จะรักและดูแลตนเองให้มากยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ถือว่าเป็การให้เกียรติแก่หลินชิงหรูเ้าของร่างนี้อย่างแท้จริงอีกด้วย
เมื่อหลินชิงหรูเดินไปคารวะฟางซื่อที่เรือนทุกคนที่ได้เห็นนางก็ต่างพากันคิดไปในทิศทางเดียวกันว่าหลินชิงหรูในวันนี้ดูงดงามและสดใส กิริยาท่าทางก็ดูสูงส่งและสง่างามมากกว่าแต่ก่อนมาก แม้แต่ฟางซื่อที่ได้เห็นนางแล้วก็อดเอ่ยปากชื่นชมออกมามิได้
“เห็นทีว่าเ้าจะหายเป็ปกติดีแล้ว ใบหน้าของเ้าในยามนี้ทั้งดูนวลเนียนและมีเืฝาดขาวอมชมพูงดงามเสียยิ่งกว่ายามที่ทางแป้งแต่งชาดเสียอีก ดูสดใสสบายตาคนแก่เช่นข้าเห็นแล้วก็รู้สึกว่าวันเวลาที่ผ่านพ้นไปช่างทำร้ายรูปโฉมของผู้คนได้มากเสียเหลือเกิน มองเ้าก็แล้วรู้สึกอิจฉารูปโฉมอันอ่อนเยาว์ของเ้ายิ่งนัก” ฟางซื่อเอ่ยเช่นนี้หลินชิงหรูเพียงอมยิ้มแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจในทันที
“ท่านแม่จะอิจฉาข้าไปทำไมกัน เมื่อเวลาผ่านไปยามที่ข้าอายุเท่าท่านไม่รู้ว่าข้าจะยังรักษาความงดงามของตนเองเอาไว้ได้อย่างท่านหรือไม่ก็ไม่รู้ ข้าได้แต่ภาวนาว่าเมื่อข้าอายุมากขึ้นแล้วรูปโฉมยังคงดูดีได้สักครึ่งหนึ่งของท่านข้าก็พึงพอใจมากแล้วเ้าค่ะ” น้ำเสียงที่กำลังดีไม่ประจบสอพลอของหลินชิงหรูทำให้ฟางซื่อรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก พลางแอบลงความเห็นอยู่ในใจเพียงคนเดียวว่าผ่านเื่ราวเลวร้ายมาชะรอยว่าหลินชิงหรูจะเริ่มมีความคิดมากขึ้น ดูจากการพยายามแต่งกายของนางที่ไม่ได้แต่งตามอี๋เหนียงของนางอีก กิรอยาท่าทางก็ดูเติบโตเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกหลายส่วน
“เมื่อคืนนี้ข้ากับท่านพ่อของพวกเ้าได้ปรึกษากันแล้ว ทั้งชิงหรูและชิงรั่วต่างพ้นวัยปักปิ่นแล้วเื่คู่ครองของพวกเ้านั้นข้าจะเรียกแม่สื่อเข้ามาสอบถามให้ ส่วนชิงหว่านและชิงฉือยังไม่ต้องรีบร้อนรอให้พี่ชายพี่สาวของพวกเ้าแต่งงานออกไปให้เรียบร้อยก่อนข้าจึงจะเริ่มมองหาคนดีๆให้แก่พวกเ้า” ฟางซื่อเอ่ยเช่นนี้หลินชิงรั่วรีบคารวะขอบคุณด้วยน้ำเสียงยินดีแต่หลินชิงหรูกลับนิ่วหน้านางยังไม่อยากแต่งงานออกไปใน่นี้ ถึงแม้จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในจวนแห่งนี้ได้ไม่นานนักแต่ความรู้สึกของนาง จวนแห่งนี้ทั้งสงบและเรียบง่ายไม่ต้องคอยระมัดระวังตนเองเฉกเช่นในชาติก่อนหากนางได้อยู่ที่จวนแห่งนี้ไปตลอดชีวิตนางน่าจะมีชีวิตที่ดีและมีความสุข
“ท่านแม่ข้าไม่อยากแต่งงาน ข้าขออยู่ปรนนิบัติข้างกายท่านเช่นนี้ตลอดไปเลยได้ไหมเ้าคะ” หลินชิงหรูตัดสินใจเอ่ยออกมาตามความ้าของตนเองด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว
“เื่นี้แม่คงตามใจเ้าไม่ได้หรอก ก่อนหน้านี้ที่เ้าต้องประสบเคราะห์ภัยก็ล้วนเป็เพราะข้าไม่คิดวางแผนเื่แต่งงานไว้ให้รอบคอบ ยามนี้เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นแล้วข้าย่อมต้องพยายามเลือกเฟ้นคนดีๆให้แก่พวกเ้า วันข้างหน้าพวกเ้าจะได้ไม่โทษแม่ใหญ่เช่นข้าที่ดูแลพวกเ้าได้ไม่ดี” ฟางซื่อเอ่ยเช่นนี้หลินชิงหรูจึงไม่กล้าเอ่ยแย้งอันใดขึ้นมาอีก
หลังจบมื้ออาหารเช้านางเห็นฟางซื่อมีอาการเซื่องซึมเพราะง่วงนอนจึงคิดจะอำลากลับเรือนของตนเอง แต่กลับโดนฟางซื่อรั้งตัวไว้โดยกล่าวว่าอีกไม่นานแขกจากตระกูลเดิมของนางจะมาเยี่ยมเยียน นางอยากให้หลินชิงหรูช่วยนางต้อนรับแขก หลินชิงหรูจึงต้องอยู่ที่เรือนของนางต่อ
ยามสายฟางฮูหยินจึงได้พาบุตรสาวและบุตรชายเข้ามาคารวะฟางซื่อที่เรือน ฟางฮูหยินผู้นี้หลินชิงหรูคนก่อนมักได้พบอยู่บ่อยครั้งเพราะนางต้องอยู่ปรนนิบัติข้างกายของฟางซื่อมาั้แ่เด็ก ตระกูลเดิมของฟางฮูหยินคือตระกูลฉินนับว่าเป็ญาติทางตระกูลเดิมของไทเฮาเช่นกัน นามของฟางฮูหยินคือฉินเหม่ยเหยานางมีบุตรสาวและบุตรชายเพียงอย่างละหนึ่งคน แม้ว่าสามีของนางมีตำแหน่งเป็ถึงอัครเสนาบดีแห่งแคว้นฉู่แต่ในเรือนหลังกลับไร้อนุคอยกวนใจ บุตรชายของนางมีนามว่าฟางลู่หลินมีอายุมากกว่าหลินชิงเสียนพี่ชายของหลินชิงหรูเพียงปีเดียว จึงเป็ทั้งญาติผู้พี่และสหายสนิทของหลินชิงเสียน ส่วนบุตรสาวมีนามว่าหลินชิงเหยามีอายุเท่ากับหลินชิงหรูพอดีทั้งสองคนจึงได้คบค้ากันเป็สหาย ฟางฮูหยินเลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาวของนางเป็อย่างดีจนทั้งคู่ถูกยกให้เป็คุณชายและคุณหนูที่โดดเด่นของแคว้นฉู่
ฟางลู่หลินถูกขนานนามว่าคุณชายหน้าหยก ที่ถูกขนานนามเช่นนี้มิใช่เพราะความรูปงามแต่เป็เพราะบุคลิคอันสูงส่งและเ็าของเขาที่ทำให้ผู้คนมิกล้าเข้าใกล้ ั้แ่เด็กคุณชายผู้นี้มีชื่อเสียงเื่ความเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ถึงแม้ว่ายามนี้เขาจะยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในราชสำนัก แต่ฝ่าาทรงลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าในอนาคตข้างหน้าเขาจะได้สืบทอดตำแหน่งอัครเสนาบดีต่อจากบิดาของเขาอย่างแน่นอน ส่วนฟางลู่เหยานับเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด รูปร่างหน้าตาของนางนับว่าเหมือนฉินไทเฮาที่มีศักดิ์เป็ท่านยายของนางอยู่หลายส่วน ความสามารถในศาสตร์ทั้งสี่ หมาก พิณ อักษรและภาพวาดนางล้วนเชี่ยวชาญ ในงานพระราชพิธีใหญ่ๆมักมีชื่อคุณหนูใหญ่จวนตระกูลฟางเป็ผู้นำในการแสดงศิลปะทั้งสี่อยู่เสมอ หลินชิงหรูคนเก่าได้พบกับคนทั้งคู่มาั้แ่นางยังเป็เด็กแน่นอนว่าสำหรับฟางลู่หลินนั้นนางไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะนอกจากเขาจะเ็าเป็พิเศษแล้วคนใกล้ชิดและญาติสนิททุกคนล้วนรู้ดีในเื่ของการรักความสะอาดจนเกินควรของเขา ที่สำคัญเขาไม่ชอบใกล้ชิดสตรีนอกจากบุคคลในครอบครัวและญาติสนิทแล้วหากเห็นว่าเป็สตรีฟางลู่หลินมักจะหลีกเลี่ยง ในความทรงจำของหลินชิงหรูคนก่อนสิ่งที่ทำให้นางหวาดกลัวฟางลู่หลินก็คือนางเคยเห็นเขาสั่งสาวใช้ที่ลักลอบเข้าหาเขาจนตายมาแล้ว นางจึงไม่กล้าเข้าใกล้คนผู้นี้เท่าใดนัก ส่วนฟางลู่เหยาความสนิทสนมของพวกนางนับว่าเป็สหายที่มีความสนิทชิดเชื้ออยู่พอสมควร แต่เส้นบางๆที่ขั้นกลางระหว่างความสัมพันธ์พวกนางก็คือความเจียมตัวของหลินชิงหรูในเื่ที่นางเป็เพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุ ด้วยกังวลในฐานะของตนเองหลินชิงหรูจึงมักแบ่งช่องหว่างระหว่างพวกนางไว้อยู่ขั้นหนึ่งเสมอมา