ณ เมืองเทียนอวี่ ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง มีผู้บำเพ็ญสามคนกำลังนั่งสนทนากันอย่างเงียบ ๆ
โต๊ะไม้ตรงกลางเต็มไปด้วยจานอาหารและไหสุรา กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับอึมครึมและเคร่งเครียดผิดปกติ
"พี่อี้... ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ว่าเ้าเด็กนั่นมีผลึกอสูรอยู่เป็จำนวนมากจริง ๆ" บุรุษรูปร่างผอมเอ่ยถามขึ้น
"นั่นสิพี่อี้ หากพวกเราคาดเดาผิด คงต้องเสียเวลาเปล่าไปไม่น้อย" บุรุษรูปร่างอ้วนท้วมอีกคนกล่าวเสริม
"ข้ามั่นใจ" บุรุษผู้มีท่าทางเป็ผู้นำตอบกลับอย่างหนักแน่น "แผ่นป้ายชิ้นนี้ใช้สำหรับตรวจจับผลึกอสูรหรือสัตว์อสูรที่อยู่ใกล้เคียง แม้ข้าจะได้มันมาอย่างยากลำบาก แต่ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก"
คนทั้งสามนี้ ก็คือกลุ่มผู้บำเพ็ญที่หลี่ซวนเคยพบในโรงเตี๊ยมก่อนหน้านี้
พวกเขาล้วนสวมอาภรณ์สีขาว หน้าตาดูธรรมดาไร้จุดเด่น ทว่ากลับมีรูปร่างแตกต่างกันอย่างชัดเจน
คนแรกมีผิวสีแทน ไร้เส้นผมบนศีรษะ รูปร่างผอมเกร็ง อายุราวยี่สิบปลาย ๆ นามว่า เทียนิ
อีกคนรูปร่างอ้วนท้วม ไว้ผมทรงจุก อายุราวยี่สิบปลาย ๆ นามว่า เจี้ยนผิง
ส่วนคนสุดท้ายมีผิวขาว ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง ใบหน้าดูแฝงความเ้าเล่ห์ รูปร่างสมส่วน อายุราวสามสิบปี ผู้เป็หัวหน้าของกลุ่ม นามว่า เกาอี้เฉิน
"หากเป็เช่นที่ท่านกล่าว..." เทียนิเอ่ยถามต่อ "เ้าเด็กนั่นจะมีผลึกอสูรมากเสียจนทำให้แผ่นป้ายของท่านสั่นไม่หยุดเลยอย่างนั้นหรือ"
"แปดเก้าส่วนย่อมเป็ความจริง" เกาอี้เฉินกล่าวด้วยแววตามั่นใจ "ที่ผ่านมา แผ่นป้ายชิ้นนี้ก็ช่วยให้พวกเราเสาะหาสัตว์อสูรมาได้มากมาย แต่การที่มันจะสั่นะเืรุนแรงถึงเพียงนี้ มีอยู่เพียงสองความเป็ไปได้เท่านั้น... อย่างแรก คือมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งระดับสูงอยู่ใกล้ ๆ หรืออย่างที่สอง... คือมีผลึกอสูรจำนวนมหาศาลรวมกันอยู่!"
"หากเป็เช่นนั้น มิใช่ว่าเ้าเด็กนั่นจะต้องแข็งแกร่งพอตัวเลยหรือ" เจี้ยนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล
เทียนิหัวเราะเบา ๆ "สหายเจี้ยน อย่าได้กังวลไปเลย พวกเรามีพี่อี้อยู่อีกทั้งคน... จากที่พี่อี้ตรวจสอบ ระดับการบำเพ็ญของเ้าเด็กนั่นก็อยู่เพียงระดับเดียวกับพี่อี้เท่านั้น หากพวกเราลงมือพร้อมกันทั้งสามคน โอกาสชนะย่อมมีมากกว่าเจ็ดส่วน อย่างไรเ้าเด็กนั่นก็ไม่มีทางรอดไปได้!"
เจี้ยนผิงพยักหน้ารับ "ก็จริง... ถึงอย่างไรพวกเราก็มีกันตั้งสามคน แถมเ้าเด็กนั่นยังสวมเพียงชุดธรรมดา ดูแล้วไม่น่าจะมีสำนักใหญ่คอยหนุนหลัง"
ทว่าเกาอี้เฉินกลับส่ายหน้าเล็กน้อย "แต่ถึงกระนั้น... การที่มันสามารถก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดได้ั้แ่อายุยังน้อย ย่อมมีความเป็ไปได้ว่าอาจมีเื้ัไม่ธรรมดา อย่างไรก็ตาม หากพวกเราสังหารมันแล้วรีบหลบหนีกลับสำนักทันที ต่อให้เป็สำนักในพันธมิตรเมฆา กว่าจะสืบหาเบาะแสมาถึงตัวพวกเรา พวกเราก็คงกลับถึงสำนักไปนานแล้ว"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยสายตาเป็ประกาย "ผลึกอสูรเ่าั้ หากนำไปแลกเป็หินิญญาย่อมได้จำนวนมหาศาล เมื่อถึงตอนนั้นพวกเ้าทั้งสองก็จะมีทรัพยากรมากพอที่จะทะลวงขึ้นสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดได้"
เกาอี้เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
"ส่วนข้า... ข้าจะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายเสียที"
เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าภายในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความขมขื่นอย่างลึกล้ำ
"พวกเ้าคงรู้อยู่แล้ว... เมื่อสิบปีก่อน ข้าเคยถูกยกย่องว่าเป็อัจฉริยะแห่งสำนัก อายุเพียงยี่สิบปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด ในยามนั้น แม้แต่อาจารย์ยังเคยเอ่ยปากชมว่า อีกไม่กี่ปีข้าจะทะลุผ่านสู่ขั้นปลายได้อย่างแน่นอน และมีโอกาสก้าวไปถึงระดับฐานิญญาได้ในเร็ววัน..."
เขากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน
"แต่เวลาผ่านไป... หนึ่งปี... สองปี... ห้าปี... จนบัดนี้ สิบปีเต็มแล้ว! ข้ายังคงติดอยู่ในระดับเดิม โดยไม่มีทีท่าว่าจะทะลวงผ่านไปได้เลยสักนิด... อัจฉริยะอย่างนั้นหรือ? สุดท้ายข้าก็เป็เพียงคนไร้ค่าที่ไม่สามารถก้าวหน้าได้อีกต่อไป!"
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบสงัดลงทันตา
เทียนิและเจี้ยนผิงต่างรู้ดีว่า เื่นี้คือปมด้อยในใจที่กัดกินเกาอี้เฉินมาโดยตลอด จึงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยขัดขึ้นมา
เกาอี้เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวและโเี้
"เพราะฉะนั้น... ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าจะต้องทะลวงผ่านขั้นนี้ไปให้ได้! ต่อให้ต้องสังหารผู้บำเพ็ญอีกกี่คน... ข้าก็จะไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวอันเด็ดเดี่ยว ทั้งสองคนต่างก็ตกอยู่ในความคิด... การที่มีโอกาสได้เลื่อนระดับพลังรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมคุ้มค่าที่จะเสี่ยงชีวิตลงมือ
เทียนิเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ก็ดีเหมือนกัน พักหลังมานี้พวกสัตว์อสูรในป่าเริ่มแข็งแกร่งและรับมือยากขึ้นเรื่อย ๆ ผลึกอสูรที่พวกเราล่ามาได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ หินิญญาที่มีอยู่ก็ใช้ไปหมดจนไม่เพียงพอสำหรับพวกเราทั้งสามคน หากเ้าเด็กนั่นมีผลึกอสูรคุณภาพสูงหรือมีจำนวนมากจริง ๆ ก็คุ้มค่าที่จะลองดูสักตั้ง ถึงอย่างไรพวกเราก็มีพี่อี้อยู่ คงต้องรบกวนท่านลงมือสุดกำลังแล้ว"
เจี้ยนผิงพยักหน้ารับ พลางยกซี่โครงหมูในมือขึ้นมากัดเคี้ยว
เกาอี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ข้าเป็คนเสนอเื่นี้ ย่อมต้องลงมือด้วยตนเองอยู่แล้ว หากพวกเราทั้งสามคนร่วมมือกันอย่างรัดกุม ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย ก็ยังพอมีหวังที่จะต้านหรือหนีได้"
เมื่อได้ยินหัวหน้ายืนยันเช่นนั้น อีกสองคนก็เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความวางใจ
"หากพี่อี้เอ่ยเช่นนี้ พวกเราก็หมดห่วง" เจี้ยนผิงถามต่อ "แล้วพวกเราจะลงมือกันเมื่อใด"
เกาอี้เฉินยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "เมื่อวานข้าไปสืบความมาแล้ว เ้าเด็กนั่นจ่ายเงินเช่าห้องพักไว้เพียงสามวัน หลังจากผ่านพ้นสามวัน มันย่อมต้องเดินทางออกจากเมืองไปอย่างแน่นอน... ถึงเวลานั้น ก็คือวันตายของมัน!"
เจี้ยนผิงพยักหน้าเข้าใจ แล้วก้มหน้ากินซี่โครงหมูต่อ
เทียนิหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ "หึ ๆ... เ้าเด็กนั่นช่างโชคร้ายเสียจริงที่โผล่มาให้พวกเราเจอ... พรุ่งนี้ คงเป็วันสุดท้ายที่มันจะได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว"
กล่าวจบ เขาก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกี้ยมออกมา
...
ขณะเดียวกัน ณ อีกห้องพักหนึ่ง
หลี่ซวนยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงอย่างสงบนิ่ง เขาเคลื่อนลมปราณอย่างช้า ๆ คอยดูดซับไอิญญาจากฟ้าดินเข้ามาจัดสรรภายในร่าง เพื่อพยายามทะลวงคอขวดเลื่อนระดับพลังอย่างตั้งอกตั้งใจ
โดยที่ตัวเขาไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... ในเวลานี้ มีเงาดำแห่งความตายจากผู้บำเพ็ญทั้งสามคน กำลังคืบคลานเข้ามารอบตัวเขาอย่างเงียบเชียบ!