“กรี้ดด ดูในรูปว่าสวยแล้วตัวจริงสีสวยจนใจละลายเลยอ่ะเธอ!”
หลินหวีดเสียงลั่นห้องVvip ของช็อปชูกระเป๋าลิมิเตดที่นางถูกตาต้องใจด้วยความตื่นเต้น
“ฉันว่าใบนี้สวยกว่าใบนั้นเล็กอย่างกับจะเอาไปใส่จิ๋มมด”
เมี่ยงพูดขัดพลางชูกระเป๋าอีกใบที่ขนาดใหญ่กว่า 2 เท่าขึ้นมาลองสะพายหมุนซ้ายหมุนขวาชื่นชม หลินหยีปากใส่และโต้กลับ
“ฉันซื้อกระเป๋าถือสวยๆ ย่ะไม่ได้เอาไปขนของ”
สองคนนี้สไตล์คนละขั้วกันแต่ชอบชวนกันมาช็อปปิ้ง แล้วก็ขัดใจกันเอง นั่นเป็เหตุที่ฉันต้องมาด้วยทุกครั้งเพราะเป็คนกลางคอยห้ามศึก แขกไปใครมาคงคิดว่ายัยสองคนนี้จะตบกันแล้ว
“ยัยปิ่น! แกตัดสินมาเลย ว่าของใครสวยกว่า” สุดท้ายความซวยก็มาตกที่ฉัน
“เอ่อ ของหลินก็สวยแบบเด็กๆ น่ารัก สมวัย กระทัดรัด ไม่เทอะทะดีส่วนของเมี่ยงก็ดูเป็ผู้ใหญ่ เรียบๆ โก้หรู สมกับเป็ผู้ดีมีเงิน......”
“นี่! หล่อนตัดสินให้ดีๆ สิยะจะพูดเป็กลางทำไม” เมี่ยงบ่น
“อ่า.... ตรงๆก็ไม่สวยทั้งคู่อ่ะ”
“เออ คิดผิดจริงๆที่ให้คนไม่ติดแฟชั่นอย่างแกตัดสิน”
หลินบ่นฉันอีกคนพลางวางกระเป๋าใบนั้นลง เธอหันไปสั่งพนักงานสาวที่ยืนยิ้มรอจนเหงือกแห้ง เธอส่งการ์ดใบใหม่ให้แล้วชี้ไปที่ชั้นกระเป๋า
“เอาแบบนี้ หมดทุกสีค่ะส่งคอนโดที่เดิม”
“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะคุณหนู”
พนักงานก้มโค้งรับบัตรด้วยตาวาวเพราะยอดของหลินคนเดียวก็เกือบสิบล้านแล้วหลินพยักหน้าให้พนักงาน แล้วเดินเชิดมาทิ้งก้นลงบนโซฟาข้างๆ ฉัน
“เสร็จแล้วไปกินโอมากาเสะกันต่อป่ะ”
“อืม ก็ดีนะ รอพวกเธอตีกันฉันเริ่มหิวหน่อยๆ แล้ว“ ฉันตอบ
“ยัยคุณหนูปิ่น พ่อพาไปเจอลูกชายท่านทูตมาเป็ไงบ้างไม่เห็นเล่าให้ฟัง”
“เฮ้อ ..ไม่ค่อยเวิร์คหน้าหล่อพอไปวัดไปวา แต่ขี้เก๊ก ดูก็รู้ว่าบ้าอำนาจ”
“ก็ธรรมดาป่ะหล่อนลูกท่านหลานเธอ ไม่ใช่ลูกแม่ค้าข้าวแกงนะยะ”
“นี่ั้แ่ตีนหล่อนเท่าฝาหอยจนตอนนี้หอยเท้าฝาบ้าน ฉันยังไม่เคยเห็นเธอมีแฟนเลย ผู้ชายก็วิ่งตามเป็ฝูง เล่นตัวอะไรก่อน”
“นั่นสิ ไม่ใช่เป็เบี้ยนช้ะ” ยัยเมี่ยงกระแซะไหล่ถาม
ยัยเพื่อนสาวทั้งสองคนเพ่งเล็งอย่างคาดคั้นคำตอบทีเื่อย่างนี้สมานฉันท์กันขึ้นมาเลยเชียวนะ ฉันขึ้นเสียงด้วยอาการร้อนรน ลุกเดินหนีแกล้งไปดูกระเป๋าอีกมุม
“พวกเธอเป็บ้าอะไรมาจี้ฉันเนี้ย”
“เปล่าจี้อายุป่านนี้เห็นแกยังโสดซิง เลยคิดว่าแม่ชีสิงร่างรึเปล่า”
หลินพูดตามหลังแล้วขำคิกคักกับเมี่ยงที่แกล้งแหย่อารมณ์ฉันได้…ฉันโสด แต่ไม่ซิงย่ะ ไม่ใช่พวกอ่อนหัดต่อโลกซะหน่อย
“ไม่ต้องสนใจเื่ของฉันหรอกพวกเธอเถอะ จะโดนจับแต่งวันไหนก็ไม่รู้” ฉันรีบเบี่ยงประเด็นให้พ้นตัว
“เสียวๆ อยู่เมื่อวานพ่อพึ่งมาถามว่ามีผู้ชายที่เล็งไว้บ้างไหม”
“แล้วเธอตอบว่าไง” หลินถามด้วยความตื่นเต้น
“ลุงกงยูหรือน้องโบกอมก็ไม่เกี่ยง”
“ชิบ….”
หลินสบถคำหยาบออกมาส่ายหน้าหนีมุกตลกของเมี่ยง ฉันนั่งขำในลำคอ มากับยัยพวกนี้ก็ดีคลายเครียดได้นิดหน่อย ถ้าฉันกลับคอนโดไปอยู่คนเดียว คงไม่พ้นนอนร้องไห้คิดถึงเื่นั้นอีกแน่
“ขอโทษที่ให้รอค่ะคุณหนู…”
พนักงานเข้ามาขัดจังหวะมุกห้าบาทสิบบาท หลินเซ็นชื่อรูดบัตรเสร็จแล้วก็ยิ้มแปล้นอารมณ์ดีควงแขนฉันกับเมี่ยงคนละข้าง พามากินโอมากาเสะกันต่อ
“ไอ้บ้าภามม์มันจริงจังกับยัยน้องดาวคณะแพทย์จริงหรอ” หลินเปิดประเด็นเมาส์ระหว่างรอเชฟปั้นอาหาร
“สนใจมันทำไมอ่ะ” เมี่ยงถาม
“เปล่าสนหรอก แต่เห็นมันดูจริงจังกับคนนี้เป็พิเศษ”
“โอ้ยย่เห่อมันก็ดูพิเศษกับทุกคนแหละ พอได้แล้วมันก็เมิน”
“เออ ลืม ..คนอย่างมัน ใครจะสยบได้วะ”
นั่นสินะ ฉันที่นอนกับเขาแทบทุกวันยังไม่รู้วิธีที่จะสยบเขาได้เลย ถ้าเขาจริงจังและคบกับผู้หญิงคนนั้นจริงๆฉันจะพูดคำว่า ‘ยินดี’ ในสีหน้าแบบไหนกันนะ
เป๊าะ!
“ยัยปิ่น เป็ไรเงียบ”เมี่ยงดีดนิ้วตรงหน้าฉัน เพื่อดึงสติฉัน
“อ่าา เปล่าไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นอะไรอ่ะ”
“ชิ หล่อนนี่ก็แปลกๆ ไปนะ เครียดอะไรก็บอกพวกฉันถึงจะช่วยแก้ไม่ได้ แต่ถ้าให้ตามไปเล่นงานใครฉันไวเป็พิเศษ”หลินบอกด้วยความภาคภูมิใจ
“ค่าาา คุณหนูมาเฟียไม่มีใครกล้ามีเื่กับฉันหรอก”
ฉันบอกหลินทำท่าเบ่งกล้ามแขนน้อยๆ ของเธอด้วยสีหน้าปริ่ม ส่วนเมี่ยงส่ายหน้าหนีก่อนจะโฟกัสที่ซูชิห่อทองคำเปลวคำละ 4,000 บาทตรงหน้า
หลังอิ่มเมี่ยงถูกพ่อตามตัวให้กลับบ้าน ส่วนหลินมีนัดดูหนังกับหนุ่มต่อฉันที่ไร้คู่เลยออกอาการเหงา จะไปคอนโดภามม์ ป่านนี้เขาคงจะรื่นเริงอยู่กับสาวคณะหมอที่ไหนสักแห่ง
เพราะมัวแต่ก้มปัดจอโทรศัพท์ฉันเดินข้ามถนนทางม้าลายหน้าห้างสรรพสินค้าโดยไม่ทันมองรถมอเตอร์ไซส์ที่ขับแว้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ปี้นนนนนน
“กรี้ดดดดดดดดดด”
โคร้มมมม