ตอนที่ 7 อยากจะเล่นงานก็หาข้ออ้างได้เสมอ (1)
จ้าวซื่อสั่นไปทั้งตัว ก่อนจะรีบพุ่งตัวเข้าไปข้างใน “ท่านพี่ ท่านแม่...”
ยังไม่ทันที่จ้าวซื่อจะได้พูดจบ ไท่ไท่ผู้เฒ่าก็กลอกตาใส่เสียแล้ว “เ้าไปนั่งนิ่งๆ ตรงนั้นเสีย เื่ในวันนี้ช่างหนักหนานัก แม้แต่ผู้บัญชาการฯ เจิ้นหย่วนบิดาของเ้า ก็คงรับผิดชอบเื่นี้ไม่ไหวหรอก”
จ้าวซื่ออยากจะร้องไห้ออดอ้อน แต่พอนึกถึงสิ่งที่บุตรสาวของตนพูดเอาไว้ว่าเพื่อที่จะได้ไม่พัวพันถึงตระกูลของบิดา จึงรีบอดกลั้นเอาไว้ แล้วรีบไปนั่งที่ที่เจิ้งซื่อได้กำหนดเอาไว้ให้ จากนั้นจึงมองบุตรสาวด้วยความกังวล
กู้เชียนเสวี่ยไม่ได้คุกเข่าลง นางยืนตรงสง่าอยู่ตรงกลางโถงใหญ่ “เชียนเสวี่ยคิดว่าเื่นี้จบไปแล้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่าท่านเ้ากรมจะยังคงไม่จบไม่สิ้นเช่นนี้”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง คิดไม่ถึงว่ากู้เชียนเสวี่ยจะไร้เหตุผลได้ขนาดนี้
เ้ากรมกู้อยากจะตบโต๊ะบันดาลโทสะ แต่พอนึกถึงคำพูดข่มขู่ของกู้เชียนเสวี่ยก่อนหน้านี้ จึงยอมอดทนกลืนคำด่ากลับลงไป
“เสวี่ยเอ๋อร์ วันนี้พวกเรามาปิดประตูคุยกันแค่ภายในบ้าน เมื่อครู่นี้มีคนมารายงาน บอกว่าเห็นเ้าผลักลี่อ๋องตกลงไปในทะเลสาบกับตา เ้าพูดมาตามความจริง นี่ใช่เื่จริงหรือไม่”
กู้เชียนเสวี่ยขมวดคิ้ว “เหตุใดท่านเ้ากรมถึงได้ยึดติดกับเื่นี้นัก มันสำคัญด้วยหรือ” จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ช่างเถิด ในเมื่อท่านอยากจะได้คำตอบนัก เช่นนั้นพวกเราก็มาถกกันเสียหน่อย ผู้เห็นเหตุการณ์อยู่ไหนเล่า พาเข้ามาเถิด”
เห็นอยู่ว่าคนที่ถูกไต่สวนคือกู้เชียนเสวี่ย แต่พลังที่แผ่ออกมาจากนางนั้น กลับเหมือนเป็ผู้ไต่สวนเสียเอง
ไม่นานนัก คนสองคนก็ถูกพาตัวเข้ามา ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็สองคนที่ยืนทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงท้ายกลุ่มคนนั่นละ
“พวกเ้าคือผู้เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นหรือ” ถ้าบอกว่าคนเห็นเหตุการณ์เป็คนอื่นละก็ กู้เชียนเสวี่ยก็คงรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง เพราะอย่างไรก็เป็นางเองที่ผลักลี่อ๋อง แต่หากเป็สองคนนี้ นางไม่กลัวหรอก
“ขอรับ” ท่าทีของทั้งสองคนมั่นใจเป็อย่างมาก
กู้เชียนเสวี่ยเลิกคิ้วแล้วพยักหน้า “ดี เด็กๆ เอาฉากกันลม กระดาษและพู่กันมา”
ทุกคนพากันงุนงง เหตุใดสถานการณ์ไม่เป็อย่างที่คิดไว้ล่ะ ควรจะเป็ท่านเ้ากรมไต่สวน แล้วคุณหนูใหญ่ก็ร้องไห้ฟูมฟายเพราะโดนไต่สวนไม่ใช่หรือ แต่การที่คุณหนูใหญ่อยู่เหนือเช่นนี้มันคือสิ่งใดกัน
แล้วอีกอย่าง เหตุใดคุณหนูใหญ่ในวันนี้ ดูจะ...ฉลาดเฉลียวเช่นนี้เล่า
คำว่าฉลาดเฉลียวคำนี้ หากพูดกับกู้เชียนเสวี่ยในหนึ่งวันก่อนหน้า คงทำให้หัวเราะจนฟันร่วง แต่ถ้าพูดกับกู้เชียนเสวี่ยในวันนี้ ก็คงทำให้รู้สึกแค่ว่าเหมาะสมแล้ว ทำเอารู้สึกชื่นชมขึ้นมาทันที
เหล่าคนรับใช้มองไปยังเ้ากรมกู้ เ้ากรมกู้เองก็พยักหน้าให้
ไม่นาน ก็มีบ่าวยกเอาฉากกันลม และพู่กันกระดาษมา
“เอาฉากกันลมตั้งคั่นกลางสองคนนี้เอาไว้” กู้เชียนเสวี่ยพูดต่อ
ในขณะที่ทุกคนตกอยู่ในความไม่เข้าใจ ฉากกันลมก็ถูกตั้งเรียบร้อยแล้ว แยกตัวผู้ที่มารายงานความผิดของผู้อื่นออกมาจากกันอย่างสิ้นเชิง พู่กันกระดาษสองชุดก็ถูกส่งให้กับทั้งสองคน
กู้เชียนเสวี่ยยืนอยู่ระหว่างกลางทั้งสองคน แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางๆ “เขียนหนังสือได้หรือไม่”
ทั้งสองคนไม่เข้าใจสถานการณ์เลยสักนิด จึงพยักหน้า “ตอบคุณหนูใหญ่ เขียนเป็ขอรับ”
“เขียนเป็ก็ดีแล้ว เด็กๆ ปิดปากทั้งสองคนนี้เอาไว้” กู้เชียนเสวี่ยออกคำสั่ง
ทั้งสองคนใจนหน้าเปลี่ยนสี จากนั้นก็รีบก้มหัวคุกเข่าเสียยกใหญ่ “นายท่านโปรดตรวจสอบ คุณหนูใหญ่ช่างโหดร้ายนัก หากปิดปากพวกเราแล้ว พวกเราจะพูดได้อย่างไรเล่า”
กู้เชียนเสวี่ยหัวเราะส่ายหน้า “แค่ถูกปิดปากก็เรียกว่าโหดร้ายแล้วอย่างนั้นหรือ วางใจเถิด เดี๋ยวจะมีที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้เสียอีก”จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับเ้ากรมกู้ “ท่านเ้ากรม โปรดปิดปากสองคนนี้เอาไว้เถิด หลังจากนี้ก็จะได้รู้จริงเท็จแล้ว”
เ้ากรมกู้และไท่ไท่ผู้เฒ่าเจิ้งซื่อมองตากัน ถึงจะกงุนงง แต่สุดท้ายเ้ากรมกู้ก็อนุญาต “ปิดเถิด”
แล้วทั้งสองคนก็ถูกปิดปากเอาไว้
กู้เชียนเสวี่ยวาดยิ้มเต็มใบหน้า “พวกเ้าทั้งสองกล่าวว่าเห็นข้าผลักลี่อ๋องตกน้ำ เช่นนั้นข้าใช้มือซ้ายผลัก” พูดแล้ว ก็ใช้มือซ้ายทำท่าผลักคน “หรือว่าใช้มือขวาผลักกันเล่า” พูดแล้วก็ใช้มือขวาทำท่าผลักอีก
“ในเมื่อเขียนหนังสือได้ ปากพูดไม่ได้ ก็เขียนเอาแล้วกัน” กู้เชียนเสวี่ยปรบมือ แล้วชี้ไปยังกระดาษที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองคน
มีบางคนในกลุ่มคนเริ่มนึกออกแล้ว...อุดปากทั้งสองคนเอาไว้ ทำให้พูดคุยกันไม่ได้ หากว่าทั้งสองคนเขียนคำให้การไม่เหมือนกัน เช่นนั้นก็อาจเป็ไปได้ว่าเป็การใส่ร้าย