หน้าประตูใหญ่สลักหัวสัตว์ทั้งสามบานของจวนราชครูแขวนผ้าแพรสีแดงสด บ่าวไพร่ที่เดินเข้าออกล้วนสวมเสื้อสีเทาอมฟ้าชุดใหม่เอี่ยม มองดูแล้วก็รู้สึกถึงบรรยากาศอันเป็นมงคล
ทว่าบนใบหน้าของคนสกุลกัวกลับมองไม่เห็นความยินดีเลยแม้แต่น้อย แม้แต่แผ่นหลังที่เคยยืดตรงก็ค่อมลงไปหลายส่วน
วันนี้เป็นวันที่คุณหนูห้าของบ้านรองสกุลกัวต้องเข้าวัง เดิมทีตามฐานะของสกุลกัว ต่อให้กัวอวี้ซิ่วไม่ได้แต่งเข้าตำหนักบูรพาในฐานะพระชายาเอกองค์รัชทายาท ก็ควรจะได้แต่งเป็นพระชายาเอกของอ๋อง
แต่กลับต้องทนกล้ำกลืนฝืนทนเป็นถึงเพียงเหลียงหยวนขั้นสองแห่งตำหนักบูรพา นี่ไม่เพียงแต่เป็นการตบหน้ากัวอวี้ซิ่ว แต่ยังเป็นการหักหน้าจวนราชครูอีกด้วย
ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวสวมเสื้อแขนกว้างปักลายดอกกลมสีแดงไห่ถัง กระโปรงเซียงเฟยผ้าหลัวแบบแปดกลีบ บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกเขียวส่องประกายวาววับ
นับเป็นการแต่งกายที่หรูหราสง่างาม ทว่ากลับตัดกับใบหน้าที่ขาวซีด นางยืนรอรับแขกอยู่หน้าโถงด้านในด้วยมุมปากที่ตกลง
ฮูหยินหวังกับฮูหยินสามจวนหยวนว่ายหลางกรมฮู่ปู้สกุลเซินมาถึงตั้งนานแล้ว กล่าวแสดงความยินดีกับฮูหยินบ้านรองสกุลกัวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตามสาวใช้เข้าไปในโถง
"ท่านเห็นสีหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวเมื่อครู่หรือไม่"
ฮูหยินสามเซินเป็นคนพูดตรงไปตรงมาและฝีปากกล้ามาแต่ไหนแต่ไร นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวเราะพลางเอ่ยกับฮูหยินหวัง "แป้งบนหน้านาง เกรงว่าคงจะพอกไว้สักสองตำลึงได้กระมัง"
ฮูหยินหวังหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะมองซ้ายมองขวา "เบาเสียงหน่อยเถิด นี่อยู่ในจวนของนางนะ หากนางได้ยินเข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องเอาได้"
ทว่าฮูหยินสามเซินกลับหัวเราะจนตัวโยน "ยังต้องให้ข้าพูดอีกหรือ ดูหน้านางสิ ขาวราวกับโถแป้ง ขนาดนี้ยังปิดไม่มิดเลย"
ใบหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวซูบซีดเป็นพิเศษ รอยคล้ำใต้ตาสองข้างนั้นต่อให้ทาแป้งหนาเพียงใดก็ปิดไม่มิด
ฮูหยินหวังเรียกหวังหยวนเหนียงให้ตามมา ก่อนจะหันไปยิ้มกับฮูหยินสามเซิน "ก็ไม่แปลกหรอก คุณหนูดี ๆ กลับต้องถูกส่งเข้าวังไปเป็นพระชายารอง ไม่ว่าใครก็คงทำใจไม่ได้หรอก"
ฮูหยินสามเซินเบะปาก "จะไปโทษใครได้ คุณหนูในบ้านตัวเองสั่งสอนมาไม่ดี จนเกิดเรื่องงามหน้าเช่นนั้น ช่าง..."
บนใบหน้าของนางปรากฏแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
ฮูหยินหวังเองก็ส่ายหน้าถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ได้ยินว่าส่งเทียบเชิญไปที่จวนแม่ทัพใหญ่เพียวฉีด้วย ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไรอีก"
ในงานเลี้ยงฉวี่เจียง สกุลกัวกับสกุลกู้บาดหมางกันจนเข้าหน้าไม่ติดแล้ว แม้จะยังไม่ถึงขั้นแตกหักกันอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องที่คุณหนูห้าสกุลกัวใส่ร้ายป้ายสีคุณหนูใหญ่กู้หมิงจู ผู้คนในงานก็เห็นกันอย่างชัดเจน แต่สกุลกัวกลับยังส่งเทียบเชิญไปให้สกุลกู้อีกในเวลาเช่นนี้
เมื่อฮูหยินสามเซินได้ยินเรื่องนี้ ก็มีสีหน้าสนใจใคร่รู้ "นั่นสิ สกุลกัวคิดจะทำอะไรกันแน่ ไม่รู้ว่าฮูหยินหลัวผู้นั้นจะยอมมาหรือไม่"
นางพูดพลางยกมือปิดปากหัวเราะอีกครั้ง "ข้าเดาว่าคงไม่มาหรอก"
ปกติฮูหยินหวังคบหากับฮูหยินหลัวอยู่บ้าง จึงเพียงแต่ยิ้ม "ฮูหยินหลัวมีนิสัยอ่อนโยน เกรงว่าคงไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นหรอก"
"นางย่อมไม่อยากอยู่แล้ว แม้ตอนนี้อันผิงป๋อจะเป็นที่โปรดปรานของฮองเฮา แต่ท้ายที่สุดก็เป็นแค่คนตกยาก ฮูหยินหลัวถึงอยากจะแข็งกร้าวก็คงยาก"
ฮูหยินหวังยิ้ม ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก
เวลานี้ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวกำลังกัดฟันจ้องมองประตูชั้นใน นางสั่งการหญิงรับใช้หน้าประตูจวนไว้ตั้งแต่เช้าแล้วว่า หากเห็นรถม้าของคนสกุลกู้มาถึง ให้รีบเข้ามารายงานทันที
แต่นางฝืนยิ้มรับแขกอยู่ที่นี่มาค่อนวันแล้ว ก็ยังไม่เห็นคนสกุลกู้แม้แต่เงา
นางทนไม่ไหวอีกต่อไป หลายวันนี้หากไม่ใช่เพราะราชครูกัวหวายสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ให้คนบ้านรองอยู่แต่ในจวนอย่างสงบเสงี่ยม ห้ามออกไปก่อเรื่องข้างนอก นางมีหรือจะยอมอดทนมาจนถึงตอนนี้
"ไปดูสิว่าแขกมากันครบหรือยัง ไปถามหญิงรับใช้เฝ้าประตูหน้าดูว่ารถม้าของสกุลกู้มาหรือยัง" นางเรียกสาวใช้มาสั่งการ
ทว่าจนกระทั่งงานเลี้ยงใกล้จะเริ่ม ก็ยังไม่เห็นคนสกุลกู้มาเลย
ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวร้อนรนใจ แต่คนที่โกรธและร้อนใจยิ่งกว่าคือกัวอวี้ซิ่วที่สวมชุดชาววังสีแดงทับทิมนั่งอยู่ในห้องปีก
"ไหนบอกว่ากู้หมิงจูจะมา ทำไมป่านนี้แล้วยังไม่เห็นนางอีก!" ความเคียดแค้นในใจทำให้ใบหน้าของกัวอวี้ซิ่วดูบิดเบี้ยว
กัวอวี้หลานคาดเดา "หรือว่านางกลัว เลยไม่กล้ามาแล้ว"
กัวอวี้ซิ่วกัดฟันกรอด "กล้าทำร้ายข้าถึงเพียงนี้ พอถึงเวลาเอาเข้าจริงกลับหดหัวเป็นเต่า! ต่อให้ข้าเข้าวังไปแล้ว ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่!"
กัวอวี้หลานมองพี่สาวด้วยความปวดใจ "ซิ่วเหนียง เจ้าไม่กังวลบ้างเลยหรือ นั่นคือตำหนักบูรพานะ คือองค์รัชทายาทเชียวนะ..."
เสียงของนางแผ่วลง
ใบหน้าของกัวอวี้ซิ่วค่อย ๆ หม่นหมองลง แววตาที่สว่างวาบด้วยความเคียดแค้นก็สงบลง นางฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก "กลัวอะไร ข้าเป็นถึงคุณหนูสกุลกัว เป็นเหลียงหยวนของตำหนักบูรพาที่ฮองเฮาทรงแต่งตั้ง ไม่ใช่นางกำนัลชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าพวกนั้นเสียหน่อย ไม่มีทาง..."
ย่อมมีทาง องค์รัชทายาทปัจจุบันหลงใหลในสุรานารี มีนิสัยโหดเหี้ยมทารุณ นอกจากต่อหน้าฝ่าบาทและฮองเฮาแล้ว เขาก็ไม่เกรงกลัวผู้ใด แล้วเขาจะสนใจได้อย่างไรว่ากัวอวี้ซิ่วเป็นคุณหนูสกุลกัว หรือเป็นเหลียงหยวนแห่งตำหนักบูรพา
กัวอวี้หลานไม่คิดเลยว่า แผนการที่พวกนางสองพี่น้องคิดจะกำจัดกู้หมิงจูในตอนนั้น ผลกรรมสุดท้ายจะตกมาอยู่ที่พี่สาวของตนเอง
ปกติแล้วบ้านรองสกุลกัวเป็นที่โปรดปรานของราชครูกัวหวายมาก พวกนางสองพี่น้องก็เป็นแก้วตาดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่ากัว แต่ในวันนั้นที่พวกนางกลับจวนไปร้องขอให้ราชครูกัวหวายและฮูหยินผู้เฒ่ากัวเข้าวังไปขอความเมตตา กลับถูกราชครูกัวหวายปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทั้งยังด่าทอว่าพวกนางโง่เขลาเบาปัญญา จะทำให้สกุลกัวต้องเดือดร้อน
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมองกัวอวี้ซิ่วสองพี่น้องที่ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า "หากพวกเจ้ายังอยากให้สกุลกัวอยู่รอดปลอดภัย ยังอยากใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูสกุลกัวต่อไป ก็จำใส่หัวเอาไว้ ไม่ว่าในวังจะตัดสินอย่างไร ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทและฮองเฮา สกุลกัวของเราทำได้เพียงน้อมรับด้วยความซาบซึ้งใจ ห้ามมีใจคิดเป็นอื่นแม้แต่น้อย"
เมื่อครู่นี้เอง ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็เพิ่งให้คนมาส่งข่าว บอกให้กัวอวี้ซิ่วเข้าวังไปอย่างสงบเสงี่ยม วันข้างหน้าไม่ต้องคิดอะไรอีก ขอแค่ปรนนิบัติองค์รัชทายาทให้ดี ทำหน้าที่พระชายารองให้ดี ก็ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นแล้ว
แต่กัวอวี้ซิ่วจะกลืนความโกรธนี้ลงไปได้อย่างไร นางจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนเข้าวังไปเป็นพระชายารอง แล้วปล่อยให้กู้หมิงจูใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่ข้างนอกได้อย่างไร!
เทียบเชิญที่ส่งไปสกุลกู้ นางก็เป็นคนขอร้องให้ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวส่งไป นางจะทำให้กู้หมิงจูได้ลิ้มรสความแค้นและความริษยาที่นางต้องเผชิญมาตลอดหลายวันนี้ให้หมด! ให้นางได้รู้ว่าอะไรคือการอยู่ไม่สู้ตาย!
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังคุยกันเสียงเบา สาวใช้ก็รีบร้อนเข้ามารายงาน "คุณหนู คุณหนูใหญ่กู้มาแล้วเจ้าค่ะ"
.
.
.