เช้าวันนี้ฉินซูหลันรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงทะเลาะกันของสองพี่น้องต่างพ่อ
ลู่ม่านม่านวัย 18 ปีคือลูกติดจากสามีเก่าของฮั่วหวันถิง ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่งคือฉินเยว่อันวัย15 ปี เป็ลูกสาวที่เกิดจากความรักความใคร่ของฉินฉางอี้และฮั่วหวันถิง
สองคนนั้นทะเลาะกันเื่อาหารเนื่องจากตระกูลฉินของพวกหล่อน เป็เพียงครอบครัวตระกูลชาวนาเล็ก ๆที่ยากจนข้นแค้น อาหารการกินในแต่ละมื้อจัดว่ามีอยู่อย่างจำกัด
และสาเหตุที่ทำให้สองพี่น้องต่างพ่อมีปากเสียงกันั้แ่เช้าตรู่ก็คือลู่ม่านม่าน... แอบขโมยกินข้าวที่เป็ส่วนของน้องเล็กอย่างฉินเยว่อัน
ฉินเยว่อันเป็เด็กสาวที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูตามใจมาั้แ่เกิดมีอะไรก็ประเคนให้หล่อนหมดอาหารการกินทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้ฉินเยว่อันก็มักได้กินดีกว่าคนอื่นเสมอลู่ม่านม่านรู้สึกว่านี่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย หล่อนคิดเื่นี้มานานแล้วและหล่อนก็ทำตัวก้าวร้าวเพื่อต่อต้านความไม่เท่าเทียมนี้มาโดยตลอดแต่ก็ไม่เป็ผลสักที
กลับกัน...แทนที่สองสามีภรรยานั่นจะเห็นใจสงสารลู่ม่านม่านที่หล่อนไม่เคยได้รับความเท่าเทียมและหันกลับมาปฏิบัติกับหล่อนให้ดีแต่พวกเขาทั้งสองกลับมองลู่ม่านม่านว่าเป็เด็กมีปัญหาหนำซ้ำยังต่อว่าหล่อนอยู่เสมอ บอกว่าเป็พี่คนกลาง ทำไมถึงไม่เสียสละให้น้องเล็ก? เป็พี่ก็ควรเสียสละให้น้องสิแบบนั้นมันถึงจะถูก
'ถุย!!!น้องเล็กกับผีน่ะสิ โตเป็ควายจนหมาเลียก้นไม่ถึงอยู่แล้ว ยังจะให้ท้ายมันอยู่ได้'
'ตามใจกันเข้าไป!!!เดี๋ยวจะได้เป็ง่อยเข้าสักวัน'
ลู่ม่านม่านเกลียดที่แม่ของหล่อนเข้ามาเป็มือที่สามของครอบครัวอื่นและเกลียดชังที่แม่ของหล่อนทำตัวลำเอียง รักลูกไม่เท่ากัน พอได้ลูกใหม่ก็ละเลยลูกเก่าหนำซ้ำยังพาลไปโกรธเกลียดลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลฉินอย่างฉินซูหลันด้วยอีกคนบ้านหลังนี้คงไม่มีใครดีเท่าฉินเยว่อันคนนั้นแล้วสินะ
"ให้ตายสิ!บ้านหลังนี้ยิ่งอยู่ยิ่งน่าเบื่อจริง ๆ" ฉินซูหลันบ่นพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย
ฉินซูหลันใช้มืออุดหูก็แล้วใช้หมอนอุดหูก็แล้ว แต่เสียงทะเลาะนั่นก็ยังสร้างความรำคาญใจให้หล่อนอีกอยู่ดีดังนั้นเพื่อแยกตัวออกมาจากบ้านตระกูลฉินชั่วคราว ฉินซูหลันจึงดีดตัวลุกจากเตียงรีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อออกไปซื้อของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตลาดเช้าของชุมชน
เสร็จแล้วฉินซูหลันก็เดินเท้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่นั่นคือพื้นที่สำหรับทำสวนและสำหรับทำนาของตระกูลฉินผืนดินที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าฉินซูหลัน เป็ผืนดินที่แห้งแล้งสภาพหน้าดินค่อนข้างเสื่อมโทรม อันเป็ผลมาจากการทำนาทำสวนซ้ำ ๆโดยไม่มีการบำรุงดินอย่างเหมาะสม ทำให้ปลูกพืชชนิดใดลงไป ก็จะได้ผลผลิตกลับมาเพียงน้อยนิดนี่จึงเป็เหตุผลที่ว่า... ทำไมตระกูลฉินของหล่อนถึงได้จนแล้วจนอีกอยู่แบบนี้
"ระบบมิติวิเศษฉัน้าฟื้นฟูหน้าดินและ้าปลูกอะไรบางอย่างที่นี่ ช่วยหาข้อมูลให้ฉันที"ฉินซูหลันพูดสื่อสารกับระบบมิติวิเศษในใจ
'ก่อนอื่นเ้านายต้องบำรุงหน้าดินด้วยเศษใบไม้และเศษวัชพืชก่อนหากมีน้ำก็ให้รดลงไป จากนั้นหาปุ๋ยสังเคราะห์มาบำรุงหน้าดินเพียงไม่กี่วันพื้นที่เพาะปลูกนี้ก็จะใช้งานได้แล้ว'
"ปุ๋ยสังเคราะห์งั้นเหรอ?แล้วฉันจะหาปุ๋ยสังเคราะห์ได้จากที่ไหน"ฉินซูหลันครุ่นคิดอย่างหนัก ปุ๋ยสังเคราะห์ในยุคสมัยนี้มีราคาแพงหูฉี่หล่อนยังไม่อยากเจียดเงินส่วนตัวเอาออกไปซื้อปุ๋ยสังเคราะห์พวกนั้น
'ปุ๋ยสังเคราะห์จะมาอยู่ในมือของเ้านายอย่างแน่นอนแต่แค่ยังไม่ใช่ตอนนี้'
พอได้ยินอย่างนี้ซูหลันก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้างเพราะนั่นมันหมายความได้ว่า หล่อนอาจจะได้ปุ๋ยสังเคราะห์มาฟรี ๆไม่ได้จากเหตุการณ์อะไรบางอย่าง หล่อนก็อาจได้มันมาจากการทำภารกิจสำเร็จซึ่งหากถามว่าต้องทำภารกิจอะไร ซูหลันก็ไม่รู้เหมือนกัน -...-'
"งั้นก็ช่างมันเถอะ...ว่าแต่เมล็ดพันธุ์ผักไฮบริดในคลังมิติวิเศษของฉันมีปริมาณเท่าไหร่ และมีผักกี่ชนิด"
'เมล็ดพันธุ์ไฮบริดของเ้านายมี2 ชนิดคือ ผักกาดเขียวและผักกาดกวางตุ้งสามารถปลูกได้ในพื้นที่ประมาณ 60 ตารางเมตรโดยจะให้ผลผลิตเทียบเท่ากับเพาะปลูกในพื้นที่ 600 ตารางเมตร'
"ผักกาดเขียวและผักกาดกวางตุ้งเป็ผักที่มีราคาถูก ต่อให้ปลูกแล้วได้ผลผลิตในปริมาณที่มากแต่ก็ไม่สามารถทำให้ร่ำรวยได้อยู่ดีฉัน้าเมล็ดพันธุ์ผักไฮบริดชนิดอื่นอีก"
หลังพูดจบประโยคนี้เ้าระบบอันชาญฉลาดก็บอกกับซูหลันว่าในทุก ๆ หกเดือนทางการมักจะส่งปุ๋ยสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูงและส่งพันธุ์ผักคุณภาพดี รวมถึงส่งพันธุ์ข้าวที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์แล้วมายังชุมชนต่างๆเพื่อให้หัวหน้าหมู่บ้านทำการจัดสันปันส่วนตามความเหมาะสมและแจกจ่ายให้กับสมาชิกในหมู่บ้านนั่นถือเป็โอกาสอันดีที่ฉินซูหลันจะได้ทั้งเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆและปุ๋ยสังเคราะห์คุณภาพดีโดยไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่เฟินเดียว
แต่ทว่า... การจะได้ของสิ่งนั้นมามันไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่คิด
ปัญหาหลัก ๆ ก็คือผู้ใหญ่บ้านในแต่ละพื้นที่ไม่ทำตามเงื่อนไขของรัฐ พวกเขาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเล่นพรรคเล่นพวก เมื่อได้รับทรัพยากรสำคัญมาจากทางการผลประโยชน์ทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในมือของพรรคพวกฝ่ายเดียวกันน้อยนักน้อยหนาที่จะตกไปถึงมือของพวกชาวบ้านตาดำ ๆ
เื่คดโกงทุจริตทำนองนี้มีมานานแล้วเพียงแต่ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเอาไปร้องเรียนกับทางการ เพราะหากเป็อย่างนั้นครอบครัวของคนที่นำเื่นี้ไปร้องเรียนก็จะอยู่ไม่เป็สุขลำพังแค่หาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้วไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากไปมีปัญหากับผู้นำชุมชนหรอก
เพราะทุกคนในชุมชนมีแิแบบนี้กันหมดปัญหาการคดโกงจึงไม่เคยหายออกไปจากชุมชนในชนบทสักที
ฉินซูหลันรับฟังสิ่งที่ระบบบอกเล่าให้ฟังอย่างเข้าอกเข้าใจระหว่างนี้เธอก็หันมาก้มหน้าก้มตาหาเศษใบไม้และรวบรวมเศษวัชพืชเอามาปกคลุมหน้าดินไว้ก่อนเสร็จแล้วก็ตักน้ำจากสระน้ำเล็ก ๆ ขึ้นมาราดหน้าดินพอให้ชุ่มและเมื่อเสร็จงานจากตรงนี้แล้ว หล่อนก็ไม่ได้รีบกลับเข้าบ้านตระกูลฉินเสียทีเดียวเพราะหล่อนไม่อยากไปปวดหัวกับคนไร้หัวคิดพวกนั้น
ฉินซูหลันเอาเวลาที่เหลือไปเข้าหาคนมากหน้าหลายตาในชุมชนหล่อนพยายามตีสนิทกับคนโน้นทีคนนี้ทีเพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฉินซูหลันใช้เวลาว่างหมดไปกับการตามสืบข่าวสารภายในชุมชนหล่อนเสียเวลาไปเจ็ดวันเต็ม ๆ กับการสวมบทบาทเป็นักสืบสาว และหล่อนก็ได้รู้ว่าวันพรุ่งนี้ทางสำนักงานอำเภอ ได้ส่งมอบปุ๋ยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูงจำนวน 2 สูตรมาให้ชุมชนของเธอนอกจากนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ผักชั้นดีอีก 3 ชนิดมีเมล็ดพันธุ์ข้าวสีทองอีก 10 กระสอบและหล่อนก็ได้รู้ด้วยว่าวันพรุ่งนี้ผู้ใหญ่บ้านจากตระกูลกู้จะเรียกประชุมชาวบ้านใน่บ่าย และแน่นอนว่าคนอย่างฉินซูหลันจะต้องไม่พลาดการประชุมในครั้งนี้อย่างแน่นอน
.
..
วันต่อมา...
่บ่ายแก่ ๆ ณลานกว้างหน้าโกดังเก็บทรัพย์สินของหมู่บ้านชาวบ้านหลายสิบชีวิตมายืนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วยความหวังหวังว่าจะได้ทรัพยากรชั้นดีกลับไป ในเวลานี้ไม่มีใครไม่้าปุ๋ยสังเคราะห์เมล็ดพันธุ์ผัก และเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดีพวกนั้น
รออยู่ราว ๆครึ่งชั่วโมงในที่สุดชายร่างอวบอ้วนผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบกว่าชาวบ้านทั่วไปก็เดินมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่เขาคือ กู้เส้าเฟิง เป็หัวหน้าของชุมชนแห่งนี้ ชายวัยห้าสิบปีเศษ ๆ เดินมาพร้อมกับท่าทางเย่อหยิ่งถือตัวในมือของเขามีสมุดบันทึกเล่มหนาถือมาด้วยเดาว่านั่นคงเป็สมุดรายชื่อของผู้ที่จะได้รับทรัพยากรในครั้งนี้
"ขออภัย!ปล่อยให้พี่น้องของเราต้องรอนานแล้ว"ผู้ใหญ่บ้านกู้เส้าเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวานและเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี
"ปุ๋ยสังเคราะห์และเมล็ดพันธุ์พวกนี้เป็ของชั้นดีที่สำนักงานอำเภอส่งมาให้แต่เนื่องจากจำนวนมีจำกัด ไม่สามารถมอบให้ชาวบ้านทุกคนได้ในฐานะผู้ใหญ่บ้านของชุมชนนี้ฉันจะจัดสรรและแบ่งของพวกนั้นให้เฉพาะกับคนที่มีผลงานก็แล้วกัน"แน่นอนว่าผู้ที่มี 'ผลงาน' ที่กู้เส้าเฟิงหมายถึงย่อมเป็พวกพ้องของตัวเอง ลำพังชาวบ้านธรรมดา ๆ จะไปมีผลงานได้ยังไงกัน
แล้วก็เป็อย่างนั้นจริงๆ ด้วย เพราะรายชื่อที่ถูกประกาศออกมาจากปากของกู้เส้าเฟิงล้วนเป็รายชื่อของญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนสนิท และพรรคพวกฝ่ายเดียวกันทั้งหมดตระกูลเซียวก็เป็หนึ่งในนั้นเช่นกันซึ่งตรงกันข้ามกับตระกูลฉินของหล่อนโดยสิ้นเชิง ที่ไม่มีแม้แต่การถูกเอ่ยถึง
"สำหรับครอบครัวที่ไม่ถูกเอ่ยถึงก็ไม่ต้องเสียใจไปเพราะยังมีแปลงนารวมของชุมชนให้ทำเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วก็ค่อยแบ่งผลผลิตส่วนนั้นเอาไปไว้ในครัวเรือนของตนเอง"เสียงประกาศกร้าวของกู้เส้าเฟิงค่อนข้างเ็า และสร้างความเศร้าใจให้ชาวบ้านตาดำๆ เป็อย่างมาก พวกเขามาที่นี่ด้วยหัวใจที่มีหวังแต่ตอนนี้กลับถูกดับหวังลงจนมอดม้วย
แต่ทว่าทันใดนั้นเองก็มีเสียงะโสายหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนมันเป็น้ำเสียงที่เ็าและแข็งกระด้างอยู่พอตัว
"ผู้ใหญ่บ้านกู้วิธีการเลือกของท่านฟังดูไม่โปร่งใส ไม่ทราบว่าท่านใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าครอบครัวไหนควรได้ ครอบครัวไหนไม่ควรได้ เพราะหากอิงจากคำว่า 'ผลงาน' ตามที่ท่านกล่าวถึงงั้นตระกูลเซียวก็ไม่สมควรได้รับทรัพยากรพวกนั้น เพราะตลอดหลายปีมานี้ฉันไม่เห็นว่าตระกูลเซียวจะมีผลงานอะไรนอกจากคอยขูดรีดเงินค่าแผงของแม่ค้าแม่ขายในตลาดชุมชน!"
คำพูดประท้วงของฉินซูหลันเหมือนคลื่นน้ำที่กระเพื่อมไหวอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรหล่อนไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้ใหญ่บ้านกู้ กับตระกูลเซียว และคำพูดของหล่อนก็สร้างเสียงฮือให้ชาวบ้านในบริเวณเดียวกันได้เป็อย่างดีเสียงซุบซิบจากหลายปากเริ่มพูดเสียงดังขึ้นทำให้ผู้ใหญ่บ้านกู้เริ่มยืนอยู่ไม่เป็สุข