บทที่19 คำเตือน
อวิ๋นเซ่อกล่าววาจากับตนเองเสมือนดั่งให้คำสัตย์เมื่อเป้าหมายของมันคือความแค้น เช่นนั้นสิ่งจะช่วยส่งเสริมการล้างแค้นแน่นอนว่าย่อมเป็ความแข็งแกร่งส่วนสิ่งที่จะนำพามันสู่ต้นตอแห่งความแค้นแน่นอนย่อมเป็ข้อมูลสำคัญต่างๆ ซึ่งผู้ที่จะหาข้อมูลหรือช่วยเกื้อหนุนให้มันเข้าใกล้ความเป็จริงมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสำนักมือปราบไม่ว่าจะมองทางใด ไม่ว่าจะด้านการฝึกพลังเพลิงปราณ ด้านฐานข้อมูล สิ่งเกื้อหนุน ทั้งหลายเหล่านี้การเป็มือปราบแห่งราชวงศ์หลิงถือว่าตอบโจทย์มันมากที่สุดดังนั้นมันจึงจำเป็ต้องยึดปณิธานและทางเลือกเดิมั้แ่ต้น นั่นคือการเป็มือปราบติดลำดับให้จงได้ไม่ว่าต้องปีนป่ายถึงเจ็ดชั้นฟ้าก็ตาม
“เ้ายืนคิดอะไรอยู่" อู๋เฉาหยุนกล่าวขึ้นที่ด้านหลังของอวิ๋นเซ่อพร้อมตบลงบนบ่าของชายหนุ่มคราหนึ่ง
“ข้าก็คิดเรื่อยเปื่อย"
“อืม..... เื่ทั้งหมดต้องขอบใจเ้า"
“นั่นไม่จำเป็แม้เพียงนิด เพราะข้าก็ได้รับค่าจ้างจากท่านทั้งประการสำคัญคนที่สะสางแลจัดการเื่ราวในครั้งนี้คือมือปราบลำดับหก”
“แต่นางก็บอกว่า หากไม่ได้เ้าผลลัพธ์ก็คงมิออกมาดีเช่นนี้"
“เช่นนั้นท่านคงต้องชมตัวท่านเองแล้วเพราะส่วนหนึ่งก็คือแผนของท่าน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ทั้งสองต่างหัวเราะขึ้นพร้อมเพรียงก่อนอู๋เฉาหยุนจะลดมือลงจากบ่าของอวิ๋นเซ่อ คนเดินมือไพล่หลังไปด้านหน้าตึกจ้องมองเหล่าคนที่กำลังสนุกเฮฮาด้านในแล้วจึงกล่าววาจา
“มาเป็ทหารแห่งราชวงศ์หลิงเถอะ ด้วยคนที่มีความสามารถแลฉลาดหลักแหลมทั้งมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวเช่นเ้าน่าจะมีอนาคตที่ไกลและสามารถสร้างคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินอย่างใหญ่หลวงได้ความดีความชอบของเ้ามันส่งให้ข้าสามารถเสนอชื่อเ้าเข้าเป็ทหารในกองได้ และข้าเชื่อว่าคนอย่างเ้าในอนาตต้องไปถึงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพราชวงศ์เป็แน่"
“เป็พระคุณอย่างสูง แต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธ"
“เหตุผลเล่า"
“ทหารมีหน้าที่รักษาผืนแผ่นดินแลความสงบสุขของอาณาประชาราษฎร์ข้าได้รับเกียรตินี้ย่อมปลาบปลื้มยินดียากหาที่สุด แต่รักษาก็คือรักษา มิอาจตอบสนองต่อปณิธานของข้าได้"
“ข้ารู้ ั์ตาของเ้ามีแต่ความแค้นซึ่งความแค้นของเ้าดูจะน่ากลัวกว่าข้านัก ข้าเห็นเ้าเปรียบดั่งพี่น้องผู้หนึ่งจึงมิอยากให้เ้าจมจ่อมในความแค้นดั่งเช่นข้าในอดีตเพราะสุดท้ายแล้วเป็ความแค้นเสียเองที่จะทำร้ายตัวเรา….. เป็เ้าที่เคยเตือนสติช่วยข้ากลับคืนมาได้ข้าจึงอยากจะช่วยเ้าคืนกลับบ้าง บางทีการที่เ้าง่วนอยู่กับการรักษาผืนแผ่นดิน เ้าอาจจะละซึ่งความแค้นในแววตานั้นได้"
อวิ๋นเซ่อนิ่งเงียบ คนได้นึกถึงบิดา มารดาพี่น้อง บรรดาญาติมิตรแลเหล่าคนทั้งหลายที่มันรู้จักในตระกูลอวิ๋นสายรอง ได้นึกถึงชีวิตเ่าั้ที่ถูกฆ่าล้างโดยมิทราบความผิดั์ตาของคนก็ยิ่งเปล่งประกายคมกล้าแผ่จิตสังหารอันเย็นเยียบออกมา
“ข้าต้องขอบใจในความหวังดีของท่าน แต่ข้ามิอาจรับเอาไว้ได้จริงๆ”
อู๋เฉาหยุนทอดถอนใจคราหนึ่ง ก่อนพยักหน้าน้อยๆอย่างเข้าใจในตัวของชายหนุ่ม
“แล้วต่อจากนี้เ้าจะเอายังไงต่อ"
“ข้าจะเดินตามทางของข้า"
“จะไม่บอกหน่อยหรือ"
“ไว้ถึงเวลาแล้วท่านจะรู้เอง”
อู๋เฉาหยุนหันกลับมาจ้องมองอวิ๋นเซ่อ ในขณะที่อวิ๋นเซ่อก็กำลังจะลาจากไป
“เ้าจะไปแล้ว”
“มิผิด ข้าใช้เวลาอยู่ที่นี่มานานเกินพอถึงเวลาที่ต้องลาจาก”
“เช่นนั้นข้าก็ขอให้เ้าโชคดีในทางที่เลือกเดิน”
อวิ๋นเซ่อผงกศีรษะ ก่อนประสานมือขึ้น“รักษาตัวด้วย"
อู๋เฉาหยุนก็ประสานมือตอบ“เ้าก็เช่นกัน”
อวิ๋นเซ่อเดินทางจากหอนางโลมหมื่นบุปผาไปไกลแล้วแต่ก็ยังไม่ไกลเกินพอจะจากคนของหอคณิกาหมื่นบุปผาแห่งนี้ไปเสียหมด ระหว่างทางยังมีรถม้าสีดำที่ด้านนอกประดับประดาด้วยดอกไม้ประดิษฐ์คันหนึ่งจอดเทียบอยู่ข้างทางคล้ายดั่งว่ารออวิ๋นเซ่ออยู่ก่อนแล้วภายในประทุนรถม้า เมื่อมองจากภายนอกผ่านม่านมู่ลี่จะเห็นร่างของสตรีสูงวัยอยู่เลือนลางซึ่งนางก็มิใช่ใครที่ไหน เป็กัวรุ่ยหาน ผู้ก่อตั้งหอคณิกาหมื่นบุปผานั่นเอง
“หนทางที่ทอดไปจากเมืองนี้ยังอีกยาวไกลนักให้ข้าได้ไปส่ง"
มิรู้ว่าเหตุใดในห้วงแห่งความทรงจำบางอย่างในส่วนที่ถูกบุรุษพิการถ่ายทอดประทับให้จึงมีความรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับสตรีชรานางนี้อย่างแรงกล้าทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคล้ายกับว่าเวลาอยู่กับนางมันมิต้องเป็กังวลหรือต้องระแวดระวังแต่อย่างใดมันกลับรู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่ใกล้ชิดญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อวิ๋นเซ่อจึงไม่ปฏิเสธ คนก้าวเดินขึ้นสู่ประทุนรถม้าไปพอเข้าสู่รถม้าสิ่งแรกที่มันกระทำคือการประสานมือคารวะสตรีชราตรงหน้าแล้วจึงนั่งลงเป็สตรีชรา กัวรุ่ยหานกล่าวถามขึ้น
“เ้าจะไปยังที่ใด"
“เมืองหลวง"
“เป้าหมายเล่า"
“สอบมือปราบ"
ครั้งนี้อวิ๋นเซ่อกลับกล่าวตอบอย่างไม่เก็บงำจนทำให้ตัวมันเองยังนึกฉงนในความไว้ใจนี้ขึ้นมามิได้ ส่วนสตรีชราเมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวคิดก็พลันขมวดเป็ปมแน่น
“เ้าสืบทอดปณิธานต่อจากมัน การที่เ้ายังจะเดินตามรอยมันนับว่าอันตรายยิ่ง”
“ท่านจะหมายถึงสิ่งใด?”
กัวรุ่ยหานคิดเปิดปากกล่าววาจา แต่เื่นี้หากขยายความมากไปเื่ยุ่งยากก็จะมากตาม เช่นนั้นประโยคที่จะพูดก่อนหน้าจึงถูกกลืนลงสู่ลำคอ คนจ้องมองอวิ๋นเซ่อด้วยแววความเป็ห่วงั์ตานี้ชายหนุ่มััได้ถึงความรักความจริงใจที่ราวกับมารดามีให้แก่บุตร
“อวิ๋นเซ่อเอ๋ย มีหลายคนที่เตือนเ้าแล้วในเื่นั้นข้าเองก็อยากเตือนเ้าเช่นเดียวกัน แม้นผู้อื่นจะมองว่าเ้านั้นสามัญธรรมดา แต่สำหรับข้ารู้ดีว่าคนอย่างพวกเ้าไม่ธรรมดาและความไม่ธรรมดานี้จะนำพาอันตรายมาสู่ตัวเ้า ข้าเคยเตือนคนผู้หนึ่งแล้ว แต่มันก็ยังดื้อดึงจนสุดท้ายหายนะก็มาเยือนจนมิทราบเป็ตายร้ายดีข้ามิอยากเห็นเ้าต้องเดินตามรอยคนผู้นั้น”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้วเป็ปมด้วยความสงสัย“คนผู้นั้นที่พวกท่านหลายๆ คนเอ่ยถึงมันทำความผิดมากเลยหรือ"
“มันไม่ผิด แต่เป็โลกนี้ที่ผิด ผิดมาั้แ่ต้น"
อวิ๋นเซ่อยิ่งได้สนทนายิ่งบังเกิดความสงสัยในหัวก็ครุ่นคิดหรือพลังธรรมชาติเป็สิ่งที่ผิดมหันต์สำหรับโลกแห่งนี้ “มิน่าเล่าบุรุษพิการผู้นั้นจึงเรียกพลังธรรมชาตินี้ว่า วิชานอกรีต….หรือที่สตรีชรานางนี้รวมถึงคนอื่นๆ เตือนเราเป็เพราะสำนักมือปราบเป็ผู้ปราบปรามทำลายวิชานอกรีตเหล่านี้หากเรายิ่งเข้าใกล้สำนักมือปราบยิ่งเป็ว่าเรานำตัวเข้าใกล้อันตรายหรือ แต่ทำไมแม่นางซินเหยียนซึ่งเป็ถึงมือปราบติดลำดับถึงไม่จัดการเราเล่า…..นี่มันเื่อะไรกันแน่ การแก้แค้นของเราเหตุใดมันจึงยุ่งยากั้แ่ยังไม่เริ่มต้นเช่นนี้"
สมองก็ครุ่นคิดวุ่นวาย ส่วนปากก็กล่าววาจาถามสตรีชรา
“เหตุใดท่านจึงเตือนข้า”
กัวรุ่ยหานั์ตาพลันไหวระริก คนจ้องมองอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับกระซิบ
“เพราะในโลกนี้ข้ามั่นใจว่ามีคนอย่างเ้าเพียงแค่สองคนซึ่งเ้าก็คงได้พบกับอีกคนแล้ว ทั้งยังได้รับการสืบทอดสานต่อปณิธานแลพลังจากมัน จากลูกของข้า….”
“ลูก!”
“และเพราะเหตุนี้ข้าจึงเห็นเ้ามิต่างจากบุตรผู้หนึ่งและมิอยากให้เ้าเดินตามรอยของมัน จนต้องมีชะตากรรมชีวิตเช่นมัน”
“ท่านมั่นใจได้อย่างไร ว่านั่นคือลูกของท่าน?”
“ข้าเพียงได้เห็นเคล็ดวิชารวมทั้งอาวุธที่เ้าใช้ออกวันนั้นข้าก็มั่นใจทันทีว่าต้องเป็มันที่ถ่ายทอดให้เ้า รวมถึงมันต้องมีชีวิตอยู่…..และประการสำคัญข้าต้องขอบใจเ้าที่แม้ขนาดอาจตกตายยังมิยอมเผยถึงการดำรงอยู่ของมันนั่นก็ยิ่งทำให้ข้าเอ็นดูในตัวเ้ายิ่ง”
อวิ๋นเซ่อเข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจในส่วนของตราประทับจิตที่บุรุษพิการถ่ายทอดให้จึงเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับสตรีชรานางนี้ที่แท้นางก็เกี่ยวข้องเป็มารดาของบุรุษพิการผู้นั้นนั่นเอง อวิ๋นเซ่อได้นึกถึงสภาพอันอเนจอนาถของบุรุษพิการชายหนุ่มก็มิกล้าที่จะเอ่ยออกมากลัวส่งผลกระทบต่อจิตใจของสตรีชรา เช่นนั้นมันจึงกล่าวว่า
“ซึ่งจริงๆ แล้วข้าเองก็มิอาจระบุได้แม้แต่ตัวตนหรือตำแหน่งที่อยู่ของมันด้วยซ้ำ"
“ถ้าเป็ดั่งเ้าว่ายิ่งดี ข้าเพียงรู้ว่ามันมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้วการไม่รู้ถึงการคงอยู่ของมันนับว่าประเสริฐสุด เพราะยิ่งรู้อันตรายก็ยิ่งเข้าใกล้ ข้าถึงได้เตือนเ้าให้ระมัดระวังในเื่การใช้เคล็ดวิชาและอาวุธเ่าั้”
“ข้าจะระมัดระวังเป็พิเศษ แต่ข้าก็มิอาจจะเปลี่ยนเส้นทางเดินที่เลือกได้จริงๆ”
“เ้าก็มีนิสัยดื้อด้านมิต่างจากมัน ทำให้คนแก่อย่างข้าต้องอดเป็ห่วงมิได้"
“ขอบพระคุณกัวมาม๊าที่เป็ห่วง ข้าสัญญาข้าจะระมัดระวังตัวเป็อย่างดี”
การสนทนาของทั้งคู่กินเวลาเกือบครึ่งค่อนวันบทสนทนาก็สัพเพเหระยากจับต้นชนปลาย คุยเื่นั้นอยู่ดีๆ ก็วกไปเื่อื่น หรือออกทะเลไปไกลค่อยเปลี่ยนกลับมาเื่เดิมผู้คุมบังเหียนรถม้าขนาดได้ฟังยังมึนงงยากจับใจความได้ จนมันต้องฮัมเพลงเบาๆ เพื่อกลบเสียงสนทนาของคนทั้งคู่ผ่านไปอีกเนิ่นนานเสียงฮัมเพลงของผู้คุมบังเหียนค่อยหยุดลง พร้อมกับรถม้าที่หยุดวิ่งแล้วเสียงของสตรีชราก็กล่าวขึ้น
“สุดปลายทางแล้ว ข้าคงมาส่งเ้าได้เท่านี้หนทางข้างหน้าคือประตูสู่เมืองหลวง หนทางที่พวกเ้าต่างเลือกเดิน….. เด็กเอ๋ย จงระวังตัวด้วย"
อวิ๋นเซ่อประสานมือขึ้นคารวะจนแทบจรดพื้น“ขอบพระคุณท่านอีกครั้ง หากมีวาสนาข้าจะกลับไปเยี่ยมเยียน" ก่อนก้าวเดินลงจากรถม้ามุ่งหน้าสู่หนทางที่ทอดยาวสู่เมืองหลวงไป
“เมืองหลวงเอ๋ย ข้ามาแล้ว”
……………………………………………………..
รถม้าสีดำของกัวรุ่ยหานวิ่งเลียบไปตามถนนย้อนกลับทิศทางเดิมในหัวของนางก็นึกถึงบุตรชายผู้สูญหายร่วมสิบปี บางครั้งก็นึกแค้นในโชคชะตาและความไม่เป็ธรรมของโลกใบนี้และนึกแค้นไปยังรถม้าคันสีดำที่กำลังจะวิ่งสวนทางกันใน่ไม่กี่อึดใจข้างหน้า รถม้าสีดำคันนั้นลากมาด้วยสองอาชาตัวพ่วงพีสีดำสนิทแผงคอของมันมีขนสีดำแซมแดงซึ่งเป็ลักษณะพันธุ์ของอาชาชั้นเลิศ พบได้ในสถานที่ไม่กี่แห่งบนผืนปฐีเท่านั้นและด้วยตัวประทุนรถม้าสีดำสลักเสลาด้วยลวดลายแห่งไฟที่ดูสว่างไสวโชติ่ชัชวาล ยิ่งยืนยันได้เป็อย่างดีว่ารถม้าคันนี้มาจากแดนเทพอัคคี!
“มันมาทำอะไรที่เมืองหลวง” กัวรุ่ยหานรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พอได้นึกถึงอวิ๋นเซ่อที่พึ่งจากไปเพียงไม่นานนางก็ตัดสินใจสั่งผู้คุมบังเหียนเคลื่อนรถม้าของตนเข้าขวางทางรถม้าจากแดนเทพอัคคีที่กำลังมุ่งผ่านไปเมื่อถูกกีดขวาง รถม้าจากแดนเทพอัคคีก็หยุดชะงัก ม้าดำขนแดงสองตัวดีดขาหน้าขึ้นพร้อมร้องเสียงดังลั่นด้วยความหงุดหงิดใจที่เ้าอาชาแสนธรรมดาพันธุ์นี้กลับกล้าเข้ามาขวางทางพวกตน
เพียงเห็นแสนยานุภาพแลความทรนงถือดีของอาชาทั้งสองเ้าอาชาของกัวลุ่ยหายถึงกับย่นระย่อ มันรีบตะกุยเท้ากลับหลังจนตัวประทุนรถที่ลากมาแทบหลุดจากกลางหลังและพลิกคว่ำดีที่ผู้คุมบังเหียนรถม้ายังควบคุมให้มันนิ่งสงบลงได้
เมื่อมีสิ่งกีดขวางทำให้การเดินทางหยุดชะงักบุคคลที่อยู่ภายในรถม้าจึงลืมตาตื่นจากการเข้าสู่ห้วงสมาธิฝึกปรือพลังลมปราณ มันจ้องมองผ่านช่องด้านหน้าไปยังรถม้าที่ขวางกั้นเห็นลวดลายบนรถม้าและป้ายสลักคำว่าหอคณิกาหมื่นบุปผา หอนางโลมที่เลื่องชื่อในปฐีด้านสาวงามเช่นนั้นมันจึงกล่าววาจาขึ้น
“ข้านึกว่าใครที่ไหนบังอาจมาขวางทาง ที่แท้ก็คือเหล่าสตรีชั้นต่ำจากหอนางโลมวันนี้ข้าไม่มีเวลาว่างหาเศษหาเลย เช่นนั้นจงหลบไปซะ"
น้ำเสียงบ่งบอกว่ามันเป็เพียงบุรุษหนุ่มรุ่นเยาว์อายุไม่น่าเกินยี่สิบแต่คำกล่าวของมันกลับแฝงมาด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าเกินกว่าคนวัยนี้จะกระทำได้ ส่งให้เ้าอาชาของกัวรุ่ยหานถึงกับตื่นตระหนกแทบตะกุยเท้าวิ่งหนีเปิดทางให้แก่บุคคลที่อยู่บนรถม้าตรงหน้า แต่ยังดีที่ผู้คุมบังเหียนมันนับว่ามีฝีมือในการควบคุมบังคับอาชาได้เป็อย่างดีจึงยังสามารถควบคุมบังคับให้มันยืนอยู่ที่เดิมมิอาจวิ่งไปไหนได้
กัวรุ่ยหานมองผ่านม่านบนประทุนรถม้าของตนไปยังช่องด้านหน้าประทุนของรถม้าอีกคันเห็นชุดคลุมสีดำขลิบทองหนึ่งขีด แม้มิอาจมองเห็นลายปักรูปเปลวไฟสีทองที่กลางหลัง แต่นางเพียงมองผิวเผินก็ทราบเป็อย่างดีว่ามันคือคนจากหน่วยบัญชาใต้หล้าภายใต้การควบคุมของทูตบัญชาใต้หล้า ผู้ที่ถือครองกองกำลังอันน่าหวาดหวั่นแลไล่ล่าทำลายล้างสิ่งที่พวกมันมองว่าไม่ถูกต้องไปทั่วปฐีประการสำคัญเมื่อนางได้มองเห็นใบหน้าของบุรุษหนุ่มที่อยู่บนรถม้าได้อย่างชัดตา นางก็อดอุทานขึ้นมามิได้
“ฟู่หวิน อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีแห่งแดนเทพอัคคี!"