เป็เื่หาได้ยากมาก ที่คืนนี้พยาบาลเวรไม่ได้โทรหาฉู่ชิวไป๋เลยสักครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นหมอฉู่ก็ยังข่มตาหลับไม่ลงอยู่ดี
—เขาฝันร้ายจนสะดุ้งตื่น
ฉู่ชิวไป๋ใจสั่นอย่างรุนแรง อาการนี้ทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าเสียงโทรศัพท์ฉุกเฉินกลางดึกเสียอีก
แต่ก็นับว่าโชคยังดีที่มันยังคงเป็ฝันร้ายเื่เดิมๆ ที่วนเวียนซ้ำซากมากว่าสิบปี ความคุ้นเคยนี้ทำให้เขาไม่ต้องใช้เวลาทำใจนาน ก็สามารถฟื้นตัวจากความตื่นตระหนกได้อย่างรวดเร็ว
เขาคลำหาโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงเพื่อดูเวลา ปรากฏว่าเพิ่งจะเลยตีสามมาเล็กน้อยเท่านั้น ฉู่ชิวไป๋ที่พักผ่อนไม่เพียงพอจึงวางโทรศัพท์ลง แล้วผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียอีกครั้ง
เขาหลับสนิทกว่าที่คาดไว้มาก ถ้าไม่ใช่เพราะคนในแผนกโทรมาปลุก เขาคงจะเผลอหลับยาวจนไปทำงานสาย
การได้นอนยาวเกินหกชั่วโมงเป็เื่ที่หาได้ยากสำหรับฉู่ชิวไป๋ และนั่นทำให้เขาเชื่อว่าวันนี้จะต้องเป็วันที่ดีมากวันหนึ่งแน่ๆ
แต่ลางสังหรณ์กลับผิดพลาด ในการผ่าตัดเคสแรกของวัน ผู้ช่วยศัลยแพทย์คนที่หนึ่งของเขากลับทำตัวเหมือนคนสติหลุด ไม่ว่าจะเป็การเปิดพื้นที่ผ่าตัด การดึงเนื้อเยื่อ หรือการตรึงตำแหน่งเป้าหมาย ไม่มีสักอย่างที่ทำได้น่าพอใจ
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันข่มความโกรธ มือยังคงผ่าแยกก้อนเนื้อร้ายออกอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ไม่บ่อยนักที่ห้องผ่าตัดที่หมอฉู่เป็ศัลยแพทย์หลักจะเงียบขนาดนี้ ผู้ช่วยคนที่สองซึ่งอยู่ด้านข้างััได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงก้มหน้าก้มตาใช้ตะขอเกี่ยวอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โชคยังดีที่หลังจากนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งปิดช่องท้องและเย็บิัให้ผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว ฉู่ชิวไป๋ที่ตีหน้าขรึมมาตลอดการผ่าตัดถึงได้โยนคีมห้ามเืทิ้ง แล้วะเิอารมณ์ออกมา
“นายกล้าดียังไงถึงเข้าห้องผ่าตัดทั้งที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้?!”
ผู้ช่วยคนที่หนึ่งที่เพิ่งทำผิดพลาดร้ายแรงไปหลายครั้งหน้าแดงก่ำ เขารู้ดีว่าตัวเองผิด จึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำดุด่าอย่างเงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียงหรือโต้ตอบใดๆ เมื่อเผชิญหน้ากับความเดือดดาลของหัวหน้าศัลยแพทย์หนุ่ม
***
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน ยังไม่ทันได้นั่ง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกัวจวินผิงก็ผลักประตูเข้ามาทันที
ฉู่ชิวไป๋ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงก้มหน้าทำธุระของตัวเองต่อไป จงใจเมินเฉยต่อรองผู้อำนวยการกัวที่อุตส่าห์ตั้งใจมาขอความเมตตาแทนผู้ช่วยศัลยแพทย์ที่ใจลอยระหว่างการผ่าตัดเมื่อครู่ ซึ่งเป็ญาติของเขาเอง
กัวจวินผิงยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่หน้าโต๊ะทำงานของแพทย์หัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่อายุน้อยที่สุดในโรงพยาบาลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าฉู่ชิวไป๋ยังไม่มีทีท่าจะสนใจ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวและกระแอมออกมา
“หัวหน้าฉู่ ยุ่งอยู่เหรอครับ?”
“ไม่ถึงกับยุ่ง แต่ก็ไม่ว่างครับ” ฉู่ชิวไป๋ยังคงไม่เงยหน้า “รองผู้อำนวยการกัวมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะครับ ไม่จำเป็ต้องมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงนี้ มันน่ารำคาญ”
กัวจวินผิงถึงกับพูดไม่ออก คำพูดมากมายที่เตรียมไว้ถูกกลืนลงคอไปจนหมด
ฉู่ชิวไป๋เป็คนพูดจาขวานผ่าซากและค่อนข้างอารมณ์ร้าย แต่ทักษะวิชาชีพของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก ประกอบกับภูมิหลังครอบครัวที่โดดเด่น ทำให้เขาเป็ที่ยอมรับในแวดวงการแพทย์ของเมืองเจียงฮู่ว่าเป็ 'ศัลยแพทย์มือหนึ่ง' ั้แ่อายุยังน้อย
แผนกโรคติดต่อของโรงพยาบาลโย่วหมินที่กัวจวินผิงสังกัดอยู่นั้นขึ้นชื่อว่ามีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่เมื่อพูดถึงแผนกศัลยกรรมแล้วกลับไม่ได้โดดเด่นอะไร ทั้งยังถูกมองว่าเป็จุดอ่อนของโรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น การที่ฉู่ชิวไป๋ยอมละทิ้งโรงพยาบาลชั้นนำของเจียงฮู่ แล้วเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาประจำการที่โรงพยาบาลโย่วหมินของจิงซื่อเพื่อช่วยงานเป็เวลาหนึ่งปี จึงถือเป็เื่ดีที่คณะผู้บริหารไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ตระกูลฉู่มีสถานะที่ไม่ธรรมดาในเจียงฮู่ ปัจจุบันหย่วนหนานกรุ๊ปภายใต้การบริหารของฉู่ไหวหนานซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของฉู่ชิวไป๋ ก็มีรากฐานมาจากหย่วนหนานฟาร์มาซูติคอล ซึ่งเป็บริษัทยาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็หนึ่งในั์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยาภายในประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้ว่าสายตระกูลของฉู่ชิวไป๋จะไม่ใช่ทายาทสายตรงของตระกูลฉู่ แต่พ่อของเขา ฉู่เจิ้นเทียน กลับมีพร์ด้านการค้าเป็อย่างมาก แถมยังได้รับการสนับสนุนจากหยวนหนานกรุ๊ป ธุรกิจของพวกเขาจึงยิ่งใหญ่จนไม่อาจมองข้ามได้
ฉู่ชิวไป๋ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง และไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นใดนอกจากงานของตน เขาทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับวิชาชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนชื่อเสียงและผลประโยชน์ที่คนอื่นต่างพากันไขว่คว้า สำหรับเขาแล้ว แม้จะไม่ถึงกับไร้ค่า แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายอะไร
มีข่าวลือว่า เมื่อหลายปีก่อน มีเพื่อนร่วมงานบางคนหวังจะเกาะบารมีตระกูลฉู่ พยายามประจบสอพลอฉู่ชิวไป๋ด้วยการเรียกเขาว่า 'จักรพรรดิแห่งการผ่าตัด' แต่คำยกยอนี้กลับถูกฉู่ชิวไป๋ปฏิเสธด้วยความรังเกียจทันที
"จักรพรรดิแห่งการผ่าตัดเหรอ? แม้นักศึกษาแพทย์จะเป็นักเรียนสายวิทย์ แต่ก็ไม่จำเป็ต้องมีฉายาที่ฟังดูไร้รสนิยมขนาดนี้ก็ได้มั้งครับ”
เขาไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าจะโง่เง่าไม่ทันโลก เขารู้ดีว่าจุดประสงค์ของคำเยินยอที่เกินจริงเหล่านี้คืออะไร และแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ผมก็เป็แค่หมอธรรมดาครับ ไม่จำเป็ต้องมาตั้งฉายาอะไรแบบนี้ให้ผมหรอก เก็บปากหวานๆ กลับไปโอ๋เมียโอ๋ลูกที่บ้านเถอะ ผมน่ะชอบคบหากับคนที่มีความสามารถจริงๆ มากกว่า ขอแค่เราทุกคนตั้งใจพัฒนาฝีมือรักษาคนไข้ให้ดี นั่นแหละครับคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
หัวหน้าฉู่ผู้มั่งคั่งและไม่ยึดติดกับชื่อเสียง แม้จะมีนิสัยพูดจาตรงไปตรงมาและบุคลิกเ็า แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวกลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด ทุกคนต่างเข้าใจดี เพราะเขาเป็แพทย์ที่ดีที่หาตัวได้ยากคนหนึ่งจริงๆ
กัวจวินผิงเองก็รู้ว่าฉู่ชิวไป๋ไม่ใช่คนที่จะโกรธโดยไม่มีเหตุผล และทุกคนในห้องผ่าตัดก็เห็นอยู่เต็มตาว่าซ่งหรูเอินไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมทำงานจริงๆ ดังนั้นที่ฉู่ชิวไป๋ตำหนิเขาจึงไม่ใช่เื่ผิดอะไร แต่เพื่อรักษาความกลมเกลียวของทั้งแผนก รองผู้อำนวยการกัวจวินผิงจึงต้องออกหน้าเป็คนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
“หัวหน้าฉู่ยังโกรธอยู่เหรอครับ?”
“ผู้ช่วยที่คุณคัดเลือกมาเองกับมือ ฝีมือดีขนาดที่ไม่ต้องมีสติก็ยังผ่าตัดได้อย่างราบรื่น คนไข้ก็ออกจากห้องผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย... แล้วผมจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องโกรธล่ะครับ?”
กัวจวินผิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่คิดในใจ ‘โอ้โห ยังโกรธอยู่ไม่น้อยเลยแฮะ’
“ครั้งนี้เ้าซ่งหรูเอินมันทำเกินไปจริงๆ แต่หัวหน้าฉู่อย่าไปถือสาเขาเลยนะครับ คุณก็น่าจะรู้สถานการณ์ทางบ้านของเขา ถือซะว่าเห็นใจ ช่วยอนุโลมให้เขาหน่อยเถอะ”
เมื่อไม่นานมานี้ ภรรยาของซ่งหรูเอินทิ้งเขากับลูกสาววัยสิบขวบแล้วหนีตามผู้ชายคนอื่นไป ซึ่งเื่นี้แพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาลโย่วหมิน
ศัลยแพทย์เป็อาชีพที่ทั้งงานหนักและความกดดันสูง ทั้งยังต้องทำงานล่วงเวลาเป็ประจำ ทำให้ตลอดทั้งปีมีวันที่ได้อยู่กับภรรยาและลูกน้อยจนนับนิ้วได้ ปัญหาความสัมพันธ์ของสามีภรรยาจึงเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย แต่กรณีที่หนีตามคนอื่นไปโต้งๆ อย่างภรรยาของซ่งหรูเอินก็นับว่ามีไม่มากนัก จึงกลายเป็เื่ซุบซิบที่ดังกระฉ่อนเื่หนึ่งในแถบนี้เลยก็ว่าได้
“บ้านไหนไม่มีปัญหาบ้าง? แต่ถ้ายังจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ควรลาพักอยู่บ้านไป ไม่ใช่มาสร้างความเดือดร้อนให้คนไข้แบบนี้”
คำพูดของฉู่ชิวไป๋นั้นมีเหตุผล แต่ก็ออกจะขาดความเห็นอกเห็นใจเกินไปหน่อย กัวจวินผิงได้ฟังก็ส่ายหน้า “คุณกำลังจะแต่งงาน ยังอยู่ใน่หวานชื่น ก็เป็ธรรมดาที่จะไม่เข้าใจความลำบากของเหล่าซ่ง อีกอย่าง คุณเองก็รู้ดีว่าแผนกเราขาดคนมากแค่ไหน จะให้ลางานกันง่ายๆ ได้ยังไงล่ะครับ”
ฉู่ชิวไป๋เงยหน้าขึ้นถาม “ตกลงสาวๆ แผนกบุคคลของโรงพยาบาลเรานี่ เป็มืออาชีพด้านการจัดการบุคลากร หรือเป็มืออาชีพด้านการซุบซิบนินทากันแน่ครับ?”
เขาเพิ่งจะยื่นใบลาแต่งงานไปหยกๆ ตอนนี้แม้แต่กัวจวินผิงก็รู้เื่แล้วงั้นเหรอ?
“งานแต่งงานนับเป็เื่น่ายินดี ทำไมต้องปิดบังกันด้วยล่ะครับ? อีกอย่าง ยังไงใบลาของคุณก็ต้องส่งมาถึงมือผมอยู่ดี จะรู้เร็วรู้ช้ามันต่างกันตรงไหน?”
“ไม่ใช่กำลังจะแต่งงานหรอกครับ...” ฉู่ชิวไป๋ก้มหน้าอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วยของเขาต่อ “จดทะเบียนแล้ว แค่กลับไปจัดพิธีเฉยๆ”
“โอ้! งั้นขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ ครับ!”
“ไม่จำเป็ครับ แค่อนุมัติวันลาให้ผมก็พอ”
กัวจวินผิงถูกปฏิเสธอย่างสุภาพก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไร เขายังคงยิ้มและพูดคุยกับฉู่ชิวไป๋ต่ออีกสองสามประโยค ก่อนจะวกกลับมาพูดอ้อมๆ เพื่อขอความเห็นใจให้ซ่งหรูเอินอีกครั้ง
"ผมได้ยินมาจากเหล่าพานว่าซ่งหรูเอินเองก็รู้ผิดมากนะครับ เขาถึงกับตบหน้าตัวเองในห้องเปลี่ยนชุดไปหลายฉาดเลย"
ฉู่ชิวไป๋ได้ยินดังนั้นท่าทีก็เริ่มอ่อนลง “เอาเถอะครับ ผมเองก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น จะปฏิเสธไม่ร่วมผ่าตัดกับเขาได้ยังไง?”
เขาก้มหน้าไฮไลท์ค่าต่างๆ ที่ต้องให้ความสนใจเป็พิเศษของผู้ป่วยในแฟ้มประวัติ พลางโบกมือไล่กัวจวินผิง “คุณมีธุระอื่นอีกไหม? ถ้าไม่มี ก็ไปทำงานของคุณเถอะครับ ขอผมอยู่เงียบๆ สักพัก หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”
ตลอดทั้งเช้ามีเคสผ่าตัดตามกำหนดเพียงเคสเดียวเท่านั้น ไม่ต้องออกตรวจหรือเข้าประชุมใดๆ แต่ฉู่ชิวไป๋กลับไม่คิดจะปล่อยให้ตัวเองว่าง เขากางพระสูตรสังฆาฏะบนโต๊ะทำงาน แล้วเริ่มคัดลอกด้วยปากกา
การคัดลอกพระสูตรเป็นิสัยที่สั่งสมมานานหลายปี ั้แ่ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรและวัชรสูตรไปจนถึงบทผู่เหมินตลอดหลายปีมานี้ เขาคัดลอกพระสูตรประเภทต่างๆ เหล่านี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยจบ
ฉู่ชิวไป๋ถูกรบกวนด้วยฝันร้ายมาเป็เวลานานหลายปี จนกระทั่งอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดอาการจึงเริ่มทุเลาลงบ้าง แต่่นี้ฝันร้ายที่เคยตามหลอกหลอนเขาจู่ๆ ก็กลับมาอีกครั้ง และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอักษรในพระสูตรทุกตัวเปรียบดั่งไข่มุกล้ำค่า ทุกถ้อยคำล้วนลึกซึ้ง ฉู่ชิวไป๋ก้มหน้าก้มตาคัดจนถึงประโยคที่ว่า「สละบาปทั้งปวงแล้วบรรลุโสดาบัน จากนั้นจึงให้ทานเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล」ปลายปากกาก็พลันชะงัก — กัวจวินผิงเพิ่งจะออกไปได้ไม่นาน ก็มีคนผลักประตูเข้ามาอีกแล้ว
ฉู่ชิวไป๋นึกว่าอีกฝ่ายคงลืมพูดธุระอะไรบางอย่างถึงได้ย้อนกลับมา จึงขมวดคิ้วพลางเงยหน้าขึ้นพูดว่า “รองผู้อำนวยการกัว คุณยังมีอะไ...” พูดยังไม่ทันจบ เสียงของเขาก็ขาดหายไปทันควัน ดวงตาที่มักนิ่งสงบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ความคิดนับพันนับหมื่นถาโถมปั่นป่วนอยู่ในสมองราวกับพายุกระหน่ำ แต่สีหน้าที่แสดงออกมากลับเ็าจนถึงขีดสุด
“ทำไมเป็นาย?”
หากเขาจำไม่ผิด ชายหนุ่มท่าทางอ่อนล้าจากการเดินทางที่อยู่ตรงหน้านี้ ควรจะยังอยู่ที่นิวยอร์ก
พวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมาพักหนึ่งแล้ว... ครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือเมื่อสองเดือนก่อน ตอนนั้น ฉู่ชิวไป๋เพิ่งย้ายมาประจำที่จิงซื่อได้ไม่นาน
***
แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลโย่วหมินขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก จนกลายเป็ที่รู้กันว่าที่นี่ผู้หญิงต้องทำงานเหมือนผู้ชาย ส่วนผู้ชายก็ต้องทำงานเหมือนวัวเหมือนม้า ฉู่ชิวไป๋ที่เพิ่งเข้าทำงานจึงยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว
ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้ช่วยของฉู่เจียงไหล เขาเพิ่งเสร็จสิ้นการผ่าตัดเล็กไปหมาดๆ ระหว่างที่ทำการผ่าตัด อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาเร่งหลายครั้ง ให้เขาไปเก็บของใช้ส่วนตัวที่ยังคงอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของฉู่เจียงไหลที่เจียงฮู่
ความจริงแล้ว ก็มีทั้งโทรศัพท์และข้อความทำนองเดียวกันนี้ส่งมาไม่ขาดสายตลอดทั้งเช้านี้
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย พอเปิดกล่องข้อความ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นอีกครั้ง — ไม่ผิดคาด สายที่โทรเข้ามายังคงเป็คนสนิทของฉู่เจียงไหล
นี่เป็สายที่เก้าแล้วภายในเวลาเพียงสองชั่วโมง
ฉู่ชิวไป๋พลันรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก — คนเราจะต้องถูกเ้านายบีบคั้นขนาดไหน ถึงได้โทรมาอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ และพูดแต่เื่เดิมซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้
เขาไม่อยากถูกดึงเข้าไปพันพัวกับเื่เดิมๆ อีก จึงรับสายแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฝากคุณไปบอกฉู่เจียงไหลด้วยว่าไม่ต้องโทรหาผมอีก” เขาบีบนวดสันจมูกที่ปวดเมื่อยจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะพูดต่อ “ของพวกนั้นผมไม่เอาแล้ว เขาจะจัดการยังไงก็เชิญเลย”
อีกฝ่ายชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็มีเสียงกุกกักดังขึ้นครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าโทรศัพท์ถูกส่งต่อไปยังอีกคน ไม่นานนักเสียงของฉู่เจียงไหลก็ดังเข้ามาในสาย “ไม่เอาเลยเหรอ? ทั้งหมดนั่นน่ะนะ? แล้วภาพวาดที่พี่อุตส่าห์ประมูลกลับมาล่ะ? ไหนจะของที่คุณพ่อฉู่ชอบอีก พวกนั้นก็ไม่เอาด้วยเหรอ? เมื่อก่อนพี่รักและหวงแหนของพวกนี้มากไม่ใช่หรือไง? บอกว่าไม่เอาก็ไม่เอาดื้อๆ อย่างนี้เลยงั้นเหรอ?”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะสัญญาณไม่ดีหรือเปล่า เสียงของอีกฝ่ายจึงผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย แต่น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้น กลับยิ่งตอกย้ำความเ็ปในใจของฉู่ชิวไป๋ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาเกิดความรู้สึกวูบไหว เริ่มสับสนจนแยกไม่ออกระหว่างความฝันกับความจริง ริมฝีปากใต้หน้ากากอนามัยเม้มเข้าหากันแน่นยิ่งขึ้น มุมปากที่เหยียดตรงนั้นเ็าและแข็งกร้าว เช่นเดียวกับความเด็ดเดี่ยวในใจของเขา
“เมื่อก่อน...ฉันเคยรักและหวงแหนนายมากกว่าของพวกนั้นด้วยซ้ำ”
ความนัยก็คือ...ตอนนี้แม้แต่ฉู่เจียงไหล เขาก็ไม่้าอีกแล้วเช่นกัน
ลมหายใจของคนในสายพลันถี่กระชั้นขึ้นมาทันที ฉู่ชิวไป๋รู้ดีว่านี่อาจเป็เพียงการแสดงฉาก 'รักลึกซึ้ง' อีกฉากหนึ่ง แต่หัวใจของเขากลับควบคุมไม่ได้ มันเต้นระรัวและสั่นสะท้านไปตามลมหายใจที่ขาดห้วงของอีกฝ่าย
“หมายความว่ายังไง? ไม่้าภาพวาด ไม่้ากลับบ้าน ไม่้าบริษัท แล้วตอนนี้แม้แต่ผมก็ไม่้าแล้วเหรอ?” คำถามที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจราวกับกระบองที่ทุบลงบนหัวใจอย่างแรง ทั้งๆ ที่การแสดงนั้นจะไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย แต่ฉู่ชิวไป๋กลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็ผู้ชมที่อดหลับอดนอนดูซีรี่ย์ที่รู้สปอยล์ล่วงหน้า มันทั้งจืดชืดและเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด
เขาไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไร จึงทำได้เพียงแค่เงียบงัน
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบ ชายหนุ่มที่ปลายสายก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ก็ได้ครับ ผมจะไม่เซ้าซี้แล้ว พี่จะกลับบ้านเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก่อนมาช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ? ไปจิงซื่อตั้งนาน ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ยังไงพี่ก็ควรกลับมาบ้านสักครั้งไม่ใช่เหรอ? อย่าโกรธผมเลยนะ หรืออย่างน้อยก็บอกผมหน่อยว่าผมทำผิดอะไรกันแน่? พี่ชิวไป๋...พี่ไม่รู้หรอกว่านิวยอร์กน่าเบื่อแค่ไหน งานก็หนัก ผมเหนื่อยมาก คิดถึงพี่สุดๆ...”
ฉู่ชิวไป๋รู้ดีว่าการเร่งให้เขาไปเอาของรักของหวงเ่าั้ เป็เพียงข้ออ้างที่ฉู่เจียงไหลใช้เพื่อติดต่อเขา แต่ท่าทีอ่อนลงอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย ก็ยังทำให้เขาทำตัวไม่ถูกอยู่ดี
***
ตามคำกล่าวอย่างเป็ทางการของตระกูลฉู่ ฉู่เจียงไหลไม่ใช่สายเืของตระกูล แต่เป็เพียงเด็กที่ผู้ใหญ่ในตระกูลรับอุปถัมภ์ไว้ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม เขาและฉู่ชิวไป๋ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันด้วยซ้ำ
แต่ถึงกระนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ยังคงสนิทสนมแแ่กันมาโดยตลอด แม้ไม่ได้มีสายเืเดียวกัน แต่ก็รักกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ
แต่เมื่อไม่นานมานี้ สองพี่น้องที่ใครๆ ต่างมองว่ารักใคร่กลมเกลียวกลับทำาเย็นใส่กันอย่างกะทันหัน ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติไม่ชอบเดินทางไปไหน อาศัยจังหวะที่ฉู่เจียงไหลเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แอบออกจากเจียงฮู่ และย้ายไปรับตำแหน่งที่จิงซื่อซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันลี้อย่างเร่งรีบ
จนกระทั่งเขาลงหลักปักฐานที่จิงซื่อเรียบร้อยแล้ว ฉู่เจียงไหลที่อยู่ไกลถึงอเมริกาก็ยังไม่รู้เื่นี้เลยแม้แต่น้อย
ก่อนออกเดินทาง ฉู่ชิวไป๋ไม่ได้พบหน้าฉู่เจียงไหลเลยตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม
ฉู่เจียงไหลที่งานยุ่งจนไม่มีเวลากลับบ้าน จึงได้แต่พยายามง้อไม่หยุด “ขอโทษครับพี่ชิวไป๋ พี่ไม่พอใจที่่นี้ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านใช่ไหม? ผมขอโทษจริงๆ นะครับ ผมอยากกลับบ้านทุกวันเลย แต่ว่างานมันเยอะเกินไป ทำยังไงก็ไม่เสร็จซะที ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ พี่อย่าโกรธผมเลยนะ”
ข้อความเสียงที่ถูกอัดมาจนเต็มแถบพวกนั้น ฉู่ชิวไป๋กดฟังไปเพียงข้อความเดียว ที่เหลือเขาปล่อยให้มันแปลงเป็ตัวอักษรทั้งหมด เนื้อหาโดยรวมก็เหมือนๆ กัน ล้วนเป็การแสดงความขอโทษและความคิดถึง
เขาไม่กล้าฟังมากไปกว่านี้ กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อน
ช่างเป็น้องชายที่น่าสงสารเหลือเกิน อุตส่าห์ทำงานหนักแทบตายแต่ยังต้องถูกพี่ชายที่ไม่มีความทะเยอทะยานคอยหาเื่จับผิด ซ้ำยังถูกบังคับให้เผชิญกับาเย็นโดยไม่มีเหตุผล
แน่นอนว่าฉู่เจียงไหลเองก็รู้สึกได้ถึงความห่างเหินที่ผิดปกติของฉู่ชิวไป๋ แต่ในตอนนั้นเขากำลังวุ่นวายอยู่กับการกว้านซื้อหุ้นจำนวนมหาศาลของบริษัทที่ถูกเทขายออกไปเพราะความตื่นตระหนก เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ
ฉู่ชิวไป๋ไม่รับโทรศัพท์ของเขามาระยะหนึ่งแล้ว ข้อความก็ตอบกลับน้อยมาก แต่ฉู่เจียงไหลก็ทำได้เพียงเจียดเวลาส่งข้อความเสียงไปบ้าง เขาไม่มีเวลาพอที่จะจัดการกับาเย็นไปมากกว่านี้
เมื่อหลายปีก่อน ฉู่เจิ้นเทียนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้ตระกูลฉู่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในเวลานั้น ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะจึงต้องเรียนไปทำงานไป เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งให้กับตระกูลฉู่
ใน่หลายปีมานี้ ฉู่ชิวไป๋ได้ละทิ้งเส้นทางธุรกิจเพื่อไปเอาดีทางการเป็แพทย์ อำนาจบริหารทั้งหมดของตระกูลฉู่จึงค่อยๆ ตกไปอยู่ในมือของฉู่เจียงไหลแต่เพียงผู้เดียว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีไม่เคารพต่อพี่ชายเลยแม้แต่น้อย และยังคงทำตัวเหมือนสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่เชื่อฟังแต่คำพูดของพี่ชายเท่านั้น
หลายวันที่ผ่านมา เพื่อปลอบโยนพี่ชายที่จู่ๆ ก็โกรธขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนออกเดินทางไปอเมริกา ฉู่เจียงไหลที่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลา ถึงกับอุตส่าห์แวะกลับบ้านเป็พิเศษ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เขาจึงไม่ได้เข้าบ้าน ทำได้เพียงยืนอยู่หน้าทางเข้า แล้วบอกฉู่ชิวไป๋อย่างเร่งรีบว่า “พี่ชิวไป๋ ผมมีธุระด่วนต้องไปทำงานต่างประเทศ อาจจะไม่ได้กลับบ้านสักพัก ได้โปรดอย่าโกรธผมเลย รอผมกลับมานะ!”
และก่อนหน้านั้น ฉู่ชิวไป๋ก็ไม่สนใจเขาเลยตลอดสามวันเต็ม
เมื่อเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหลที่ดูรีบร้อนแต่กลับอ้อนวอนอย่างจริงใจ ฉู่ชิวไป๋จึงพยักหน้า และพูดกับเขาเป็ครั้งแรกในรอบสัปดาห์ “เดินทางปลอดภัยนะ”
แต่เขาไม่ได้รอ...
ทันทีที่ฉู่เจียงไหลจากไป ฉู่ชิวไป๋ก็ขึ้นเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังจิงซื่อทันที นอกจากโคมไฟแก้วตั้งโต๊ะหนึ่งดวง เขารีบร้อนมากจนไม่ได้เก็บสัมภาระแม้แต่ชิ้นเดียว
ในสายตาของคนนอก ตระกูลฉู่ในตอนนั้นกำลังอยู่ใน่เวลาที่ละเอียดอ่อนของการส่งต่ออำนาจบริหาร
และใน่หัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง การจากไปของฉู่ชิวไป๋ทำให้เกิดการคาดเดาต่างๆ นานาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองพี่น้องตระกูลฉู่ในทันที
บ้างก็ว่าฉู่ชิวไป๋มีคุณธรรมสูงส่ง ยอมถอยออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายในครอบครัว บ้างก็บอกว่าฉู่เจียงไหลใช้ไม้แข็งบีบให้บุตรชายสายตรงต้องถอนตัวจากการต่อสู้แย่งชิงแล้วระเห็จไปอยู่จิงซื่อ และบ้างก็บอกว่าการเดินทางไปจิงซื่อของฉู่ชิวไป๋ครั้งนี้เป็การไปขอความช่วยเหลือ...
แต่ในความเป็จริงแล้ว การคาดเดาเ่าั้ล้วนไม่ถูกต้องเลยสักนิด อำนาจทั้งหมดของตระกูลฉู่ถูกกำหนดไว้แล้ว ั้แ่ตอนที่ฉู่ชิวไป๋เลือกเรียนหมอและมุ่งมั่นทุ่มเทกับการเป็ศัลยแพทย์
ฉู่เจียงไหลไม่จำเป็ต้องต่อสู้แย่งชิงเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ใครก็ตามที่กล้าทำลายผลประโยชน์ของฉู่เจียงไหล พี่ชายอย่างฉู่ชิวไป๋คนนี้แหละที่จะเป็คนแรกที่ไม่ยอม
แต่ที่เขาย้ายออกจากเจียงฮู่ก็เพราะ้าหลบหนีจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่เพื่อหลีกหนีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ แต่เพื่อหลบหนีฉู่เจียงไหลโดยเฉพาะ
แต่ทว่า ฉู่ชิวไป๋เองก็รู้ดีว่าเื่นี้มันไม่จำเป็เลยสักนิด เพราะใน่เวลานี้ เพื่อที่จะกุมอำนาจในการควบคุมโครงการวิจัยและพัฒนายาตัวใหม่ไว้ให้มั่น ฉู่เจียงไหลจะต้องยุ่งจนหัวหมุน ไม่มีเวลาว่างกลับประเทศเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาไม่สามารถอยู่ที่เจียงฮู่ได้อีกต่อไปแล้ว แม้แต่จะก้าวเข้าไปในบ้านที่เขากับฉู่เจียงไหลเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมมาหลายปี ก็ยังทำไม่ได้
ใครๆ ต่างก็มองว่าเขามั่นคงและเด็ดเดี่ยวเสมอ เป็คนที่ไม่เคยปล่อยให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล ทั้งยังโดดเด่นในหน้าที่การงาน แต่เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เป็แบบนั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหล การเป็ฝ่ายสร้างกำแพงขึ้นมาก่อนก็ถือเป็ขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว
ทั้งที่ในความเป็จริง เพียงแค่ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ของอีกฝ่ายผ่านโทรศัพท์ เขาก็รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่คอ เหมือนถูกเข็มทิ่มแทงทะลุหัวใจ แม้าแจะดูเล็กน้อย แต่ภายในกลับเน่าเปื่อยไปหมด เพียงแค่สะกิดเบาๆ เือุ่นๆ มากมายก็พร้อมจะไหลทะลักออกมา
“พี่ชิวไป๋ ไม่โกรธผมได้ไหม? กลับมาคืนดีกันเถอะนะครับ ผมขอร้อง ผมอยากรีบกลับบ้าน อยากเจอพี่เร็วๆ...แล้วพี่ล่ะครับ? คิดถึงผมบ้างไหม?”
“ไม่คิดถึง ฉู่เจียงไหล ของทั้งหมดนั่นฉันไม่้าแล้ว และไม่ต้องโทรมาอีก”
ฉู่เจียงไหลอึ้งไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ฉู่ชิวไป๋ก็วางสายอย่างไม่ลังเล
ใช่ว่าเขาจะเด็ดขาดไม่ได้ เพียงแค่ยัง้าเวลาอีกสักหน่อย และโชคดีที่ตลอดหลายเดือนหลังจากนั้น ฉู่เจียงไหลก็ไม่ได้มารบกวนเขาอีก
***
แต่ในตอนนี้ ฉู่ชิวไป๋มองไปยังแขกไม่ได้รับเชิญที่ควรจะอยู่ไกลถึงนิวยอร์ก ซึ่งกำลังปิดประตูและลงกลอนอย่างคล่องแคล่ว ปลายปากกาในมือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาน้ำเสียงให้สงบนิ่งแล้วถามออกไป
“นายมาทำอะไรที่นี่?”
ดูเหมือนน้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหินและท่าทีเ็าราวกับจะผลักไสไล่ส่งของเขาจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามเป็อย่างยิ่งจึงเบะปากอย่างน่าสงสาร
“ผมมาหาพี่ไง พี่ชิวไป๋ ผมคิดถึงพี่มากเลยครับ”
ดวงตาของฉู่เจียงไหลนั้นสวยงามมาก ส่วนโค้งของดวงตาดูอ่อนโยน รับกับั์ตาที่ดำขาวตัดกันชัดเจน ยามทอดสายตามองใครจะแฝงประกายคมกริบที่อธิบายไม่ถูกเอาไว้ แต่หางตาของเขากลับตกลงเล็กน้อย คล้ายกับฝักของดาบเล่มคมที่ห่อหุ้มความเฉียบคมเอาไว้ภายใต้เส้นโค้งที่ดูนุ่มนวล เผยให้เห็นท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันอ่อนโยนและไร้เดียงสาในเวลาเดียวกัน
ปลายนิ้วของเขาซีดขาวเพราะแรงกดปากกามากเกินไป ทำให้หมึกจากปากกาหยดเป็รอยด่างไม่เข้ากันบนกระดาษที่ใช้คัดพระสูตร ฉู่ชิวไป๋จึงรีบดึงแฟ้มประวัติผู้ป่วยสองสามเล่มมาปิดทับมันไว้ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉู่เจียงไหล ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนมากพอแล้วนะ”
“แต่ผมไม่เข้าใจ” ฉู่เจียงไหลเท้าแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะทำงาน โน้มตัวลงมาสบตากับเขาตรงๆ “ผมทำอะไรผิดกันแน่? พี่บอกผมสิ ผมจะได้แก้ไข”
ในท่าทีที่ทั้งดื้อรั้นและเต็มไปด้วยความน้อยใจนั้น กลับแฝงความไร้เดียงสาอันล้ำค่าที่หาได้ยากเอาไว้ และน่าแปลกที่แม้เขาจะอยู่ในท่าทางที่เหนือกว่า แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนถูกสุนัขผู้ซื่อสัตย์จ้องมองมาด้วยสายตาที่อ่อนโยน
ฉู่ชิวไป๋ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานหันหน้าหนี ไม่ยอมสบตากับอีกฝ่าย เขาไม่พูดอะไร เพราะไม่รู้จะพูดออกมายังไง กับสิ่งที่ฉู่เจียงไหลทำผิดไป เขาไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี
“พี่โกรธที่ผมรับ่ต่อธุรกิจในอเมริกาเหนือโดยไม่ได้บอกพี่ใช่ไหม? ผมขอโทษครับ ผมควรจะปรึกษาพี่ก่อน!”
แน่นอนว่าฉู่ชิวไป๋รู้ดีอยู่แล้วว่าฉู่เจียงไหลเก่งกาจเื่การใช้อำนาจ การโกหก การขอโทษ และการวางแผนอย่างเป็ขั้นเป็ตอน และสิ่งที่เขาเก่งที่สุดก็คือการทำให้ฉู่ชิวไป๋ใจอ่อนนั่นเอง
ชายหนุ่มเสียงกังวานสดใสอาศัยคำพูดเลี่ยงประเด็นเพียงไม่กี่คำก็โยนความผิดเื่การแย่งชิงอำนาจมาให้ฉู่ชิวไป๋ได้สำเร็จ ส่วนตัวเองก็ทำตาใสซื่อไร้เดียงสา ในขณะที่มีประกายน้ำตาแวววาวคลออยู่อย่างน่าสงสารภายใต้เปลือกตาบางๆ นั้น ทำราวกับว่าคนที่กุเื่โกหกและบีบบังคับให้ฉู่ชิวไป๋รีบเก็บของกลับเจียงฮู่ไม่ใช่เขา แต่เป็คนอื่น
อันที่จริง หลังจากที่ได้รู้ความจริง ฉู่ชิวไป๋ก็เคยสงสัยอยู่พักหนึ่งว่าน้องชายคนนี้อาจจะเป็โรคหลายบุคลิก
มันก็เหมือนพล็อตที่เห็นได้บ่อยๆ ในนิยายหรือภาพยนตร์ไม่ใช่เหรอ? ที่ตัวเอกมีสองบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่ในร่างเดียวกัน ด้านหนึ่งดีอีกด้านหนึ่งร้าย และด้านที่ดีก็มักจะถูกอีกด้านหนึ่งปิดบังไว้เสมอ ไม่เคยรู้เื่รู้ราวอะไรเลย
แต่น่าเสียดายที่ฉู่เจียงไหลเป็คนปกติดีทุกอย่าง หลายปีมานี้เขาวางแผนทุกอย่างได้อย่างแเีไร้ที่ติ จนแทบไม่มีใครจับผิดได้ ซึ่งการกระทำอย่างเป็ขั้นเป็ตอนของเขานั่นเอง ที่ทำให้ฉู่ชิวไป๋ไม่อาจหาเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆ มายกโทษให้เขาได้เลย
ฉู่ชิวไป๋อายุมากกว่าฉู่เจียงไหล 5 ปีก็จริง แต่หากจะว่ากันตามตรงแล้ว เขาก็ไม่อาจนับว่าได้เฝ้าดูอีกฝ่ายเติบโตมาั้แ่ต้น เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน ทั้งยังถือหนังสือเดินทางคนละประเทศอีกด้วย
ครั้งแรกที่ฉู่ชิวไป๋ได้เห็นฉู่เจียงไหลด้วยตาของตัวเอง เด็กคนนั้นก็อายุ 7 ขวบแล้ว
ตามคำบอกเล่าที่สอดคล้องกันของพ่อแม่ ฉู่เจียงไหลเกิดใน่ที่นโยบายลูกคนเดียวถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ดังนั้น เพื่อเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายจากเสียงวิจารณ์ในสังคม แม่แท้ๆ ของเขาจึงเลือกที่จะคลอดเขาที่อเมริกา
“แม่ของเด็กคนนี้เป็เพื่อนสนิทของแม่เอง พอดีที่บ้านของเธอเกิดเื่ขึ้นนิดหน่อย ทำให้เลี้ยงลูกต่อไม่ไหว แม่กับพ่อของลูกเลยตัดสินใจรับอุปถัมภ์เขา น้าคนนั้นลูกยังจำได้ไหม? เธอเคยอุ้มลูกตอนเด็กๆ ด้วยนะ"
ฉู่ชิวไป๋ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของแม่ แต่เมื่อได้รับรู้ว่ามีน้องชายเพิ่มมาหนึ่งคน เขาก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร
แม้ว่าปกติจะดูตรงไปตรงมา แต่ความจริงแล้วฉู่ชิวไป๋เป็คนที่แสดงความรู้สึกไม่เก่ง พอนานวันเข้าเขาก็ชินกับการถูกเข้าใจผิดว่าเป็คนเ็า ยกเว้นความรักและความเอาใจใส่ที่มีต่อฉู่เจียงไหลเท่านั้น ที่เขาแสดงออกอย่างชัดเจนจนทุกคนรับรู้ได้
ส่วนหนึ่งแน่นอนว่าเป็เพราะฉู่เจียงไหลน่ารักมาั้แ่เด็ก ใครเห็นก็อดชื่นชอบไม่ได้ โดยเฉพาะกับฉู่ชิวไป๋ที่เอ็นดูเขาเป็พิเศษ
พูดให้ถูกคือ ฉู่เจียงไหลในตอนนั้นเหมือนลูกสุนัขตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา วิ่งวนอยู่รอบๆ ฉู่ชิวไป๋อย่างมีความสุข ราวกับเขาเป็ศูนย์กลางของโลกทั้งใบ
ครั้งแรกที่เจอกัน ฉู่ชิวไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ ว่าเด็กตัวเล็กแค่นี้ทำไมถึงมีดวงตาที่เหมือนมองทะลุความเป็ไปของโลกได้ขนาดนี้ แต่ไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าตัวเองคงเข้าใจผิดไป
ฉู่ชิวไป๋ไม่เคยพบเห็นเด็กที่ทั้งไร้เดียงสา น่ารัก และช่างออดอ้อนขนาดนี้มาก่อน เขาจึงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ยอมรับน้องชายที่กลับมาจากต่างประเทศและอยู่ในการอุปถัมภ์ของพ่อแม่คนนี้ได้อย่างสนิทใจ
แต่พอย้อนกลับมาคิดดูตอนนี้ บางทีความประทับใจแรกของฉู่ชิวไป๋อาจจะถูกต้องมาโดยตลอด ดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นเริ่มมีเค้าลางของความเด็ดขาดและเล่ห์เหลี่ยมอันชาญฉลาดมาั้แ่ตอนนั้นแล้ว
ฉู่เจียงไหลทำตัวเหมือนสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่เอาแต่คอยวนเวียนอยู่รอบพี่ชิวไป๋ของเขาอยู่นานหลายปี จนกระทั่งฉู่เจิ้นเทียนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อไม่กี่ปีก่อน พร์ในการบริหารของเขาจึงค่อยๆ เผยออกมาให้เห็นทีละเล็กทีละน้อย
หลังการจากไปของฉู่เจิ้นเทียน หานรุ่ยฉินในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งต้องแบกรับภาระของบริษัทด้วยความยากลำบาก ส่วนฉู่ชิวไป๋ ทายาทสายตรงเพียงคนเดียว กลับทุ่มเทให้กับงานในสายแพทย์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีความคิดจะสืบทอดกิจการของครอบครัวเลยแม้แต่น้อย แต่ภาระมากมายที่ทั้งซับซ้อนและยุ่งเหยิงในบริษัทนั้น ย่อมต้องมีใครสักคนเข้ามาแบ่งเบาอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่หมดหวัง ไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เจียงไหลในวัย 19 ปีจะถูกส่งเข้ามารับหน้าที่เป็ผู้กอบกู้วิกฤต แต่เขากลับทำได้เหนือความคาดหมาย ไม่เพียงไม่ทำให้บริษัทที่ไร้ผู้นำต้องล่มสลาย แต่ยังสร้างผลงานอันโดดเด่นในเวลาอันสั้น จนบรรดา 'ฝ่ายต่อต้าน' ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงต้องเงียบเสียงลง ทำให้ทุกคนที่เห็นต่างชื่นชมเป็เสียงเดียวกันว่า ตระกูลฉู่มีผู้สืบทอดที่มีศักยภาพยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงแล้ว
และการที่ฉู่เจียงไหลผู้ซึ่งสร้างคุณูปการไว้มากมาย กลับมาขอโทษอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเพียงเพราะเขายุ่งอยู่กับการทำงาน มันทำให้ฉู่ชิวไป๋ถึงกับไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ฉู่เจียงไหลยังคงจับประเด็นสำคัญไม่ได้ เขาทำสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจพลางพร่ำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างจริงใจ “อย่าโกรธผมเลยนะครับ พี่ชิวไป๋ ถ้าพี่อยากได้ตำแหน่งนั้น ผมยกให้เดี๋ยวนี้เลยก็ได้ วันก่อนคุณแม่ฉู่ยังคุยกับผมเื่หุ้นอยู่เลย ผมก็บอกเธอไปแล้วว่าผมไม่้าอะไรทั้งนั้น ยกให้พี่หมดเลยก็ยังไ...”
“พอได้แล้ว!” เขาขยับเข้ามาใกล้เกินไป ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคออย่างคลุมเครือ ทำให้ร่างกายของฉู่ชิวไป๋อ่อนยวบลงตามความเคยชิน บีบให้เขาต้องฝืนแสดงท่าทีปฏิเสธที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น “อย่าพูดอะไรอีก”
ชายหนุ่มผู้โดดเด่นในแวดวงธุรกิจและเพิ่งได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม กลับต้องหยุดพูดทันทีเมื่อถูกพี่ชายตวาด เขาก้มหน้าลง ทำท่าทางราวกับลูกสุนัขที่คอตกหางลู่ ก่อนจะพูดว่า “พี่ชิวไป๋ ขอโทษครับ"
แน่นอนว่าการจัดการกับฉู่ชิวไป๋ไม่จำเป็ต้องใช้เหตุผลหรือคำพูดโน้มน้าวอะไรมากมาย เพียงแค่คำว่า 'พี่ชิวไป๋ ขอโทษครับ' ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว
ฉู่ชิวไป๋บังคับตัวเองให้หลบเลี่ยงจากอ้อมแขนของชายหนุ่มที่พยายามจะเข้ามากอด แล้วพูดว่า “ในเมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เื่ในบริษัทก็มีมากมายจนแทบไม่หวาดไม่ไหว มีคนช่วยแม่แบ่งเบาภาระก็เป็เื่ดีอยู่แล้ว อีกอย่าง ฉันเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่าฉันไม่สนใจธุรกิจ นายจะรับ่ต่อยังไงหรือเมื่อไหร่ฉันก็ไม่ขัดข้อง ส่วนหุ้นกับตำแหน่งในบอร์ดบริหารภายใต้ชื่อของนาย ฉันก็ไม่้าเหมือนกัน"
“แล้วทำไมพี่ถึง...” แววตาของฉู่เจียงไหลเต็มไปด้วยความเ็ปจนฉู่ชิวไป๋สั่นไหวในใจ “...ทำไมถึงโกรธผม?”
ฉู่ชิวไป๋พยายามอย่างสุดกำลังที่จะระงับความอยากจะตบหน้าคนตรงหน้า เพื่อให้เลิกเสแสร้งเสียที ก่อนจะส่ายหน้าและปฏิเสธว่า “ฉันไม่ได้โกรธ”
ฉู่เจียงไหลจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับกำลังพิจารณาว่าเขาพูดความจริงหรือไม่ หลังจากสบตากันได้ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามก็เผยรอยยิ้มขมขื่น
“ไม่โกรธงั้นเหรอ? แล้วทำไมถึงทิ้งผมแล้วหนีมาที่จิงซื่อ? ทำไมอยู่ๆ ถึงจะไปแต่งงานกับคนอื่น? พี่ชิวไป๋...พี่้าอะไรผมก็ให้ได้ทั้งนั้น แต่อย่าเมินผมแบบนี้...”
“ฉันไม่้าอะไรทั้งนั้น”
“แล้วผมต้องทำยังไง?”
“อะไรคือต้องทำยังไง?”
“ถ้าพี่ไม่ได้เตรียมใจที่จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต แล้วมายั่วผมั้แ่แรกทำไม?” ดวงตาของฉู่เจียงไหลแดงก่ำ ลมหายใจถี่กระชั้น ความเ็ปที่เขาแสดงออกมาดูจริงใจอย่างที่สุด ทำให้ชั่วขณะหนึ่ง ฉู่ชิวไป๋ถึงกับเผลอคิดไปว่าตัวเองคือคนเลวที่เริ่มต้นความสัมพันธ์แล้วก็ทอดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
แต่เขาไม่ใช่...
ฉู่ชิวไป๋เหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะโต้เถียงเื่ไร้สาระอีกต่อไป เขาจึงเบือนหน้าหนีเพื่อหลบเลี่ยงสายตาแผดเผาที่พุ่งตรงมา
“เจียงไหล...ตอนที่ฉันเพิ่งออกจากเจียงฮู่เมื่อสามเดือนก่อน ฉันก็พูดชัดแล้วนะ ว่าเราจะช่วยกันดูแลแม่ และเป็พี่น้องที่ดีที่สุดตลอดไป”
“ใครอยากจะเป็พี่น้องที่ดีที่สุดกับพี่!” ฉู่เจียงไหลโกรธจัดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ท่าทางของเขาดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “ฉู่ชิวไป๋! พี่ไม่พอใจอะไรผมกันแน่ บอกมาสิ! ผมจะแก้!”
“ไม่มี…ไม่มีอะไรที่ฉันไม่พอใจ”
ฉู่ชิวไป๋หลุบตาลง ฝืนใจตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “ฉู่เจียงไหล นายดีมาก แต่เราจบกันแล้ว”
ฉู่เจียงไหลชะงักไป “หมายความว่ายังไงที่ว่าจบกันแล้ว? พี่จะเลิกกับผมงั้นเหรอ?”
การเผชิญหน้าที่ไม่มีวันจบสิ้นทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก แม้เมื่อคืนเพิ่งจะได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ซึ่งหาได้ยากในรอบหลายเดือน แต่เขาก็ยังรู้สึกอ่อนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางทีเขาอาจเป็หนึ่งในไม่กี่คนบนโลกนี้ ที่ต้องมาคุยเื่ 'เลิกรา' กับน้องชายที่โตมาด้วยกัน
“ผมไม่ยอม!”
ความรักต้องเกิดจากความเห็นชอบของคนสองคน แต่การเลิกราไม่จำเป็ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย เพียงแค่คนใดคนหนึ่งตัดสินใจก็เพียงพอแล้ว
“ไม่ใช่การเลิกกันหรอกนะ เจียงไหล...นายยังคงเป็น้องชายที่สำคัญที่สุดของฉันเสมอ”
ความขมขื่นไหลบ่าขึ้นมาจุกอยู่ที่กลางอก แต่ฉู่ชิวไป๋ยังคงแสร้งทำเป็ไม่รู้สึกอะไร เมื่อฝืนไปนานๆ เข้า เขากลับรู้สึกโล่งใจขึ้นอย่างน่าประหลาด
แต่ดูเหมือนฉู่เจียงไหลจะถูกท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขาทำให้โกรธจัด อีกฝ่ายจึงปรี่เข้ามากดฉู่ชิวไป๋ลงบนเก้าอี้ บิดข้อมือของเขาอย่างแรง แล้วคาดคั้นเสียงดัง “ทำไมพี่ทำกับผมแบบนี้! ผมทำผิดอะไร? ผมเป็คนสุดท้ายในโลกรึไงที่รู้ว่าพี่จะแต่งงาน?!”
แล้วทำไมนายถึงทำกับฉันแบบนั้น?
ฉู่ชิวไป๋ตั้งคำถามนั้นในใจ เขาถูกกดไว้แน่น ข้อมือถูกบีบจนเจ็บแปลบ ฉู่เจียงไหลโน้มตัวลงมาด้วยท่าทีคุกคาม แววตาแฝงความมืดมนไปชั่วขณะ แต่น้ำเสียงของเขากลับอ่อนหวานราวกับน้ำผึ้ง
“พี่ชิวไป๋ อย่าทิ้งผมไปเลยนะครับ…พี่เคยบอกว่าชอบผมที่สุดไม่ใช่เหรอ? ผมยอมตายดีกว่าต้องแยกจากพี่”
ขนตางอนยาวสั่นไหวราวเด็กน้อย ดวงตาที่เหมือนกับสุนัขตัวน้อยเปล่งประกายความสิ้นหวังและน่าสงสาร
ฉู่เจียงไหลเพิ่งลงจากเครื่องบินที่บินตรงจากนิวยอร์กมายังจิงซื่อ ตลอดสิบสองถึงสิบสามชั่วโมงบนเครื่องบิน เขาไม่ได้หลับเลยแม้แต่วินาทีเดียว
และเมื่อได้เห็นหน้าฉู่ชิวไป๋ ความไม่สบายใจและความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกสงบที่น่าอัศจรรย์ ที่มาพร้อมกับความกระสับกระส่ายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ฉู่ชิวไป๋เงยหน้ามองเขา ใบหน้านั้นงดงามจนแทบละสายตาไม่ได้! แม้แต่เส้นเืฝอยในดวงตาที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ก็ยังเป็ตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เขาดูจริงใจและร้อนรน
ทั้งที่เป็ฝ่ายกักขังคนอื่นไว้ใต้ร่างแท้ๆ แต่กลับแสดงท่าทีเหมือนคนที่ทั้งสิ้นหวัง อ่อนแอ และเปราะบาง ราวกับถูกทำร้ายเสียเอง
“อย่าแต่งงานเลยนะ...ผมขอร้อง”
ในอดีต ฉู่ชิวไป๋พ่ายให้กับความไร้เดียงแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาไม่้ากลับไปซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว จึงปรับสีหน้าให้เ็าและเอ่ยเตือนอย่างแข็งกร้าว “ดูเหมือนแม่คงยังไม่ได้บอกนายสินะ ว่าในทางกฎหมาย ฉันแต่งงานแล้ว จดทะเบียนเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนพิธีในสัปดาห์หน้าก็แค่จัดไปตามธรรมเนียมเท่านั้น”
ในชั่วขณะนั้น ขนทั้งร่างของฉู่ชิวไป๋ลุกชันโดยไม่รู้ตัว เขาอดคิดไม่ได้ว่าฉู่เจียงไหลอาจจะบีบคอเขาให้ตายได้จริงๆ
แต่ฉู่เจียงไหลก็ไม่ได้ทำ ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาที่อันตรายและเ็าเหมือนงูพิษถูกแทนที่ด้วยความปวดร้าวราวกับจะแตกสลาย
เขาปล่อยข้อมือของฉู่ชิวไป๋ พร้อมส่งเสียงครางเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ถูกทอดทิ้ง เหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่ถูกเ้าของเอาไปปล่อย เสียใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงห่อไหล่อย่างอ่อนแรงด้วยความเศร้าโกรก “ผมไม่เข้าใจจริงๆ” ฉู่เจียงไหลสะอื้น “แต่มันต้องเป็ความผิดของผมแน่ๆ ผมทำทุกอย่างพังไปหมด แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมผิดตรงไหน”
ถ้าไม่ทำธุรกิจ ฉู่เจียงไหลก็น่าจะเหมาะกับการเป็นักแสดง เพราะเขามีใบหน้าที่งดงาม ฝีมือการแสดงก็ยอดเยี่ยม และไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ชมจำนวนมากจะตกหลุมรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น
แต่ฉู่ชิวไป๋รู้มากเกินไป จึงไม่ยอมเป็แค่ผู้ชมอีกต่อไปแล้ว
“อย่าร้องไห้...”
“งั้นพี่ไม่ไปจากผมได้ไหม? พ่อพี่จากไปแล้ว แม่พี่ก็ไม่ชอบผม ตอนนี้ผมเหลือแค่พี่คนเดียวเท่านั้นจริงๆ”
ในความสับสน ฉู่เจียงไหลซบหน้าลงบนไหล่ของเขา เสียงของเขาอ่อนแอและแ่เบา