ในแต่ละวันหลังแยกกับอาเฉินฉวนลี่ถิงก็ขลุกอยู่ที่โรงย้อมโรงทอ ผู้เรียนทอผ้านางให้นั่งกี่ทอผ้าคนละตัวเพื่อจะได้ลงมือทำั้แ่ต้นจนจบส่วนคนที่สนใจการย้อมก็เริ่มจากพื้นฐาน ให้เหล่าลูกศิษย์รู้จักสีที่ใช้ในการย้อมผ้าก่อน
“โรงย้อมส่วนใหญ่ที่รับงานมากๆจะใช้สีที่ซื้อมาจากร้าน สีที่ได้มาจะเป็ก้อนแบบนี้”
ฉวนลี่ถิงหยิบสีย้อมผ้าก้อนกลมขนาดครึ่งฝ่ามือให้นางกำนัลหกคนดู
“ร้านที่ทำสีย้อมผ้าจะเริ่มด้วยการสกัดสีจากพืชและดอกไม้เมื่อสีที่ได้แห้งจับตัวกัน ก็จะทุบจนเป็ผงแล้วอัดเป็ก้อนขนาดเท่าๆ กันให้เรานำผงเตี้ยนหลาน[1] ผงหงฮวา[2]ที่ได้มาละลายในหม้อต้มและใช้ได้ทันทีแต่สีพวกนี้มีราคาแพง หากย้อมใช้ในครัวเรือน โดยมากจะใช้สีจากธรรมชาติใกล้ตัว เช่นรากไม้ เปลือก ใบ ผล แม้กระทั่งดินที่เราเหยียบย่ำไปมาก็สามารถเอามาย้อมผ้าได้เช่นกัน”
“จะไม่สกปรกแย่หรือเ้าคะ”เสี่ยวหงถาม
“หลังจากย้อมต้องผ่านกระบวนการซักหลายขั้นตอนรับรองก่อนเ้านำผ้าขึ้นตาก ผ้าผืนนั้นต้องสะอาดสุดๆ แน่ใบพืชเกือบทุกชนิดจะให้สีใกล้เคียงกับสีเขียว สีจากแก่นลำต้นมักจะเป็สีเหลืองหรือน้ำตาลสีจากพวกดอกและผลส่วนมากจะให้สีตามดอกและผลที่เรามองเห็น เช่นสีดำจากลูกอูมู่ สีน้ำตาลอ่อนของเปลือกหอม”
“เปลือกหอมก็ย้อมผ้าได้ด้วยหรือเ้าคะ”นางกำนัลวัยประมาณสิบห้าปีร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ได้สิ ไว้ข้าจะสอนเ้า”ฉวนลี่ถิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มรู้สึกภาคภูมิใจที่อาชีพของตนสามารถถ่ายทอดและทำประโยชน์ให้คนอื่นได้บ้าง “ข้อควรรู้คือสีที่ได้จากดอกและใบพืชจะมีความคงทนน้อยกว่าสีที่ได้จากแก่นกับรากและสีย้อมธรรมชาติเหล่านี้จะดูดติดเส้นไหมได้ดีที่สุด รองลงมาคือฝ้าย”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ซื้อสีมาใช้เลยสิเ้าคะจะได้ติดทนนาน”
“ข้าก็เพียงแนะแนวทางประหยัดให้เ้าน่ะเสี่ยวหง”
“เ้าค่ะนายหญิง”นางกำนัลคนสนิททำหน้ายู่
“นอกจากสีที่ได้จากพืชแล้วมีสีที่ได้จากสัตว์ด้วยนะ”
“สีแดงของเืหรือเ้าคะ”เสี่ยวลู่ถามขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าแหยะๆ เมื่อนึกถึงกลิ่นของเื
“ใช่ที่ไหนกันเล่าสีแดงจากจื่อเจียวฉง[3]ต่างหากอย่าเพิ่งเข้าใจว่าข้าจะตำเ้าแมลงนั่นให้แหลกตายคาที่เชียวที่เราใช้ก็คือมูลของมัน ก่อนอื่นต้องนำมูลเหนียวๆ ไปแช่น้ำเพื่อให้สีมันละลายก่อนค่อยตำหรือบดให้ยางที่ได้แตกออกเป็ก้อนหยาบๆ แล้วค่อยนำไปร่อนผ่านตะแกรงไม้ไผ่ขั้นตอนต่อมาก็นำไปใส่ถุงผ้าอบความร้อนให้มันละลายก่อนจะเอามาคั้นจนได้สีไว้ใช้ย้อมผ้า”
“เ้าสีนี้ข้าว่าเราซื้อเอาดีกว่านะเ้าคะ” เสี่ยวหลิงออกความเห็น
“ส่วนใหญ่ก็ซื้อด้วยกันทั้งนั้นแหละเพราะสะดวกกว่ากันมาก หรือเราอาจใช้สีแดงจากแก่นต้นซูฟัง[4]แทนสีแดงจากจื่อเจียวฉงก็ได้นอกจากสีพื้นๆ ที่ข้ากล่าวมาข้างต้น เรายังสามารถผสมสีใหม่ๆ ขึ้นมาใช้เองได้ด้วยแต่นั่นพวกเ้าต้องผ่านพื้นฐานให้ได้เสียก่อน ค่อยว่ากันต่อ”
หลังจากอธิบายยืดยาววันถัดมา ฉวนลี่ถิงซึ่งสวมผ้าคลุมเตรียมพร้อมก็พานางกำนัลที่ยินดีเป็ลูกศิษย์ของนางหัดย้อมผ้าหม้อต้มสีขนาดหนึ่งคนโอบกำลังพวยไอความร้อน ผิวน้ำร้อนเป็พรายฟองเล็กน้อยหญิงสาวใช้ไม้คนกดผ้าจมลงในน้ำ
“วิธีย้อมผ้าที่ง่ายที่สุดก็คือการแช่แต่ต้องจำไว้ให้ดี ก่อนจะย้อม ผ้าผืนนั้นต้องสะอาดนำผ้าไปจุ่มน้ำให้ทั่วแล้วบิดให้หมาดก่อนลงต้มในหม้อย้อมผ้าเปียกจะดูดซึมสีได้ดีกว่าผ้าแห้ง จะย้อมผ้าให้ได้สีสม่ำเสมอกันทั่วผืนนั้นนอกจากปริมาณน้ำสีในหม้อต้มแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความร้อนขณะนำผ้าลงย้อมด้วยตอนที่ย้อมก็ให้พลิกกลับผ้าไปมาด้วยไม้คน เราจำเป็ต้องขยำผ้าเกือบตลอดเวลาของการย้อมครึ่งชั่วยามก่อนจะแช่ผ้าไว้”
ขณะนางพูดเม็ดเหงื่อก็ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากด้วยความร้อนจากไอน้ำบนเตา
“งานหน้าเตาร้อนๆอย่างนี้ พวกเ้าจะไหวรึ” ฉวนลี่ถิงถามยิ้มๆเหล่าลูกศิษย์ต่างรับคำแข็งขันจะเรียนรู้จากนางให้มากที่สุด
บ่ายคล้อยของวันหนึ่งในอีกสิบวันต่อมาที่โรงย้อมผ้า หลังจากลูกศิษย์สาวผ่านขั้นตอนการย้อมสีด้วยหม้อต้มแล้วฉวนลี่ถิงก็เริ่มสอนวิธีย้อมผ้าอีกรูปแบบหนึ่ง คนไหนที่เรียนไม่ทันนางก็สอนให้ตัวต่อตัว หรือบางครั้งลูกศิษย์ที่มีพัฒนาการดีกว่าใครเพื่อนก็รับหน้าที่สอนแทนนางมองดูแล้วคนที่มีฝีมือย้อมผ้าขั้นพื้นฐานจนสามารถสอนคนอื่นแทนนางได้ก็คือเสี่ยวหลิง
“นี่คือการทำลายบนผ้าโดยการกันสีย้อมง่ายกว่าการทำลายด้วยไขเทียน วิธีหลังข้าจะสอนหรือไม่ ไว้ค่อยดูฝีมือของพวกเ้าก่อน”อีกเื่ที่ต้องใช้ตัดสินใจว่าจะสอนหรือไม่ก็คือระยะเวลาที่นางจะได้อยู่ถูหยาง
หญิงสาวจับกึ่งกลางผ้าสีขาวขึ้นเว้นระยะจากยอดของปมผ้าลงมาหนึ่งข้อนิ้ว แล้วใช้เส้นด้ายมัดจนแน่นเหล่าลูกศิษย์สาวทำหน้างง เพราะพวกนางเคยแต่ย้อมผ้าทั้งผืนให้เป็สีเดียวกัน
“เอาง่ายๆถ้าเรามัดผ้าเป็ปมแล้วนำลงย้อม ส่วนที่เรามัดไว้จนแน่น สีก็จะย้อมส่วนนั้นไม่ได้หรือได้ก็ส่วนน้อยที่สุด นั่นจะเกิดความแตกต่างของสีจนเกิดลายขึ้นนอกจากมัดด้วยด้ายหรือเชือก เรายังสามารถใส่ข้าวสาร ลูกปัดก้อนหินที่มีขนาดเท่ากัน แล้วมัดเป็่ๆลายที่ออกมาก็จะสม่ำเสมอราวกับวาดลายด้วยมือ”
“นายหญิงนี่นะมีเื่ให้พวกเราแปลกใจอยู่เรื่อย” เสี่ยวหงชมด้วยใจจริงั้แ่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์มีฉวนลี่ถิงกับองค์ชายน้อยมาพำนักนางรู้สึกว่าชีวิตผู้คนล้วนมีสีสันมากขึ้น นอกจากทำงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันจนแล้วเสร็จพวกนางก็มีเื่ให้ทำด้วยความสุขแต่ละวันพวกนางและเหล่าขันทีมีเื่น่าสนใจให้คุยไม่หยุดปาก
“ข้าก็้าจะเรียนรู้จากพวกเ้าด้วยเหมือนกัน”นางกับอาเฉินต่างได้พึ่งพาอาศัยพวกนางเหล่านี้ ถือเป็มิตรภาพดีๆระหว่างนายกับบ่าว ใครจะคาดหญิงชาวบ้านเช่นนาง วันนี้กลับได้รับการนับถือให้เป็นายกับใครเขาด้วย
หลังจากกระบวนการย้อมผ้าทำกันได้คล่องแคล่วแล้วผ่านมาอีกราวเจ็ดวัน ฉวนลี่ถิงก็เริ่มเกริ่นถึงการอบผ้า
“ขั้นตอนนี้พวกเ้าอาจจะเคยเห็นคนที่ห้องเก็บฉลองพระองค์ทำมาบ้าง”
“เคยเห็นแต่ไม่เคยทำนี่เ้าคะ” อิ๋งอีที่วันนี้โผล่มาเรียนอบผ้าพูด “ข้าก็อยากมีผ้าหอมๆ ไว้ใช้ด้วยเหมือนกันนะ”
“จะเอาไว้ล่อผีเสื้อที่ไหนล่ะพี่อิ๋งอี”เสี่ยวหงเย้าขึ้น
“เ้าก็อยากใส่เสื้อผ้าหอมๆเหมือนกันนั่นแหละ” นางค้อนให้นางกำนัลรุ่นน้อง
“สรุปแล้วอยากจะหอมล่อแมลงหรือไล่แมลงกินผ้าดีฮึ”
“ได้ทั้งสองอย่างก็ดีเ้าค่ะ”อิ๋งอีตอบฉวนลี่ถิง นางกำนัลคนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ได้สิได้นอกจากมีถุงหอมติดตัวเป็เอกลักษณ์เฉพาะคนแล้วเราสามารถทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นมีกลิ่นเฉพาะตัวของเราเอาเป็ว่าได้กลิ่นลอยลมมา ก็รู้เลยว่าเป็ใครที่อยู่บริเวณนี้ อีกทั้งผ้าที่อบดีๆนั้นจะสามารถไล่แมลงมากินผ้าเวลาเก็บไว้ในหีบได้”
ฉวนลี่ถิงวานให้เสี่ยวหงหยิบห่อของที่เพิ่งได้รับจากท่านน้าหลินข้างในมีสมุนไพรและดอกไม้หลายชนิดที่นางวานให้จัดหามา
“ของที่ได้มานี้ก่อนอื่นให้สับเป็ชิ้นเล็กๆ ห่อใบบัวแล้วนึ่งสักหนึ่งชั่วยาม อย่าให้ไอน้ำเข้าไปในตัวสมุนไพรพวกนี้เด็ดขาดเสร็จแล้วนำไปตากแดดจนแห้ง จึงนำไปตำหรือบดให้ละเอียดสมุนไพรเครื่องหอมที่บดแห้งแล้ว เราสามารถเก็บได้นานเป็ปีเวลาจะใช้ให้นำเครื่องหอมบดแห้งนี้มาตำ อาจจะผสมพวกสมุนไพรสดหรือดอกไม้สดอีกก็ได้ก่อนนำไปคลุกกับผ้าชุบน้ำที่้าจะอบเสร็จแล้วให้นำผ้าไปห่อใบบัวนึ่งอีกประมาณสองชั่วยามเป็อย่างต่ำ”
“กว่าจะได้ผ้าหอมๆนี่ยุ่งยากจัง” หนึ่งลูกศิษย์ที่ยืนฟังล้อมตัวฉวนลี่ถิงเปรยเบาๆ
“ข้าถึงได้เกรงว่าพวกเ้าจะถอดใจเสียก่อนไงเล่าครั้งนี้จะทำให้ดูเป็ตัวอย่างก่อน พวกเ้าย้อมผ้าให้เก่งๆ เสียก่อนไว้อยากอบผ้าจริงๆ ก็ให้เลือกสมุนไพรหรือดอกไม้กลิ่นที่ตัวเอง้าอีกที”
“นึ่งผ้าแล้วตากได้เลยหรือเ้าคะต้องซักก่อนไหม ซักแล้วกลิ่นหอมจะจางลงหรือไม่” เสี่ยวหงถามบ้าง
“หลังจากตากแดดจนแห้งถ้า้าซักผ้า เราควรซักด้วยน้ำลูกหยางเถา[5]ทำอย่างนี้กลิ่นหอมจะได้ไม่หายไป หากพิถีพิถันทุกขั้นตอนรับรองว่าผ้าผืนนั้นจะมีกลิ่นหอมติดทนนานหลายปีเลยเชียว”
คำบอกเล่าจากผู้เชี่ยวชาญเื่ย้อมผ้าทำให้สาวๆในตำหนักส่งเสียงฮือฮา หลายคนวาดหวังอย่างสวยงามว่าตัวเองจะคิดค้นกลิ่นเฉพาะตัวสำหรับอบผ้าไว้ใช้เองได้
[1] ผงครามได้มากจากต้นคราม(มู่หลาน) นำกิ่งครามทั้งใบมาแช่น้ำหมักขี้เถ้า เพื่อหมักเอาน้ำครามมาย้อมผ้าสีที่ได้คือสีน้ำเงินเข้ม เรียกว่าสีครามนั่นเอง แต่ต้องย้อมซ้ำหลายครั้งครั้งแรกๆ อาจได้เป็สีฟ้าเข้ม ในการหมักนั้นมีกรรมวิธีที่เรียกว่าการ 'เลี้ยงคราม' หากทำไม่ถูกขั้นตอน ครามจะไม่ให้สีเรียกว่า 'ตาย' น้ำสีที่ยังไม่สมบูรณ์จะเห็นเป็สีเขียวเข้มเมื่อโดนอากาศ จะเข้มขึ้นจนเป็สีน้ำเงิน ถึงสีครามในที่สุด
[2] ดอกคำฝอย
[3] แมลงครั่ง แมลงเล็กๆ มีขนาดโตเท่าตัวไรดำเนินชีวิตโดยวิธีใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้เป็อาหารและถ่ายมูลออกมาเป็สีแดงเกาะติดอยู่บนกิ่งไม้ที่ตัวครั่งเกาะทำรังอยู่มีลักษณะนิ่มเหนียวสีเหลืองทอง เมื่อถูกอากาศนานเข้าจะแข็งและมีสีน้ำตาลครั่งที่เก็บได้จากต้นไม้เรียกว่าครั่งดิบ มีลักษณะสีม่วงแดง นอกจากใช้ย้อมผ้ายังใช้แปรรูปทาเครื่องเรือน เครื่องประดับ ตลอดจนใช้ผนึกเอกสารเพื่อประทับตราของทางราชการ
[4] ต้นฝาง (ซูมู่ ซูฟังมู่) ไม้ยืนต้นขนาดกลางลำต้นและกิ่งมีหนามแข็งและโค้งสั้นๆ อยู่ทั่วไปถ้าเนื้อไม้หรือแก่นเป็สีแดงเข้มและมีรสขมหวาน จะเรียกว่า “ฝางเสน”แต่ถ้าแก่นไม้เป็สีเหลืองส้มและมีรสฝาดขื่น จะเรียกว่า “ฝางส้ม”
[5]มะเฟือง