บทที่ 48 เดินเล่นที่ร้านสหกรณ์
“รบกวนสหายแล้ว ขอถามหน่อยค่ะว่าที่รัดผมนี่ขายยังไงคะ” เสิ่นชิงชิงถามพนักงานขายประจำแผง
พนักงานขายแค่เหลือบตาขึ้นมองครั้งเดียว แล้วก็ก้มหน้าก้มตาแคะเล็บตัวเองต่อ
“ปฏิกิริยาทั้งหมดก็แค่เสือกระดาษ*[1]! ห้าเฟิน!”
“ฉันเอาหนึ่ง เอ่อ… สองอันค่ะ” เสิ่นชิงชิงคิด ๆ ดูแล้ว ก็คิดว่าซื้อให้ตัวเองอันหนึ่งแล้วก็ควรซื้อให้เสิ่นทิงหงอันหนึ่งเหมือนกัน จึงบอกกับพนักงานขายไปเช่นนั้น
เสิ่นถิงหงรู้สึกว่าน่าสนใจ สมัยนี้สื่อสารกันอย่างกับใช้รหัสลับ ดูน่าสนใจไม่น้อย
พนักงานขายหยิบส่งให้เสิ่นชิงชิงสองอัน ของเล็ก ๆ พวกนี้ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซื้อ เสิ่นชิงชิงเลยยื่นแต่เงินส่งให้
สองชิ้นเท่ากับหนึ่งเหมาพอดี ไม่ต้องรอเงินทอน พนักงานขายนำธนบัตรหนึ่งเหมาวางลงบนเส้นลวดจากนั้น ‘รูด’ ลง ธนบัตรก็ถูกเก็บเข้าไปในช่องเก็บเงิน
เสิ่นทิงหงมองดูจนตาลุกวาว น่าสนใจมาก
รับที่รัดผมสีแดงมาแล้วเสิ่นชิงชิงก็ยื่นให้เสิ่นทิงหงหนึ่งอัน
เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้ปฏิเสธและรับมันไว้
“ทิงหง ทำไมเมื่อครู่ฉันรู้สึกเหมือนว่าเธอไม่เคยเห็นโลกนี้มาก่อนเลยนะ” เสิ่นชิงชิงกระซิบเข้าที่ข้างหูเสิ่นทิงหง
ท่าทางที่สนใจใคร่รู้ของเสิ่นทิงหงเมื่อครู่ เธอเห็นหมดแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เธอก็มาออกบ่อยไม่ใช่เหรอ แม้แต่ห้างสรรพสินค้าในอำเภอก็เคยไปอยู่หลายครั้ง
“หืม! ไม่นี่!” เสิ่นทิงหงรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย เธอแค่รู้สึกว่าการสื่อสารสนทนากันในยุคนี้น่าสนใจดี เลยดูเพลินไปหน่อย
หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินเล่นไปถึงแผงขายขนม ขนมสามารถซื้อได้ด้วยตั๋วแลกซื้อขนม ถ้าไม่มีตั๋วแลกซื้อขนม ก็สามารถใช้ตั๋วแลกซื้ออาหารแทนได้ แต่ตั๋วแลกซื้อขนมจะไม่สามารถแลกซื้ออาหารได้
เสิ่นทิงหงมีตั๋วแลกซื้อขนมในมือพอดี เป็นตั๋วที่ก่อนหน้านี้หลิวเยว่ตั้งใจแลกมาได้จากการขายเนื้อหมูป่า
ซึ่งก็ไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไร นอกจากอยากให้ลูกสาวได้มีไว้ใช้แลกซื้อขนม
ดังนั้นจึงแลกมาได้ไม่น้อย ตั๋วแลกซื้อล้วนมีวันหมดอายุ ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงคิดซื้อกลับไปเยอะหน่อย
ถึงแม้ในห้วงมิติจะมีเหมือนกัน แต่มีอยู่ไม่น้อยที่ไม่ค่อยเหมาะกับยุคนี้
ยังไงก็แล้วแต่ มีเงินแล้วนี่ เหลือตั๋วพวกนี้ไว้ไม่ใช้ก็เสียเปล่า
เสิ่นทิงหงรู้สึกตกใจที่เห็นว่ามีกรงเล็บเสือวางขายในสหกรณ์ด้วย
นี่ไม่ใช่ของของถิ่นนี้ ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นมันในตัวอำเภอมาก่อน
สิ่งนี้ค่อนข้างอร่อยเลย เสิ่นทิงหงเคยกินมันมาก่อนตอนเป็นเด็กในชาติที่แล้ว แต่ในยุคหลัง ๆ มีขนมของกินเล่นปล่อยออกมามากมาย ขนมดั้งเดิมแบบนี้จึงค่อย ๆ เลือนหายไป
กรงเล็บเสือไม่ใช่กรงเล็บเสือจริง ๆ แต่เป็นขนมปังที่มีหกมุม ได้ชื่อนี้มาเพราะมีลักษณะคล้ายเล็บเสือ
ขนมปังชนิดนี้ด้านนอกกรอบแต่ไม่แข็ง ด้านในมีความนุ่มและฟู ถ้าจะให้บอกว่ามีรสชาติยังไงเสิ่นทิงหงกลับนึกไม่ออก แต่ความทรงจำในวัยเด็กกลับผุดขึ้นมา
ของสิ่งนี้แบ่งขายเป็นชิ้น ๆ ชิ้นละ 4 เฟิน เสิ่นทิงหงยังจะซื้ออย่างอื่นด้วย พอนับตั๋วแลกขนมที่มีดูแล้ว ก็ซื้อขนมเปี๊ยะมาอีกส่วนหนึ่ง มีทั้งไส้หวานใหม่ ๆ ที่มีเมล็ดงาโรยไว้เป็นไส้เค็ม ที่ไม่มีเมล็ดงาเป็นไส้หวาน ขนมเปี๊ยะธรรมดาก็จะถูกลงมาหน่อย หนึ่งชิ้น สามเฟิน ไส้หวาน สี่เฟิน เสิ่นทิงหงเป็นคนที่ชอบไส้หวานมากกว่า
“เธอซื้อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” เสิ่นชิงชิงเบิกตากว้าง แล้วถามขึ้นเบา ๆ
“เธอมีตั๋วมากขนาดนั้นเหรอ”
เสิ่นทิงหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เธอไม่ได้โง่ซะหน่อย ถ้าไม่มีตั๋วขนาดนั้น เธอย่อมไม่สามารถซื้อได้ขนาดนี้
“มีแน่นอนซิ” เสิ่นทิงหงพูด
จนเสิ่นทิงหงจ่ายเงินออกไป เสิ่นชิงชิงก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังฝันอยู่
“เธอเอาตั๋วมากมายนี่มาจากไหน”
เสิ่นทิงหงมองไปรอบ ๆ จนแน่ใจว่าจะไม่มีใครได้ยินจึงพูดขึ้นเบา ๆ “แม่ฉันไปหาแลกมา”
เสิ่นชิงชิงน้ำลายไหลด้วยความอิจฉาแล้ว
“คุณป้าดีต่อเธอมากจริง ๆ” อิจฉา อิจฉาไม่ไหว
“ถ้าเธอกลายมาเป็นลูกสะใภ้ แม่ฉันก็จะดีกับเธอแบบนี้เหมือนกันแน่นอน” เสิ่นทิงหงยิ้มชั่วร้าย
ต่อให้เสิ่นชิงชิงแก่นเซี้ยวยิ่งกว่านี้ แต่เธอก็รู้จักอาย โดยเฉพาะเมื่อเธออยู่ข้างนอกแบบนี้
“ถ้าเธอพูดเหลวไหลแบบนี้อีกฉันจะโกรธแล้วนะ คนอื่นได้ยินเข้า ได้ถูกหัวเราะเยาะกันพอดี” เสิ่นชิงชิงถลึงตาใส่
เสิ่นทิงหงปิดปากหัวเราะ
ทั้งคู่พูดคุยหัวเราะกันไปขณะเดินเล่นได้ไม่นาน เสิ่นทิงหงก็ซื้อน้ำมันมาได้อีกหนึ่งจิน ใช้เงินไป 8.8 เหมา น้ำมันนี่แพงจริง ๆ
น้ำมันที่บ้านเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว ครั้งนี้ออกมากับเสิ่นชิงชิงเธอเลยตัดสินใจซื้อกลับไปด้วย ไม่งั้นกลับไปจะให้เอาออกมาจากห้วงมิติก็ไม่ค่อยสะดวก
เพราะพูดเรื่อยเปื่อยมาถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกกระดากอยู่บ้าง
ทั้งสองพากันเดินออกมาเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ที่อื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรให้น่าเดินแล้ว
ตอนที่เสิ่นทิงหงกำลังเตรียมจะกลับที่พักนั้นก็มองไปเห็นตรอกเล็ก ๆ ที่มีคนเร่ง ๆ รีบ ๆ เดินออกมาพร้อมกับตะกร้าก้นลึกที่แบกไว้บนหลัง
เสิ่นทิงหงตาลุกวาว นี่ต้องเป็นตลาดมืดแน่ ๆ
เธออยากไปแสวงลาภสักหน่อย
ดังนั้น…
“ชิงชิงจ๋า อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาก เธอไปรอฉันที่ด้านหน้าก่อนนะ”
เสิ่นชิงชิงสงสัย “เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลยนี่”
เสิ่นทิงหงตอบ “ใครจะรู้ได้ล่ะ”
“เอาเถอะ ถ้างั้นก็ไวหน่อยนะ” เสิ่นชิงชิงพูดจบก็รับสัมภาระของเธอมา แล้วออกไปยืนรอที่ด้านหน้า
เสิ่นทิงหงรู้ว่าห้องน้ำไปทางไหน ดังนั้นจึงตรงไปที่ห้องน้ำสาธารณะ จากนั้นก็ปิดประตู เข้าไปในห้วงมิติแล้วเปลี่ยนชุดออกมา ใช้ผ้าพันคอปิดหน้าเอาไว้ แต่งตัวให้เหมือนกับหญิงวัยกลางคน ที่มีแค่ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นที่ดูไม่เข้ากัน
แต่ก็ช่างมันเถอะ ต่อให้คนอื่นรู้ว่าเธอแกล้งแต่งตัวแบบนี้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ดูไม่ออกว่าตัวจริงของเธอเป็นใครเป็นใช้ได้
จะมีสักกี่คนเชียวที่ไม่แต่งตัวปกปิดในตลาดมืด
หลังจากปลอมตัวแล้วก็ออกจากห้องน้ำมา แล้วไปยังตรอกที่เห็นคนเดินออกมาเมื่อครู่ ตอนนี้เธอสะพายตะกร้าไว้บนหลัง ด้านบนมีผ้าสีน้ำเงินคลุมอยู่ ทำให้ดูไม่ออกว่าข้างในตะกร้าเป็นอะไร
กลายเป็นว่าหลังจากเดินเข้ามาในตรอกไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับวัยรุ่นคนหนึ่งที่หน้าประตูทางเข้าโถงโถงหนึ่ง
เขามีความตื่นตัวสังเกตไปรอบ ๆ ตอนที่เสิ่นทิงหงปรากฏตัวเขาก็เห็นแล้ว เห็นว่าเสิ่นทิงหงยืนอยู่ที่ประตูไม่เดินไปไหน ก็ถามขึ้นเสียงดุ ๆ “ทำอะไรน่ะ”
“มาหาท่านแม่เฒ่า” เสิ่นทิงหงพูด
ท่านแม่เฒ่าคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นรหัสลับ มีท่านแม่เฒ่าจริง ๆ ที่ไหนกัน นี่เป็นเรื่องที่หลิวเยว่หลุดพูดออกมาตอนที่เล่าเรื่องตลาดมืดให้ฟัง เธอเลยจำเอาไว้
วัยรุ่นคนนั้นได้ยินประโยคนี้ก็ผ่อนคลายลงไปไม่น้อย สีหน้าก็เป็นมิตรขึ้นมาหน่อย “กฎเดิม!”
เสิ่นทิงหงพยักหน้าแล้วหยิบเงินที่เตรียมล่วงหน้าเอาไว้ออกมาห้าเฟิน
นี่เป็นค่าผ่านประตู ถ้าต้องการมาที่ตลาดมืดก็ต้องเต็มใจจ่ายเงินจำนวนนี้ พอเงินได้เงินไปแล้วพวกเขาก็จะคอยช่วยคุ้มครองให้
ยกตัวอย่างเช่นเวลามีคนน่าสงสัยโผล่มา เขาก็จะประกาศให้ทุกคนได้รู้
เมื่อเห็นเสิ่นทิงหงยอมจ่ายเงินมาดี ๆ เด็กวัยรุ่นก็ไม่สงสัยอะไร สามารถบอกรหัสลับได้ แล้วยังรู้ว่าต้องจ่ายเงิน ต้องเป็นคนที่มาที่นี่บ่อย ๆ แน่
เธอผ่านเข้ามาในตลาดมืดได้อย่างราบรื่น เข้ามาแล้วถึงได้เห็นว่าเป็นโลกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
[1] ปฏิกิริยาทั้งหมดก็แค่เสือกระดาษ เป็นคำกล่าวของเหมาเจ๋อตงที่พูดกับนักข่าวสาวชาวอเมริกัน เป็นการพูดถึงพรรคก๊กมิ่นตั๋งว่าเป็นพวกที่ท่าทีดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วกลับไม่มีอะไร เพื่อสร้างกำลังใจให้แก่คนในพรรคคอมมิวนิสต์ โดยมาจากแนวคิดที่ว่า เราต้องดูหมิ่นศัตรูอย่างมีกลยุทธ์ กล้าต่อสู้ และกล้าที่จะคว้าชัยชนะ