กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 ตื่นขึ้น

            ซาเฉียนหลี่เป็นที่รู้จักในฐานะนักเวทอันดับหนึ่งของแคว้นจินหลานเขาสามารถร่ายคาถาระดับสูงได้ และมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการร่ายเวท

            อันตรายที่เกิดจากการโต้พลังกลับของคำสาปแม่มดจากคาถาชำระล้างนั้นอันตรายมากเพราะมันจะมุ่งเป้าส่งพลังไปที่ศีรษะของบุคคลที่ร่ายคาถานั้นดังนั้นหากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

            และเรื่องนี้ของเสวี่ยปิงหนิงทำให้หลัวเลี่ยเป็นทุกข์มากที่สุด

            หลังจากตรวจสอบไปราวครึ่งชั่วโมงซาเฉียนหลี่ก็ยังคงไม่หยุดร่ายเวท รัศมีของแสงโปรยลงมาที่ศีรษะของเสวี่ยปิงหนิง ในที่สุดก็ถึงเวลาตัดสินชะตาแล้ว

            “ท่านราชครู”หลัวเลี่ยขาดความมั่นใจและเป็นกังวลอย่างมาก

            ซาเฉียนหลี่ยกยิ้ม “ตอนนี้ข้าสามารถบอกท่านอ๋องน้อยได้อย่างชัดเจนว่าข้ามั่นใจอย่างแน่นอน”

            หัวใจของหลัวเลี่ยกระตุกทันที“เช่นนั้นรบกวนท่านราชครูแล้ว”

            “ท่านอ๋องน้อยอย่าได้เกรงใจเมื่อผู้อาวุโสหลิวเอ่ยปากด้วยตนเอง นี่ถือเป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำแล้ว”

            ซาเฉียนหลี่หยิบสมบัติสามชิ้นออกมาทันที

            มีน้ำสีแดงรากต้นไม้สีฟ้า และหยกสีขาวใสเงางาม

            ราชครูถือพู่กันเวทเอาไว้แล้วเริ่มต้นร่ายเวทมนตร์เขารวบรวมเอาพลังธรรมชาติโดยรอบในระยะสองลี้นี้มาไว้ที่ปลายพู่กันแล้วแตะพู่กันเวทลงบนสมบัติทั้งสามอย่างต่อเนื่องจากนั้นสมบัติทั้งสามก็หายไปทันทีทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเป็นปกติ

            ปลายพู่กันของราชครูส่งกลิ่นหอมมอมเมาผู้คนออกมาจากนั้นเขาก็แตะปลายพู่กันลงที่หว่างคิ้วของเสวี่ยปิงหนิงอย่างอ่อนโยน

            หลังจากนั้นไม่นานประกายที่ปลายพู่กันก็หายไปซาเฉียนหลี่จึงนำพู่กันกลับมาเก็บไว้ตามเดิม

            “เสร็จแล้ว”ซาเฉียนหลี่พูดด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเสวี่ยจะตื่นขึ้นมาภายในสองถึงสามวันหลังจากนี้”

            หลัวเลี่ยมีความสุขมาก

            เดิมทีเขาคิดว่ามันจะยุ่งยากมากไม่คาดคิดว่ามันจะง่ายดายเพียงนี้

            “ต่อไปก็ต้องขอให้ท่านอ๋องน้อยเข้าร่วมการประลองยุวราชันแห่งสิบแคว้นเพื่อคว้าชัยชนะแล้ว”ซาเฉียนหลี่กล่าว

            “ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”หลัวเลี่ยตอบ

            ซาเฉียนหลี่ส่ายหัว“ไม่ใช่แค่พยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ท่านต้องชนะเท่านั้น”

            หลัวเลี่ยเลิกคิ้วทั้งสองข้างอีกครั้ง“ชัยชนะมันสำคัญกับพวกท่านมากขนาดนั้นเชียวหรือ?”

            “สำคัญมาก” ซาเฉียนหลี่พูดน้ำเสียงจริงจัง

            “ได้ข้าจะคว้าชัยชนะมาให้พวกท่านอย่างแน่นอน”หลัวเลี่ยเองก็อยากประลองกับผู้มากฝีมือจากสิบแคว้นอยู่แล้ว

            หลังจากซาเฉียนหลี่กลับไปแล้วหลัวเลี่ยก็นั่งลงข้างเตียง มองเสวี่ยปิงหนิงอย่างเงียบๆ

            เสวี่ยปิงหนิงหลับใหลเหมือนเจ้าหญิงนิทรานางสงบมาก

            ผิวขาว คิ้วดกดำขนตายาวดกดำ ใบหน้าขาวอมชมพู ริมฝีปากมีเลือดฝาด ทุกอย่างช่างงดงามยิ่งนัก

            แม้จะมีการกล่าวกันว่ามีสามสาวงามที่หาผู้ใดเปรียบไม่ได้ในแปดร้อยแคว้น และหลิวหงเหยียนคืออันดับหนึ่งแต่ความจริงแล้วความงามของเสวี่ยปิงหนิงไม่ได้ด้อยกว่าความงามของหลิวหงเหยียนเลยแค่นางไม่มีสถานะจักรพรรดินีดั่งหลิวหงเหยียนเท่านั้น

            เขาลูบใบหน้าของเสวี่ยปิงหนิงพูดเบาๆ ว่า “พี่ปิงหนิง ข้าจะรอท่านฟื้นขึ้นมานะ”

            ตั้งแต่นั้นมาหลัวเลี่ยก็นั่งอยู่ข้างเตียงสายตาของเขาไม่เคยละจากเสวี่ยปิงหนิงเลย

            ประการแรกเขากังวลว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นแล้วหากท้ายที่สุดนางไม่ตื่นเล่า เขายังคงกังวลเล็กน้อย

            อีกประการหนึ่งคือความรู้สึกซาบซึ้งที่ยังคงอยู่ภายในใจ

            ในเช้าตรู่หลังจากผ่านไปสองวันหนึ่งคืนเสวี่ยปิงหนิงซึ่งหัวใจเต้นแผ่วเบาและหายใจอ่อนแรงก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นนางกลอกตาสองครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีขาวดำคู่หนึ่ง

            ทันทีที่นางลืมตาขึ้นเสวี่ยปิงหนิงก็เห็นหลัวเลี่ย

            พวกเขาทั้งสองสบตากันไม่มีใครพูดอะไร

            หลัวเลี่ยเอื้อมมือไปจับมือเรียวเนียนดั่งหยกของเสวี่ยปิงหนิง

            เสวี่ยปิงหนิงที่ไม่ได้หลบเลี่ยงก็แตะเข้าที่หลังมือของหลัวเลี่ยอย่างนุ่มนวลเช่นกัน

            ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม

            ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายมากกว่าคำพูดใดๆ

            คงต้องยอมรับว่าฝีมือของซาเฉียนหลี่นั้นถึงขั้นอัจฉริยะเพราะหลังจากที่เสวี่ยปิงหนิงตื่นขึ้นมา และได้พักผ่อนไปหนึ่งวันนางก็ลุกขึ้นเดินได้และหลังจากผ่านไปสองวันนางก็กลับมามีสุขภาพที่ดีเช่นคนปกติ

            หลัวเลี่ยละทิ้งความกังวลในเรื่องนั้นโดยสิ้นเชิงและอุทิศตนให้กับการฝึกฝนพลัง

            เขาต้องการที่จะทำตามสัญญา

            ช่วยแคว้นจินหลานคว้าชัยชนะการประลองยุวราชันแห่งสิบแคว้น

            ทุกวันนี้ซาเฉียนหลี่ยังคงส่งข้อมูลของผู้มากฝีมือจากสิบแคว้นที่จะเข้าร่วมการประลองให้เขาอย่างต่อเนื่องแต่ละครั้งทั้งสองคนจะใช้เวลาปรึกษาหารือกันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมง ข้อมูลหลายสิ่งหลายอย่างทำให้หลัวเลี่ยมีความเข้าใจในสถานการณ์ของแคว้นทั้งสิบมากขึ้นซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงแคว้นจินหลานด้วย

            ในเวลาเดียวกันเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมแคว้นจินหลานถึงต้องชนะการประลองยุวราชัน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในเขตแดนระหว่างแคว้นจินหลานและแคว้นเฉียนซานทั้งสองแคว้นล้วนได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังที่ทรงพลัง โดยกองกำลังที่สนับสนุนแคว้นจินหลานอยู่คือหอเซียวเหยาส่วนกองกำลังที่สนับสนุนแคว้นเฉียนซานคือหอการค้าฟ้านเทียน ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังขนาดใหญ่เทียบเท่ากับหอเซียวเหยา

            กองกำลังทั้งสองจะไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องเขตแดนนี้เด็ดขาดพวกเขาปล่อยให้ทั้งสองแคว้นจัดการกันเอง

            และทั้งสองแคว้นก็รู้ดีว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อกองกำลังที่สนับสนุนพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

            ดังนั้นพวกเขาจึงใช้การประลองยุวราชันนี้เป็นตัวตัดสิน

            ผู้ชนะจะมีอำนาจในการตัดสินเขตแดนของทั้งสองแคว้น

            ซึ่งหากต้องการเป็นผู้ชนะก็ต้องเข้าร่วมการประลองจนชนะเสียก่อน

            ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการประลองในฐานะตัวแทนของแคว้นจินหลานคือองค์ชายสามและองค์ชายเก้าองค์ชายทั้งสองล้วนเป็นผู้ที่เข้าใกล้ตำแหน่งกษัตริย์แห่งแคว้นจินหลานในรัชสมัยต่อไปมากที่สุด

            และเพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งกันภายในที่จะส่งผลต่อแคว้นจินหลานดังนั้นท่านราชครูซาเฉียนหลี่และกษัตริย์แห่งแคว้นจินหลาน จึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังผู้อาวุโสเจ็ดหลิวจื่ออั๋งแห่งหอเซียวเหยา

            ทว่าหลิวจื่ออั๋งไม่เคยตอบกลับมาจนครั้งนี้ที่เกิดเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาขึ้น และหลิวจื่ออั๋งก็เห็นความสามารถของหลัวเลี่ยเข้าพอดีรวมทั้งตัวตนของหลัวเลี่ยก็ไม่เกี่ยวข้องกับหอเซียวเหยา และไม่ขัดต่อสองกองกำลังสนับสนุนดังนั้นเขาจึงส่งหลัวเลี่ยมา

            “ดังนั้นหากข้าต้องการเข้าร่วมการแข่งขัน นอกเหนือจากการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือรุ่นเยาว์จากอีกเก้าแคว้นแล้วข้ายังต้องแข่งกับยอดฝีมือจากแคว้นจินหลานด้วยหรือ” หลัวเลี่ยคิดว่ามันค่อนข้างตลก“แทนที่จะทำเช่นนี้ สู้ข้าลงแข่งคนเดียวไม่ดีกว่าหรือ”

            “ไม่ได้ หากตัวแทนของแคว้นจินหลานไม่มีคนของแคว้นจินหลานเลยคนอื่นคงไม่ยอมแน่” ซาเฉียนหลี่กล่าว

            หลัวเลี่ยกล่าวว่า “ยุ่งยากเสียจริงเช่นนี้ก็หมายความว่า ข้าคนเดียวต้องเอาชนะยอดฝีมือจากสิบแคว้นด้วยตนเองใช่หรือไม่”

            ซาเฉียนหลี่ครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “ยังพอมีเวลาก่อนจะถึงงานประลองหากเจ้าใช้ช่วงเวลานี้ผูกมิตรกับองค์ชายสามและองค์ชายเก้าได้เรื่องทุกอย่างก็คงง่ายขึ้น”

            หลัวเลี่ยเม้มริมฝีปากเขาขี้เกียจไปผูกมิตรกับองค์ชายสามและองค์ชายเก้า

            ตามข้อมูลที่ได้มาจากซาเฉียนหลี่เกี่ยวกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์จากสิบแคว้นส่วนใหญ่พวกเขาล้วนมีพลังอยู่ในระดับผู้ฝึกตนระดับที่เจ็ดถึงระดับที่แปดอาจมีบางคนที่อยู่ในระดับผู้ฝึกตนระดับที่เก้าในขณะที่หลัวเลี่ยยังคงอยู่ในระดับผู้ฝึกตนระดับที่หกเท่านั้น

            แม้ว่าเขาจะมีเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินวิชาหมัดผู้พิชิตที่อยู่ในระดับถ่องแท้ วิชาก้าวมังกรที่อยู่ในระดับเชี่ยวชาญและเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ หากให้ต่อสู้กับคนจำนวนสี่ถึงห้าคนย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่หากเป็นจำนวนมากถึงสิบคน เขาคงไม่สามารถรับมือได้ง่ายๆ และพวกเขาก็คงจะมีเคล็ดวิชาขั้นสูงอีกมากมายเป็นแน่

            ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาต้องทำคือฝึกฝนด้วยกำลังทั้งหมดของตนเองและเพื่อให้สามารถเลื่อนลำดับขั้นพลังได้ก่อนการแข่งขันหากเขาสามารถไปถึงระดับผู้ฝึกตนในระดับที่เจ็ดหรือระดับที่แปดเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจองค์ชายสามหรือองค์ชายเก้าอีก เพราะยอดฝีมือทั้งสิบแคว้นนั้นแค่เขาคนเดียวก็สามารถจัดการได้แล้ว

            หลังจากหลัวเลี่ยคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่า นอกเหนือจากเขาต้องฝึกฝนวรยุทธ์ทุกวัน เขาก็ต้องศึกษาข้อมูลของยอดฝีมือจากแคว้นต่างๆด้วย แต่ใครจะรู้ว่าในอีกครึ่งเดือนต่อมาเขาจะได้รับจดหมายเชิญจากองค์ชายเก้า

            เนื้อหาคือเชิญให้เขาไปร่วมงานไหว้พระจันทร์ในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนแปด หรือก็คือในอีกสองวันข้างหน้านี้