ขณะนี้เมฆไม่สามารถรับรู้ถึงส่วนต่างๆ ในร่างของตนได้อีกแล้ว เนื่องจากแขน ขา มือ เท้า ชิ้นส่วนอวัยวะภายในร่างล้วนแต่อยู่ในสายตาของเมฆ ฝูงสัตว์อสูรที่มารวมตัวกันส่งเสียงกรีดร้องบ้างก็ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิ้นส่วนของเมฆ บ้างก็กินกันเอง ทุกวินาทีที่ผ่านยาวนานราวกับฝันร้ายที่ไร้สิ้นสุด ความทุกข์ทรมานที่เกินจะบรรยายออกมา “ทำไมถึงไม่ยังตายสักที” เมฆได้แต่รำพันในใจหวังแต่ว่าตนจะตายเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทรมานเสียที
แหมะ แหมะ แหมะ ไม่มีสิ่งใดสังเกตเห็นเืของเมฆซึมลงไปใต้ดินค่อยๆ ไหลลงมารวมตัวกันอย่างๆ ช้าๆ ที่กระบี่หักเล่มหนึ่ง
ใบกระบี่ที่หักถูกกัดกร่อนจากสนิมสีแดงที่จับเป็คราบหนา ค่อยๆ ดูดซึมเืที่รวมตัวกันอย่างกระหาย ใบกระบี่ที่ขึ้นสนิมเริ่มมีสีแดงประหนึ่งพลังชีวิตที่ถูกฟื้นกลับมา
“อ่าเืหอมๆ มาจากไหนกัน หอมเหลือเกิน” เสียงประหลาดที่ออกมาจากกระบี่หักเล่มนั้นค่อยๆ ดังขึ้น สัตว์อสูรที่มารวมตัวกัดกิน ‘ซาก’ ของเมฆตะกุยตะกายหนีตายกันจ้าละหวั่น บางตัวที่อ่อนแอถึงกับหมดสติไปทันที
เสี้ยวสติสุดท้ายของเมฆที่ไม่ขาดใจตายไปภาพต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมารวมถึงบ่วงที่ทำให้เขาไม่ขาดใจตายสักที ความทรงจำที่เลือกจะลืมไปค่อยๆ ย้อนกลับมา ภาพครอบครัวที่สุขสันต์สิ่งยึดเหนี่ยวที่ทำให้ความอาวรณ์เป็เชื้อไฟแห่งชีวิตที่ต่อชีวิตอันสิ้นหนทางของเขา
“ถ้าชีวิตหลังความตายมีจริง ขอให้พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกนะครับ” สติสุดท้ายก่อนความทรมานจะหายไป ราวกับว่าจมดิ่งลงในแอ่งน้ำที่เหนียวหนืดไร้ซึ่งแสงสว่าง
“เฮี้ยกๆๆ!!” เสียงชั่วร้ายที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความมืด สิ่งชั่วร้ายในฝันของเขากำลังหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยความสมเพชราวกับว่ากำลังสะใจกับการที่เห็นเมฆตายอย่างทรมาน คราวนี้เมฆรู้สึกได้ว่าตนสามารถสื่อสารกับมันได้ “แกเป็ใครกันแน่ จะออกมาคุยกันได้ไหม” เมฆะโเข้าไปในความมืด
“ช่างเป็หุ่นเชิดที่บอบบางเสียจริง” เสียงของสิ่งชั่วร้ายตอบกลับมาที่เมฆ เสียงของมันราวกับข้ามผ่านกาลเวลามายาวนาน ความชั่วร้ายที่ััได้จากมันราวกับถูกแช่ในน้ำแข็งหมื่นปี
“แต่เอาเถอะข้อตกลงย่อมเป็ข้อตกลง ข้าจะส่งเ้ากลับไป” ไม่ทันที่เมฆจะได้ตั้งตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีลำแสงสีทองพุ่งลงมาจาก้าสาดส่องไปที่ตัวเมฆ แสงที่พุ่งเข้ามาอบอุ่นราวกับแดดอ่อนๆ ยามเช้า ความรู้สึกปลอดโปร่งไหลไปทั่วตัว แสงสว่างค่อยเลือนหายไปพร้อมกับจิตของเมฆที่กำลังกลับเข้าร่าง
ความมืดอันดำดิบที่ไม่มีแสงใดจะสาดส่องลงมา ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงที่แหบแห้งชั่วร้าย “ฮิฮิฮิ ยิ่งเ้าตายยิ่งดีเ้าหุ่นเชิดโง่เง่า ของตอบแทนครานี้ข้าจะพรากสิ่งใดไปจากเ้าดี เฮี้ยกๆๆๆ” เสียงหัวเราะอย่างสาสมใจดังก้องในโลกมืด แต่อนิจจาเมฆที่ไม่ได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาการกลับไปของเขานั้นจะต้องแลกมากับอะไรบ้าง
สติที่พร่าเลือนค่อยๆ ฟื้นกลับมา พร้อมกับความรู้สึกถึงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หลังจากตั้งสติได้ ภาพตรงหน้าหากมีผู้คนสัญจรมาพบต้องตื่นตระหนกสุดขีด
ซากอสุภะจากร่างกายมนุษย์และสัตว์อสูรเกลื่อนกลาด ลำไส้ ที่ห้อยแขวนบนต้นไม้ เศษมือ แขนที่แหว่งแหลกเละ เนื้อสมองที่กระจุยกระจายไปทั่ว แรงบีบคั้นในกระเพาะค่อยตีขึ้นมา ทุกครั้งที่กลืนน้ำลายความรู้สึกคลื่นเหียนตีขึ้นมาที่คอ
สุดที่เมฆจะทนไหวโก่งคออาเจียนเสียจนหมดไส้หมดพุง
“เสร็จแล้วรึยัง” เสียงทุ้มต่ำของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงของชายผู้นี้ฟังดูขี้เล่นเ้าสำราญ
เมฆพยายามมองหาที่มาของเสียงชายผู้นั้นก่อนที่จะพยายามมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบบุคคลใด
“ข้าสื่อสารกับเ้าผ่านเทคนิคสื่อสารคลื่นจิต์ เ้าไม่ต้องเสียเวลามองหาข้าแล้ว” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งเพื่อบอกเมฆให้เลิกมองหาตน
“คุณเป็ใครเหรอครับ ทำไมถึงคุยกับผมในหัวได้ ผมตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ สัตว์อสู-”
“หุบปาก!!” เสียงชายคนนั้นตวาดขึ้นเพื่อตัดรำคาญที่เมฆรัวคำถามมาไม่หยุด
“ข้าควรจะถามว่าเ้าเป็ใครกันเหตุใดจึงมีอำนาจที่เหนือกฎเกณฑ์ฟื้นคืนชีวิตให้แก่เ้าได้” ชายคนนั้นถามด้วยความสงสัย
“ผมก็แค่ไรเดอร์ที่ผ่านทางมา” เมฆกล่าวอย่างติดตลก โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำจะได้รับผลที่ตามมา
“เ้ากล้าล้อข้าเล่นงั้นรึ” เปรี้ยะ!! เปรี้ยง!! เสียงสายฟ้าดังก้องในศีรษะของเมฆพร้อมกับอาการชาประหนึ่งถูกไฟช็อตและอาการปวดหัวที่ตามมาทันควัน “โอ๊ยๆๆๆ ผมขอโทษครับๆ จะไม่ล้อเล่นแล้วครับ” เมฆกลิ้งไปมาด้วยความเ็ปได้แต่เอามือกุมหัวไว้
“เหอะคราวหลังอย่ามาล้อเล่นกับข้าอีก”
“ได้ครับท่านผมจะไม่ล้อเล่นแล้ว” เมฆรีบขอโทษขอโพยเป็การใหญ่
“ข้าอยู่ในห้องจิตเ้าเหตุใดข้าจะไม่รู้ว่าเ้าโกหกข้าหรือไม่ รีบเล่าความจริงมา” ชายคนนั้นถามขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เมฆไม่กล้าที่จะเล่นลิ้นเนื่องจากอาการที่คล้ายถูกไฟช็อตจนตอนนี้ก็ยังปวดศีรษะไม่หาย หลังจากที่ทราบเื่ราวของเมฆที่อยู่ๆ ก็มาโผล่ใหม่ที่โลกอื่นชายคนนั้นก็นิ่งเงียบไป
“เป็ยังไงบ้างครับ” เมฆได้แต่ถามขึ้นเนื่องจากชายคนนั้นเงียบไปนาน
“ข้าเชื่อที่เ้าเล่า ข้าเคยได้ยินมาอยู่บ้างเื่พวกที่ข้ามไปโลกอื่นได้ๆ ทั้งที่พลังยุทธยังไม่พ้นขอบเขตพลังยุทธของมนุษย์” ชายคนนั้นตอบก่อนจะกล่าวขึ้นอีก “จากที่ฟังดูแล้วพื้นเพครอบครัวเ้าน่าจะเป็แค่มนุษย์ธรรมดาเหตุใดจึงได้คืนชีพขึ้นมาด้วยอำนาจโบราณได้”
“ว่าแต่ท่านยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าท่านเป็ใคร ทำไมถึงส่งเสียงเข้ามาในหัวผมได้” แม้จะสงสัยถึงตัวตนของชายประหลาดผู้นั้นแต่นี่แหละเวลาที่เมฆจะได้เฉิดฉาย ตัวละครเอกที่มาพบกับบุคคลทรงพลังเหนือจินตนาการ นี่แหละเวลาที่เขาจะได้ฉายแสง
“จงคารวะข้าซะ ตัวข้าคือ จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ” น้ำแสงที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจและหยิ่งผยองทำให้เมฆอดใจไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา ยิ่งกลั้นขำก็ยิ่งขำคำกล่าวนี้ไม่เกินจริงนัก เมฆถึงกับกลิ้งตัวลงนอนพร้อมกับเอามือกุมท้อง
“ทำไมเ้ามีปัญหาอะไรกับชื่อข้า” ชายคนนั้นกล่าวด้วยความงุนงง นานของตนจักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ ลือนามก้องเอกภพ สรรพสิ่งได้แต่ตัวสั่นกราบกรานในตัวเขา แต่เหตุใดไอเด็กนี่ถึงขำตาเหลือกร่างกายเกร็งไปหมด
“ขออีกครั้งได้ไหมท่านชื่ออะไรนะ?” เมฆอมยิ้มไปพลางถามไป
แม้จะเริ่มเสียความมั่นใจแต่ด้วยเกียรติภูมิแห่งจักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ เกียรติที่ตนภาคภูมิใจมาตลอดชีวิตทำให้ชายคนนั้นแม้จะลังเลแต่ก็ยังกล่าวนามของตน “เอ่อ...ข้า!!! คือ!!! จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ!!!” ไม่ทันสิ้นเสียงของจักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ เมฆก็ดิ้นลงไปขำที่อีกครั้งคราวนี้ถึงกับกลิ้งไปมาแถมยังพึมพำ “อุว่าฮ่าๆๆๆ อุตุ๊อะต๊ะ ฮ่าฮ่าฮ่า อุตุ๊อะต๊ะ จริงๆ ด้วย นี่มันชื่อเหี้ยอะไรเนี่ย” เมฆขำจนน้ำตาเล็ดปวดท้องตัวเกร็งไปหมด
เมฆถึงกับสงสารตนเอง “นี่เรากำลังหวังจะได้เฉิดฉายกับไออุตุ๊อะต๊ะเนี่ยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า!!!”
ด้วยการใช้เทคนิคสื่อสารคลื่นจิต์จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะสามารถที่จะรับรู้อารมณ์หรือเจตนาบางอย่างของเมฆอย่างคร่าวๆ ทำให้ทราบได้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้แกล้งล้อเลียนชื่อตนโดยเจตนาแต่เพราะชื่อของตนน่าจะไปพ้องกับความหมายบางอย่าง
“นามของข้ามีอะไรแปลกหรือ” จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะเริ่มลังเล สังหรณ์ใจว่าชื่อของตนจะต้องพ้องกับความหมายที่แปลกประหลาดเป็แน่
“ชื่อของท่านในภาษาของโลกข้ามันแปลว่าอ้วนครับ” หลังจากสงบสติอารมณ์ได้เมฆรีบกล่าวออกไปถึงเหตุผลที่ตนขำ
“แม้จะมีความหมายที่แตกต่างกันแต่ก็คล้ายคลึงกันในบางแง่ ชื่อข้ามีความหมายว่าผู้ยิ่งใหญ่สูงส่งในภาษาของข้า” เมฆไม่อยากจะเชื่อว่าตนจะไม่ถูกลงโทษอะไรกับการขำชื่อของจักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะ
“โว้วไออ้วนนี่ใจเย็นกว่าที่คิดแฮะ นึกว่าจะโดนลงโทษอีก” เมฆคิดในใจ
“เหอะไอ้หนูหลากพิภพหลากวัฒนธรรมชื่อของข้าจะคล้ายคลึงกับความหมายบางอย่างไม่ใช่แปลก” จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะกล่าว เขาพอจะเดาได้ว่าเ้าหนูนี่ต้องนินทาตนแน่ๆ
“เอาหล่ะแนะนำตัวกันเสร็จแล้ว มาเข้าเื่กันดีกว่า เ้าคงแปลกใจสินะที่เหตุใดเ้าจึงได้ยินเสียงของข้าในหัว”
“ตอนนั้นที่เ้าถูกสัตว์อสูรกิน เืของเ้าได้ไหลลงมาปลุกข้าขึ้นมา -สติของข้าที่จำศีลมานานจนจำไม่ได้ เืของเ้าแปลกยิ่งนักเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตและพลังิญญาทั้งที่เ้าเป็แค่มดปลวกที่ไร้ซึ่งพลังยุทธ” จักรพรรดิกระบี่อุตุ๊อะต๊ะเริ่มเล่า
“เฮ้ท่านไม่ต้องเรียกผมมดปลวกก็ได้ผมรู้ตัวดี” เมฆแย้งขึ้นมา คำว่ามดปลวกฟังดูแสลงหูเสียจริง
“หลังจากที่ข้าคืนสติกลับมา ก็เห็นเ้าขาดใจตายกลายเป็ศพเสียแล้วและเพื่อฟื้นพลังิญญาข้าจึงไล่สัตว์อสูรลมปราณออกไปและดูดซึมเืของเ้า”