ตอนที่ 10: ขวางดาบรับธนู!
วู๊ว... วู๊ว...
เสียงเป่าแตรเขาสัตว์สัญญาณแจ้งภัยศึกสงครามโบราณดังกังวานโหยหวนแหวกม่านอากาศก้องสะท้อนครอบคลุมทั่วผืนท้องฟ้าสีเทาหม่นยามเที่ยงวัน ควันไฟสีดำหนาทึบพวยพุ่งพัดลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจากทางทิศเหนือของค่ายลี้ภัยป่าลึก เปลวเพลิงสีแดงเพลิงสว่างจ้าโหมเลียเผาไหม้รั้วไม้ไผ่หนามป่าอย่างรวดเร็วจนได้ยินเสียงแตกปะทุดังเปรี๊ยะๆ กลิ่นควันไหม้ กลิ่นดินปืนดินประสิวปะปนกับเสียงโห่ร้องข่มขวัญดุร้ายของทหารลาดตระเวนแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ ดังประสานเคล้าคลอไปกับเสียงกรีดร้องตื่นตระหนกขวัญบินของชาวบ้านป่าลี้ภัยที่พากันแบกของวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างอลหม่านโกลาหลฝุ่นดินตลบจนมองแทบไม่เห็นทาง
แม่หญิงชงโคถือดาบเหล็กกล้าใบเรียวสวยวิ่งก้าวพรวดนำกองกำลังทหารบ้านฝ่าดงฝุ่นดินทรายสีส้มเข้ามาถึงบริเวณลานเก็บเสบียงย่อยชั้นนอกของค่ายลี้ภัย หล่อนพบว่าทหารข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬประมาณห้าหกนายที่สวมเกราะหนังสีดำทะมึนดุดัน ถือดาบโค้งคู่และคันธนูสงคราม กำลังไล่ฆ่าฟันนักรบชาวบ้านป่าอย่างโหดเหี้ยม ทหารบ้านพรานป่าสองสามคนพยายามใช้กิ่งไม้หนาเข้าต้านรับ ทว่ามีดพร้าทำเองของพวกเขากลับโดนดาบเหล็กกล้าฟันบิ่นหักกระเด็นร่วงหล่น พวกข้าศึกกวาดต้อนช่วงชิงกระสอบข้าวสารและลอบจุดไฟเผาทำลายคลังเสบียงของหมู่บ้านที่พวกชาวบ้านอุตส่าห์สะสมมาด้วยความยากลำบาก
“พวกสารเลวข้าศึกทรชนขโมยข้าว! บังอาจมารังแกทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไร้ทางสู้!”
ชงโคร้องตวาดเสียงหวานแหลมสะท้านลั่นค่าย ใบหน้าคมสวยของนางโกรธจัดจนสั่นเทาด้วยโทสะเกรี้ยวกราด หล่อนพุ่งทะยานกายฝ่ากระแสลมฝุ่นเข้าฟาดฟันดาบปะทะกับนายทหารข้าศึกร่างยักษ์คนหนึ่งทันที เสียงใบดาบเหล็กกล้าปะทะกันดังสนั่นลั่นป่า *เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!* เกิดสะเก็ดไฟกระจัดกระจายระยิบระยับปานดวงดาวร่วงหล่น ทว่า ทหารข้าศึกมีทักษะยุทธ์วิชารบที่ผ่านการนองเลือดจริงในสนามรบ และมีพละกำลังแข็งแกร่งกว่ากองกำลังชาวบ้านชายป่าลี้ภัยมากนัก มันแสยะยิ้มชั่วร้ายเบี่ยงตัวหลบคมดาบของชงโคได้อย่างง่ายดาย แล้วเหวี่ยงดาบโค้งคู่เตะตัดขาของนางอย่างดุดันว่องไว จนหล่อนเสียหลักล้มคว่ำกลิ้งลื่นไถลไปบนพื้นดินทรายแห้ง คมดาบใบเรียวหลุดกระเด็นออกจากมือไปไกลเกินเอื้อมถึง หล่อนนอนกองระบมหมดทางสู้และหัวใจเต้นระรัวด้วยความกังวลสุดชีวิต
“ฮ่าๆๆ! แม่หญิงงามคนสวยทรวดทรงเนื้อตัวแน่นตึงเปรี๊ยะปานนี้นะจ๊ะ อย่าอยู่สู้รบในศึกป่าให้เสียเวลาเลย มายอมประคองกายกราบสวามิภักดิ์เป็นเมียบำเรออุ่นเตียงทหารศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬของข้าเสียดีกว่า!”
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนศัตรูแสยะยิ้มชั่วร้ายตัณหากลับ ดวงตามันจับจ้องมองสัดส่วนเน้นๆ ของชงโคด้วยความกระสันอยาก มันก้าวเท้าเหยียบกดหน้าอกและผ้าคาดไหล่ของชงโคลงกับพื้นทราย คันธนูไม้ดำหนาเงื้อเล็งสอดลูกศรเหล็กแหลมคมกริบเล็งตรงยอดอกอวบกลมกลึงของชงโคในระยะประชิดเผาขนไม่ถึงคืบ พร้อมชูวิถีดาบโค้งคู่เตรียมกระหน่ำฟันปลิดชีวิตนางทันทีหากหล่อนคิดสู้ขัดขืนหรือส่งเสียงกรีดร้องให้คนช่วย
ชงโคเบิกดวงตากลมโตค้างนิ่งด้วยความสิ้นหวังสุดขีดในดวงตา หล่อนนอนแน่นิ่งหมดทางต่อสู้บนพื้นดินชื้นแฉะปนคราบละอองเขม่า ลมหายใจสะดุดขัดเป็นห้วงๆ หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาเคาะประตูวิญญาณปลิดชีพ หยาดน้ำตาเม็ดใสๆ เอ่อไหลรินอาบสองแก้มสวยด้วยความหวาดกลัวความตายลึกสะท้านทรวงอก หล่อนคิดถึงพ่อคิดถึงแม่และชาวบ้านทั้งหมดที่กำลังจะโดนฆ่าแกง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีวิกฤตแห่งชีวิตคาบเกี่ยวความตายอันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนั้นเอง!
“ย่าห์! อย่ามารังแกแม่หญิงของกูโว้ย!”
ร่างหนากำยำล่ำสันแข็งแกร่งปานศิลาเหล็กของเป้าพุ่งทะยานกายฝ่าละอองฝุ่นเข้ามาดุจกระทิงเปลี่ยวคลั่ง ชายหนุ่มโดดพุ่งเอาตัวเข้าขวางวิถีลูกศรธนูที่ปล่อยออกจากสาย และคมดาบโค้งสังหารของข้าศึกที่ฟันกระหน่ำลงมาหมายปลิดชีพชงโคทันทีด้วยความเด็ดเดี่ยวบ้าบิ่นไร้ความกลัวเกรงความตายใดๆ ทั้งสิ้นในจิตใจของอดีตกระสอบทรายค่ายมวย
*ฉึก! ฉูด!*
ลูกศรศรธนูหัวเหล็กป่าพุ่งเสียบปักเข้าที่แผงอกซ้ายของเป้าอย่างจัง คมดาบโค้งฟันถากเฉือนลึกเข้าที่สีข้างขวาจนเนื้อหนังแยกฉีกขาดกว้าง โลหิตสีแดงสดพุ่งบ่าฉีดสาดไหลอาบหน้าท้องและมัดกล้ามเนื้อชุ่มโชกปนเปื้อนคราบโคลนดินตมสีดำ (เนื่องจากเป็นวิถีรบจริงของอาวุธสงครามเหล็กกล้าแหลมคม และเป้าอยู่ในช่วงบ่มเพาะพลังแรกเริ่ม คมดาบจึงยังฟันแทงเข้าเนื้อจริงตามกฎควบคุมพลังความสมจริงเพื่อไม่ให้เรื่องดูตึงโกงเกินไป ผู้อ่านจะได้ลุ้นระทึกช่วย)
“กรี๊ด! พี่เป้า!” ชงโคร้องตะโกนแผดเสียงลั่นสุดขีดด้วยความตกใจกลัวอย่างขีดสุดจนหัวใจแทบหยุดเต้น หล่อนซาบซึ้งร้าวรานเมื่อเห็นร่างหนาของเป้ากระโดดมารองรับวิถีธนูและคมดาบแทนตนเองจนโลหิตสีแดงฉาดกระเซ็นเปื้อนใบหน้าสวยและผิวกายของหล่อนจนเปียกชุ่ม
ทว่า เป้ากลับขบกรามขบฟันแน่นแสยะยิ้มปากแจ๋วกะล่อนปนบ้าคลั่ง แววตาคู่คมลุกโชนสะกดสายตาข้าศึก ชายหนุ่มสูดปากร้องซี้ดคำรามลั่นสะท้านค่ายอย่างทระนงในพละกำลังตนเอง
“เฮ้ย! ธนูและดาบของแคว้นพยัคฆ์ทมิฬช่างเบาหวิวปานยุงป่ารุมกัดสะโพกกูเลยว่ะ! ขวางสู้แค่นี้คิดว่าจะฆ่ากูไอ้เป้าขุนศึกคาดเชือกเหล็กไหลได้รึไงโว้ย! พวกมึงช่างกระจอกแท้รบแพ้เด็กวัด!”
เป้าใช้พละกำลังแข็งแกร่งที่เหลืออยู่พุ่งตัวกอดรัดขาสองข้างและตัวของหัวหน้าทหารข้าศึกไว้แน่นหนาประดุจคีมเหล็กหนีบง้างตัวหนีบ ไม่ยอมปล่อยตัวเด็ดขาดเพื่อตรึงดึงยื้อเวลาไว้ ทหารข้าศึกตกใจกลัวจนใบหน้าถอดสีซีดเผือดเมื่อเห็นไอ้หนุ่มอกมีธนูปักสีข้างเลือดนองท่วมตัวแต่กลับหัวเราะและหนีบตัวของมันแน่นปานปีศาจดิบหนังเหนียวที่ฟันแทงไม่ระคายจิตใจมันเริ่มคิดว่าเป้าเป็นผีตายซาก
“พวกมึง... ทหารบ้านทั้งหมด! ถือมีดพร้ารุมทุบหัวมันเดี๋ยวนี้เลยโว้ย! จัดการพวกสวะนี่!” เป้าแหกปากร้องตะโกนสั่งเสียงหลงเรียกขวัญทหารบ้าน
พวกทหารบ้านและชาวบ้านได้สติเห็นเป้าเอาชีวิตเข้าแลกปานนั้นก็เกิดความฮึกเหิมเลือดรักบ้านเกิดพุ่งพล่าน พากันกวัดแกว่งมีดพร้า จอบ และไม้พลองรุมกรูกันเข้ากระหน่ำทุบเตะฟันแทงหน่วยข้าศึกกลุ่มย่อยจนทหารข้าศึกทั้งหมดพ่ายแพ้ยับเยินและโดนกำจัดราบคาบ บางส่วนวิ่งหนีเตลิดหนีตายเข้าป่าลึก สามารถรักษาคลังเสบียงค่ายพักพิงไว้ได้อย่างปลอดภัยชั่วคราวจากภัยพิบัติสงครามป่าลี้ภัย
ยามนั้นเอง บาดแผลบาดเจ็บสาหัสและเลือดสดๆ ที่ไหลร่วงกระตุ้นสะสมแต้มความเสียหายทางกายภาพปะทะเข้าสู่แกนกลางระบบเทพแมงดาอย่างเต็มเหนี่ยวส่งแต้ม Exp พุ่งรัวฉายเตือนข้อมูลทองคำ
*ติ๊ง!*
**[ ติ๊ง! โฮสต์ได้รับแดเมจหนักหน่วงจากอาวุธสงครามจริงในสนามรบกู้ภัยสตรีสุดสวยชงโค! ระบบเปลี่ยนแดเมจพยุงชีวิตชาร์จพลังผิวหนังเหนียวทวีคูณเข้าสู่กล้ามเนื้อโฮสต์! ]**
**[ ปลดล็อกความสามารถ: ทะลวงบรรลุก้าวเข้าสู่ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 6’ (สะสมแต้มความทนตีนเต็มพิกัด 300/300 ➔ เตรียมเลื่อนเป็นขั้นที่ 7) ]**
**[ รายงานระบบ: โบนัสความเหนียวผิวหนาพิเศษช่วยสกัดกั้นลิ่มเลือดและพยุงอวัยวะภายในโฮสต์ไว้ไม่ให้บอบช้ำตาย... แต่อย่าเพิ่งซ่าปากแจ๋วนะจ๊ะ รีบให้สาวๆ ทายาประสาทสวาทรักษาในด่านถัดไปเดี๋ยวนี้เลยคริๆ! ]**
เมื่อศึกสงบเปลวไฟมอดดับลง ร่างหนากำยำของเป้าที่ยืนกัดฟันกัดกรามแน่นก็พลันเข่าอ่อนยวบล้มพับตึงลงนอนจมกองเลือดและดินทรายแห้งข้างคลังเสบียงอย่างอ่อนแรงลื่นไหลสติสลัว
ชงโคร้องไห้สะอื้นโฮเสียงหลง คลานกายนุ่มนวลเข้าพยุงกอดประคองร่างสะบักสะบอมช้ำเลือดของเป้าขึ้นมาหนุนตักนุ่มนิ่มของหล่อนอย่างไม่กลัวเกรงความสกปรกคราบเลือดปนดิน น้ำตาไหลอาบแก้มงามหยดแล้วหยดเล่าลงบนใบหน้าและหน้าอกแกร่งของเป้าสลับปนเปจนนองผิวแก้มชายหนุ่ม
“พี่เป้า... เจ้าคนโง่เขลา... ฮือ... ทำไมเจ้าถึงสละชีวิตเอาตัวขวางรับดาบรับธนูแทนข้าปานนี้... เจ้าอย่าเพิ่งตายนะ... เจ้าห้ามทิ้งข้าไปเด็ดขาดนะพี่เป้า... ข้าขอร้อง... ข้ายอมเจ้าทุกอย่างแล้ว...” ชงโคพูดสะอื้นไห้เสียงสั่นระทวยอย่างหักห้ามหัวใจเสน่หาไม่ได้อีกต่อไป หล่อนซาบซึ้งใจและหลงรักขุนศึกกะล่อนผู้นี้จนหมดหัวใจสิเน่หาอย่างแท้จริง
ในขณะที่ชงโคกำลังร้องไห้กอดกระคองเป้าแน่นอยู่นั้น แม่หญิงกระดังงาที่เพิ่งรู้ข่าวว่าการปะทะสงบลงและได้ยินว่าเป้าเจ็บหนักปางตาย ก็วิ่งกระหืดกระหอบตัวสั่นเทาออกจากกระท่อมร้างมายังลานดิน หล่อนชะงักฝีเท้าเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพเป้านอนไร้สติเลือดชุ่มโชกอยู่บนตักอุ่นของชงโค ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านผู้ยิ่งใหญ่ รอยน้ำตาบนหน้าของกระดังงาพรั่งพรูไหลอีกครั้ง หล่อนทรุดกายลงนั่งข้างเตียงตรายางดินจับมือเป้าอีกข้างไว้แน่น สองแม่หญิงสาวต่างสบประสานสายตากันด้วยความสับสนและห่วงหาอาทรชายคนเดียวกันอย่างลึกซึ้งก่อเกิดประกายความร่วมมือในบทถัดไป
เป้าพยายามลืมปรือตาคมมองใบหน้างามทั้งสองที่เปื้อนน้ำตา แสยะยิ้มกะล่อนทะเล้นช้ำเลือด พึมพำกระซิบคำกระเส่าเสียงพร่าเบาๆ ส่งสายตาหวานเชื่อม
“แหม่... แม่หญิงทั้งสองคนสวยของพี่เป้า... พี่เป้าบอกแล้วว่าจะปกป้องพวกเจ้า... ร้องไห้ทำไมกันจ๊ะ... ขอ... ขอรางวัลคนเก่งเป็นบทรักหวานๆ บนเตียงไม้กับพวกเจ้าหน่อยได้ไหมจ๊ะ... ซี้ด... ตักอุ่นๆ ของเจ้านี่... ช่างนุ่มชื่นใจจังว่ะ...”
สิ้นประโยคแผ่วเบากะล่อน ดวงตาสองข้างของเป้าก็หลับพับวูบไร้สติไปทันทีในอ้อมแขนกอดประคองแน่นหนาของชงโคที่ร่ำไห้สะอื้นกอดร่างของเขา ท่ามกลางบรรยากาศเศษดินรบและควันไฟที่คุกรุ่นเปรียบปานชะตากรรมศึกรักที่จะทวีความร้อนแรงและเย้ายวนใจในด่านถัดไปอย่างคาดไม่ถึงและชวนติดตามเสน่หา
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)