ฉลามคลั่งรัก 28 : ล่าความจริง
#ฉลามคลั่งรัก
“ไม่ใช่คน...เหรอ ?”
กึก !
“นี่คุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่มีอารมณ์เล่นกับคุณหรอกนะโนเอล” ผมย่นคิ้วใส่ไม่เข้าใจว่าเขาจะมาเล่นตลกอะไรตอนนี้ผมไม่มีเวลาคุยกับเขานานนัก ถ้าเกิดทั้งสองคนตื่นมาแล้วไม่เจอผมอีกไม่นานก็คงลงมาตามแล้วถ้าพวกเขารู้ว่าผมแอบเข้ามาในห้องลับ
คงไม่ต้องเดาว่าผมจะเจออะไรบ้าง
[ผมก็ไม่ได้เล่นผมพูดจริง ๆ พวกเขาไม่ใช่คน]
“แล้วถ้าไม่ใช่คนพวกเขาเป็นอะไรเป็นผีเหรอถึงเอาแต่หลอกผมอยู่ได้”
[เอ่อ...]
“ถ้าคุณไม่อยากพูดก็บอกมาอย่ามากวนประสาทกันแบบนี้ คุณทำให้ผมหงุดหงิด”
[ใจเย็นสิ ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอก แต่ผมเองก็ต้องห่วงชีวิตผมเหมือนกัน]
“…”
[แต่เชื่อเถอะว่าคุณอยู่กับคนที่อันตรายมาก ๆ ต่อให้พวกเขาจะรักคุณมากแค่ไหนถ้าคุณรู้เรื่องนี้เข้ายังไงก็ต้องคิดเหมือนผมว่าเขามันยิ่งกว่าความตาย”
“ทำไมคุณชอบพูดอ้อมค้อมกันนะผมอยากจะหาอะไรปาใส่คุณชะมัด”
[นอกจากคุณจะพังเรือผมทำผมผิดใจกับพ่อ เป็นสาเหตุให้น้องชายผมต้องตายแล้วคุณยังจะใจร้ายกับผมได้อีกหรือไงกัน]
“โนเอล”
[โอเคช่างมัน]
เขาตอบปัด
[เอางี้ไหมถ้าคุณอยู่ที่บ้านเขาคุณก็ลองหาเบาะแสอะไรก็ได้ที่มันน่าสงสัย ลองมองไปรอบ ๆ บอกผมว่าคุณเจออะไรแล้วผมจะช่วยคุณเท่าที่ทำได้ ถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อนน่ะ]
คำพูดของเขาทำให้ผมกัดปากแน่น เสยผมอย่างคิดหนัก ผมไม่แน่ใจว่านั่นใช่ไอเดียที่ดีไหมโนเอลไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่เขาดูจะกลัวดีแลนกับดีวานเอามาก ๆจนถึงขั้นไม่กล้าพูดความจริง ผมไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขามีเรื่องอะไรกันทว่าตอนนี้โนเอลเป็นตัวเลือกเดียวที่ผมมีอยู่ เขาช่วยผมไว้บนเรือ ใบ้เรื่องหลังดีวานที่จะพาเราไปสู่ความลับอะไรสักอย่าง
เจ้าตัวเงียบไปรอฟังว่าผมจะพูดอะไรบ้าง
“ผมเจอภาพแผลเป็นของดีวานมันถูกแม็กกับภาพครีบของดายฉลามของผม” ลมหายใจถูกพ่นออก สุดท้ายผมก็เลือกที่จะเสี่ยงตอนนี้ผมไม่มีอะไรให้เสีย นอกจากหัวใจพัง ๆ ที่คงไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก “แล้วก็ภาพวิวัฒนาการจากเมกาโลดอนกลายเป็นคน”
[มีรายละเอียดอะไรบอกไว้ไหม ?]
“ไม่มีเลย”ผมเลียปากกวาดตามองหาว่ามีอะไรเป็นตัวช่วยอีกบ้างมีหนังสือวิจัยมากมายที่ถูกเปิดค้างไว้ บางเล่มถูกไฮไลท์ด้วยปากกาหลากสีผมเพ่งมองมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ซะส่วนใหญ่มีภาพของฉลามพันธุ์อื่นที่ถ่ายตอนมีชีวิตและก็ตายผมจับมันมาวางเรียงกันหาจุดเชื่อมโยงว่ามันเกี่ยวกับดายตรงไหน
สิ่งเดียวที่ผมพอจะเดาได้คือสองพี่น้องนี่อาจจะกำลังวิจัย...
แต่มันเกี่ยวอะไรกับที่โนเอลบอกว่าไม่ใช่คน
[ยังมีชีวิตอยู่ไหมเนี่ยโซล ?]
“ผมกำลังอ่านข้อมูลอยู่” ผมกลอกตาใส่ที่เงียบหายเพราะกำลังสนใจคำอธิบายหลังรูปภาพ มันเป็นภาพเมกาโลดอนที่แตกต่างด้านหลังมีตัวอักษรสั้น ๆ ที่เขียนว่า “เดม่อน ?”
[ใครเหรอ ?]
“ผมไม่แน่ใจ มันเขียนไว้หลังภาพ” ผมตอบกลับพลิกรูปเจ้าฉลามล้านปีไปมาทว่าก็ไม่พบหลักฐานอะไร “มันเป็นภาพเมกาโลดอนแต่มันไม่ใช่ฉลามที่ผมเลี้ยงไว้ มันตัวใหญ่แล้วก็...มีแผลที่ตา”
[แผลที่ตาเนี่ยนะ ?]
ผมขานรับในลำคอ ถึงภาพจะเก่าไปหน่อย ผมก็พอเห็นได้ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไปได้ภาพนี้มายังไง ภาพของเมกาโลดอนที่มีรอยบากบนดวงตาข้างซ้ายไม่แน่ใจว่ามันตาบอดไหม ที่แน่ ๆ คือแผลมันค่อนข้างใหญ่ถ้าเป็นมนุษย์ก็เรียกได้ว่าเหมือนพวกอันธพาลที่ชอบมีเรื่องกับคนไปทั่ว
ที่น่าสนใจคือชื่อมันต่างหาก
“เดม่อนงั้นเหรอ...” ผมพึมพำครุ่นคิดว่าเคยได้ยินชื่อนี้ไหมเท่าที่ผมรู้จากปากพ่อก่อนตายคือโลกนี้เหลือเมกาโลดอนเพียงสองตัวเท่านั้นคือพี่น้องที่ผมเลี้ยงเอาไว้ นอกเหนือจากนี้คือตายไปหรือไม่ก็ไม่มีการค้นหาซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีใครจะไปค้นหาเจ้าฉลามล้านปีที่พร้อมกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
แต่การที่ได้ภาพมันมาโดยมีภาพครีบของดายวางไว้เคียงกันมันก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ
“หรือว่ามันจะมีอะไรเกี่ยวข้องกัน”
[หืม ?]
ผมไม่สนใจเสียงครางรับของโนเอล เลือกที่จะวางมือถือเพื่อลงมือหาคำตอบต่อไม่วายหันกลับไปมองที่ประตู ตรวจสอบดูว่ามีใครลงมาจากชั้นสองไหมทุกอย่างยังคงเงียบทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเชื่องช้าได้ ผมตวัดสายตากลับมาเปิดหนังสือวิจัยที่ถูกขีดฆ่าไว้หาดีเทลของเมกาโลดอนที่ชื่อเดม่อนด้วยความสนใจ
มีกระดาษหลายใบที่เขียนเกี่ยวกับมันผมไล่สายตาอ่าน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของลักษณะภายนอก และการมีชีวิตอยู่ของมันขนาดตัวเท่ากับดาย อาจจะใหญ่กว่านิดหน่อยพอบวกลบกันโนเอลที่ห่วงว่าผมจะโดนฆ่าปิดปากก็ส่งเสียงเรียกหาเป็นระยะ ๆผมก็ตอบกลับบ้างเท่าที่ฟัง
“มีเมกาโลดอนมากกว่าหนึ่งตัวบนโลกนี้” ผมกัดปาก มันน่าตกใจมากที่มีการค้นพบ “ในนี้บอกว่าเมื่อสามสิบปีก่อนมีคนเจอเมกาโลดอนอาศัยอยู่แถวทางใต้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นเทพพระเจ้าของหมู่บ้านแห่งความตาย”
[จริงเหรอ ?]
“ในบันทึกบอกว่ามีการส่งคนไปให้มันกินเพื่อไม่ให้มันทำลายหมู่บ้าน” ผมอ่านให้โนเอลฟัง ทุกรายละเอียดทำให้เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบตับไปหมด “แต่พอมีการค้นพบ เมกาโลดอนตัวนั้นก็ย้ายที่อยู่ไป มันย้ายขึ้นเหนือแต่เพราะอุณหภูมิของทะเลเลยทำให้มันตาย”
[อ้าว]
“ไม่ มันไม่ได้ตาย”
[ตกลงยังไง ?]
“มันแค่กลายพันธุ์” คิ้วของผมขมวดกันมุ่ยตอนอ่านบันทึกเล่มนั้นผมเจอมันซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือ ลึกชนิดที่ว่าทำให้ผมต้องล้มกองพวกนั้นดีที่ไม่ได้เสียงดังเท่าไหร่เลยยังไม่มีปฏิกิริยาจากคนบนชั้นสองแน่นอนว่าเรื่องของเดม่อนกลายเป็นเรื่องในความสนใจผมทั้งที่เมื่อกี้เรากำลังหาคำตอบที่โนเอลใบ้ผมไว้ผมไล่ปลายนิ้วไปตามอักขระ พยายามทำความเข้าใจว่าเมกาโลดอนกลายพันธุ์ได้ยังไง
มันไม่มีคำอื่นมาอธิบายผมเลยคิดว่าการกลายพันธุ์ที่บันทึกเล่มนี้บอกไว้อาจจะเหมือนพวกกิ้งก่าเปลี่ยนสีอะไรทำนองนี้ก็ได้
กระทั่งผมพลิกหน้าถัดไป...
“นี่มันรูปพ่อหนิ ?”ผมย่นคิ้วหนักกว่าเก่าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีรูปพ่อในบันทึกนี่ได้น่าสงสัยกว่านั้นคือผู้ชายที่ยืนกอดคอ ยกยิ้มให้กล้องและดูจะสนิทกับพ่อมากส่งผลให้ผมต้องทบทวนความคิด พยายามนึกว่าเคยเห็นเพื่อนพ่อคนนี้ไหมตั้งแต่เกิดมาผมรู้จักเพื่อนพ่อทุกคนไม่เว้นพวกที่อยู่ทีมวิจัยเก่าเดียวกัน
พลันดวงตาผมก็หลุบต่ำเมื่อเห็นว่านอกจากพ่อและผู้ชายคนนั้นยังมีเด็กผู้ชายอีกสามคนอยู่ในภาพ นาทีนั้นแหละผมถึงได้เบิกตากว้าง
ใบหน้าซ้อนทับกับภาพที่เคยเห็นเมื่อวันวานปะติดปะต่อเรื่องราวเลยรู้ว่าเขาคือใคร
“ผมเจอภาพพ่อของดีแลนกับดีวาน” ผมตอบปลายสายเสยผมที่ลงมาปรกหน้านิดหน่อยอย่างครุ่นคิดวันที่ด้านล่างบอกได้ดีว่ารูปนี้ผ่านมานานแค่ไหน ตอนนั้นผมน่าจะอายุแปดเก้าปีได้ “พวกเขารู้จักกันได้ยังไง”
กึก !
“ทำงานด้วยกันเหรอ ?” ผมคิดหนัก จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนสมองจะระเบิดถ้าเกิดพวกเขาทำงานด้วยกัน ผมก็น่าจะเคยเห็นหน้ามาบ้างอีกอย่างดีวานกับดีแลนก็ไม่เคยบอกว่าพ่อเรารู้จักกัน สิ่งเดียวที่ผมรู้คือพ่อแม่เขาตายเช่นเดียวกับแฝดพี่ที่จากไป
อะไรคือจุดเชื่อมโยง ?
ผมเม้มปากเจ็บแสบไปหมดเพราะต้องใช้ความคิดหนักผมเลือกที่จะเปิดบันทึกนั้นไปอีกหน้าหารายละเอียดเกี่ยวกับเดม่อนว่ากลายพันธุ์เป็นแบบไหนสิ่งที่ผมเจอคือการผสมพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตมากมาย
แต่ก็มีเรื่องของวิวัฒนาการโดยมีปัจจัยของแหล่งที่อยู่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนสภาพเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกันเหมือนที่ไดโนเสาร์สูญพันธ์แล้วกลายมาเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารนอกจากนี้ยังมีเรื่องของคำสาปและวิทยาศาสตร์ทดลองการโคลนนิ่งเช่นเดียวกับที่ผมเห็นในกระเป๋าริชาร์ด
ผมคิดว่าเดม่อนไม่น่าจะกลายพันธุ์ธรรมดาการที่มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้อาจจะมีการจับมันไปทดลองและพ่อผมกับพ่อสองพี่น้องก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องบางทีเขาอาจจะเป็นคนริเริ่มการทดลองหรืออะไรทำนองนี้ก็ได้
แต่พ่อผมบอกเสมอว่าเราจะไม่ทดลองกับสิ่งที่เรามอบชีวิตให้...
พลันในตอนที่ผมกำลังพลิกหน้าหาข้อมูลมากมายจู่ ๆ รูปใบหนึ่งก็ร่วงลงมาในหน้าสุดท้ายที่ถูกฉีกออกไปวินาทีนั้นผมหยิบมันขึ้นมาดูว่ามันคือภาพอะไร
ดวงตาผมเบิกกว้างหลังพบว่ามันคือรูปเมกาโลดอนขนาดไม่ยาวมากฆ่าคนตายผมจะไม่ตกใจเลยถ้าไม่เห็นว่าคนที่ตายมีใบหน้าเหมือนกับดีวานแค่ไหนและยิ่งกว่าคลื่นลูกใหญ่ เมื่อพลิกรูปภาพกลับไปเจอข้อความที่เขียนไว้ว่า...
Dyvan’s dead
ดีวาน...ตายแล้วเหรอ ?
“พระเจ้า” ผมยกมือขึ้นปิดปากทันทีที่อุทานคำนั้นพิจารณาโครงหน้าของเด็กวัยรุ่นที่ดูยังไงก็เป็นดีวานชัด ๆทว่าทำไมภาพด้านหลังนี่ถึงเขียนว่าดีวานตาย ทั้งที่ความจริงแล้วเขายังมีชีวิตยังดูแลผม กอดรัดกันอยู่เมื่อคืน “หรือว่านี่จะเป็นแฝดของดีวาน?”
ผมทึ้งหัวตัวเองหลากความคิดประเดประดัง หลุบตามองภาพนั้นซ้ำ ๆ พลางคิดว่าเมกาโลดอนนั้นคือตัวไหนเท่าที่สังเกตคือมันไม่ได้มีแผลที่ดวงตาแปลว่ามันไม่ใช่เดม่อนที่กลายพันธุ์ผมตั้งสติพยายามหาหากระดาษหน้าสุดท้ายที่หายไปนั้น...
ผมว่ามันอาจจะมีอะไรบอกอยู่ก็ได้
“อยู่ที่ไหน แกอยู่ที่ไหน” ผมพูดกับตัวเองหัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลุ้นระทึกและกดดันหยิบหนังสือทุกเล่มมาเปิดอ่าน ควานหาทุกที่อย่างเต็มกำลังกระทั่งความไม่ระมัดระวังทำให้ผมเผลอไปปัดรูปภาพหนึ่งตกแตกเข้า
เพล้ง !
“อ๊ะ !” ผมสะดุ้ง เสียงแตกของกระจกดังพอที่จะทำให้ใครหลายคนตื่นนอนถึงผมจะมั่นใจว่ากว่าจะถึงชั้นสอง มันต้องผ่านบานประตูหน้าที่ผมปิดไว้อาจจะกลายเป็นเพียงเสียงแว่วแม้ว่าความจริงมันจะดังมากในห้องนี้ก็ตาม
ผมรีบก้มลงไปดูมันเผลอชะงักเพราะมันเป็นภาพครอบครัวที่ดีวานบอกว่าเอามาเก็บไว้ด้วยแรงที่ตกจากโต๊ะนอกจากจะทำให้กระจกด้านหน้าแตกกระจายฝาครอบปิดกรอบข้างหลังก็หลุดกระเด็นไปไกล
แล้วเผยความลับของบันทึกแผ่นสุดท้ายออกมา
“อยู่นี่เอง”ไวเท่าความคิดผมหยิบกระดาษที่ซ่อนอยู่ใต้รูปครอบครัวเขามาถือไว้มันถูกพับเก็บอย่างดีราวกับกลัวว่าจะมีคนหาเจอได้ นาทีนั้นผมคลี่มันออกหยิบบันทึกนั้นมาอ่านดูว่าอะไรคือคำใบ้ “การกลายพันธุ์เกิดจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมันเหมือนกับคำสาปร้ายที่ทำให้กลาย...”
[โซล ?]
“กลายเป็นมนุษย์” เสียงผมหายไปในลำคอทันทีที่อ่านเจอประโยคนั้นด้านล่างมีรูปของผู้ชายคนนั้นที่ผมไม่รู้ว่าเป็นใครเขายืนอยู่คนเดียวอวดแผลที่ใบหน้ามีรอยบากจากดวงตาซ้ายขณะที่ด้านข้างเป็นภาพของเมกาโลดอนที่ถูกถ่ายไว้
มันมีบาดแผลที่ดวงตาราวกับว่าคือภาพก่อนและหลังที่มันจะเปลี่ยนไป
ตอนแรกเป็นฉลามวิวัฒนาการเปลี่ยนร่างกายได้ แปรสภาพเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
“เดม่อนไม่ได้ตาย มันกลายเป็นคน” ผมวิเคราะห์ข้อมูลนั้นด้วยความเหลือเชื่อ จู่ ๆ ขนก็ลุกพรึ่บยิ่งกว่าดูหนังสยองที่ผมคาดการณ์คือเดม่อนอาจจะถูกทดลองแต่ในบันทึกบอกว่ามันกลายสภาพของมันเองเพื่อความอยู่รอด
และแต่งงานกับผู้หญิงจนมีลูกด้วยกัน
มันทำให้ผมต้องหยิบภาพเขาที่ถ่ายคู่กับพ่อมาเทียบกันจ้องมองเด็กสามคนนั้นที่มั่นใจว่าสองในสามคือดีแลนกับดีวานแน่ ๆแล้วเด็กอีกคนที่มีหน้าเหมือนกับดีวานชื่ออะไร ทำไมไม่ถูกเขียนไว้ในบันทึกผมถอนหายใจลูบหน้าพร้อมกับบีบนวดขมับ
จะให้ผมเชื่อว่าฉลามกลายร่างเป็นคนโดยไม่ผ่านการทดลองได้จริงๆ เหรอ ?
สมัยก่อนถึงจะมีเรื่องคำสาปมาเกี่ยวข้องทว่านั่นมันก็เป็นเพียงความเชื่อที่เล่าต่อกันมาไม่ใช่หรือไงการที่คนเราจะเปลี่ยนร่างได้ขนาดวิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึงแล้วคนทั่วไปจะทำได้ยังไงกัน ผมครุ่นคิดหัวปวดหนักจนแทบจะร้องไห้
ถ้าเดม่อนเป็นคนได้จริงงั้นแปลว่าลูกชายเขาก็ต้องเป็นเหมือนกัน...
“ดีแลนกับดีวานเป็นฉลามงั้นเหรอ...” ผมกัดปาก หลากรูปภาพเวียนเข้ามาในหัวผมทั้งภาพครีบของดายที่แม็กติดกับรูปของดีวานมันถูกขัดด้วยภาพดีวานที่ถูกฆ่าตายด้วยฉลามถ้าในภาพนั้นไม่ใช่เดม่อนแสดงว่าพี่น้องฆ่ากันเองหรือไง
ผมพยายามคิดว่าทุกข้อมูลที่พ่อทิ้งไว้มีอะไรเชื่อมโยงได้บ้างเท่าที่ผมรู้คือเมกาโลดอนจะมีลูกเพียงตัวเดียวเท่านั้นตัวที่เกิดมาใหม่อาจจะถูกฆ่าตายต่อให้มีสายเลือดเดียวกัน
มันไม่ใช่เพราะพันธุกรรม
มันเป็นเพราะสัญชาตญาณนักล่า
ไม่ต่างจากเวลาที่พวกมันล่าผมทั้งกลิ่นเลือด เสียงวาฬ อาการตื่นตระหนกตกใจต่าง ๆจะมีอิทธิพลให้ฉลามตอบสนองกับสิ่งพวกนั้นแล้วเข้าจู่โจมเนื่องจากสัญชาตญาตแม้ว่าจะไม่หิวหรือไม่อยากทำที่น่าสงสัยกว่าคือตัวไหนเป็นคนฆ่าดีวาน
เดี๋ยวนะผมคิดว่าผมพลาดอะไรไปบางอย่าง
ครอบครัวมีพี่น้องสามคนสองคนแรกคือดีวานกับดีแลน ชื่อที่เหมือนกันทำไมผมถึงไม่สงสัยเมกาโลดอนที่ผมเลี้ยงไว้หนึ่งในนั้นก็มีชื่อดีแลนเหมือนกันแปลว่าดีแลนอาจจะเป็นคนเดียวกับฉลามของผมก็ได้ ส่วนดีวานที่ตาย...
“ดีวานตายแต่ดายยังอยู่” คำพูดนั้นแล่นมาจุกอก ผมกำภาพสามพี่น้องไว้แน่นตามแผนผังในหัวเดม่อนมีลูกกับใครสักคนที่ผมหาข้อมูลไม่ได้ พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนแรกเป็นแฝดที่หน้าเหมือนกันยิ่งกว่าอะไรอีกคนคือลูกที่ไม่ได้มีโครงหน้าคล้ายใครในพี่น้อง
คนนั้นคือดีแลนต่อด้วยดีวาน และอีกคนที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้
“เด็กคนนี้คือดายดีวานที่อยู่กับเราก็เช่นกัน...”ผมกัดปากแน่นดวงตาจ้องมองขณะที่หัวใจสั่นเมกาโลดอนที่ผมเลี้ยงไว้มีแค่สองตัวเท่านั้นดีแลนกับดายใช้ชื่อนี้มาตลอดตั้งแต่ที่ผมรู้จักพวกมันผมไม่เคยได้ยินชื่อดีวานจากที่ไหน กระทั่งได้พบกับเขา...
สามพี่น้องดายดีวาน ดีแลนคือฉลาม
และหนึ่งในพวกเขาฆ่ากันเองแล้วอีกคนก็รอดมาได้
มันน่าตกใจตรงที่ว่าทำไมคนที่ตายถึงยอมให้ตัวเองถูกฉีกร่างจะว่าตั้งตัวไม่ทันลงไปทะเลยังไงก็น่าจะเปลี่ยนร่างไม่ใช่เหรอหรือว่ามันเป็นช่วงกะทันหัน อาจจะมีข้อแม้ที่ทำให้คืนสภาพไม่ได้อีกอย่างคือผมนึกถึงหลักชีวะที่เคยเรียนติดตัวไว้
การ Test Cross ของสิ่งมีชีวิตที่ครอสกันไปมาเปลี่ยนลักษณะไปเรื่อยๆ จนจับทางไม่ได้
แล้วถ้ายีนเด่นคือฉลามแปลว่ายีนด้อยคือมนุษย์ ผมไม่รู้ว่ากว่าจะมาเป็นคนได้เขาผ่านการครอสกันมานานแค่ไหนหากมองในมุมที่เป็นมนุษย์เต็มตัวซึ่งสามารถเปลี่ยนร่างเป็นฉลามได้ ก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่คนใดคนหนึ่งจะฝ่าพันธุกรรมเป็นฉลามไม่ได้เหมือนกับในหนังที่จะต้องมีคนหนึ่งอ่อนแออีกคนแข็งแรงเหนือใคร ผมคิดว่าดีวานอาจจะเป็นคนนั้นก็ได้ก่อนจะโดนฆ่าตายเพราะสัญชาตญาณของพี่น้องคนอื่น
ความคิดผมหนักหน่วงขึ้นมันเกินกว่าวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ได้ ผมเลียปากพลางคิดว่านี่มันคือเรื่องบ้าอะไร
และผมก็พบกับความจริงอีกอย่างที่ทำให้ต้องหยิบมือถือมาคุยกับปลายสาย
“คุณ...คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าพวกเขาเป็นอะไร
[โซล]
“นี่คือสิ่งที่ต้องการจะบอกผมเหรอ” ผมถามเขาเสียงสั่น หลายความรู้สึกมากที่จู่โจมผม “คุณรู้ว่าเขาเป็นฉลามรู้ได้ไงตอนไหนกัน”
[ก็ตั้งแต่บนเรือผมเจอเขาตอนแปลงร่าง]
“…”
[ผมคิดว่ามันบ้ามากพวกเขาขู่ว่าจะฆ่าผมถ้าเกิดไม่ช่วยให้คุณรอดจากมือพ่อแล้วก็สารภาพผิดว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าน้องชายผมตาย]
“แล้วเขาได้บอกคุณไหมว่าถ้าผมรู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้ายผมจะรู้สึกยังไง”
[...]
“แล้วคุณรู้ไหมว่าดาย...ก็ฆ่าพี่ชายตัวเองเหมือนกัน”
กลิ่นเลือด...
กลิ่นหอมหวานที่เตะจมูกคนนอนหลับส่งผลให้คนพี่ที่นอนอยู่นั้นลืมตาตื่นขึ้นมาขณะที่มือควานหาคนข้างกายที่ควรจะนอนอยู่ด้วยกันทว่าเมื่อสัมผัสก็เจอเพียงความว่างเปล่ากับแขนของน้องชายที่นอนหลับอยู่อีกฝั่งเล่นเอาเจ้าตัวชะงักลุกขึ้นมานั่งมองหาคนรักของตัวเอง
“โซล?” ดีวานส่งเสียงเรียก เงี่ยหูฟังเผื่อว่าคนตัวเล็กจะอาบน้ำแต่ทุกอย่างก็เงียบมาก เขาเลยเดินไปดูก่อนจะพบว่าในห้องน้ำมันว่างเปล่าคิ้วสวยขมวดติดกันเดินไปมาอยู่ในห้องกลิ่นหวานหอมของเลือดกระตุ้นบางอย่างในร่างให้ตื่นตัวขึ้นมา
ถึงอย่างนั้นเขาก็พยายามสะกดมันไว้เดินไปเขย่าตัวน้องชายให้ตื่นจากความฝัน
“ดีแลนโซลหายไป”
“หา?”
“ตามหาเร็ว” คนน้องที่เพิ่งตื่นครางในลำคออย่างงัวเงียแต่ทันทีที่ได้ยินว่าร่างบางหายตัวไปก็รีบยันตัวมานั่ง ดีวานเดินลงมาชั้นล่างพยายามมองหาว่าเด็กซนไปอยู่ที่ไหน แอบเหล่มองประตูห้องลับก็พบว่ามันยังปิดตายไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าชั้นหนังสือมันเลื่อนจากที่เดิมมานิดหน่อย
ดีวานกับดีแลนช่วยกันตามหากุญแจรถยังอยู่ที่เดิมแปลว่าโซลไม่ได้ขับรถออกไปไหน
ที่น่าตีคือสภาพแบบนั้นยังจะออกไปซนได้ดีวานคิดแล้วว่าถ้าเจอตัวเมื่อไหร่คงต้องจับมาฟาดสักทีให้หลาบจำ
“อยู่นั่นไง”
“โล่งอกไปที” ดีแลนถอนหายใจวูบตอนที่พี่ชายชี้ให้เห็น โซลยืนอยู่ในทะเลหยาดใสโอบเอวเขาไว้เพียงครึ่งทว่าก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะพาตัวเองไปสู่ความตายหรืออยากเล่นน้ำแบบพวกเด็ก ๆเขาเพียงแค่ยืนนิ่ง ๆ จ้องมองทะเลราวกับรอให้อะไรสักอย่างมาพรากตัวเองไป “โซลดูเศร้าจัง เกิดอะไรขึ้น ?”
“ไม่รู้สิ”
“…”
“คงคิดมากเรื่องนั้นมั้ง” คำพูดของดีวานมาพร้อมกับลมหายใจที่พ่นออก เขารู้ว่าโซลเจ็บหนักแค่ไหนมันไม่ใช่แค่ร่างกายมันรวมถึงหัวใจที่กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่และต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมแน่นอนว่าการจะสมานบาดแผลนั้น นอกจากเวลาก็ต้องมีความรัก มีความจริงใจให้กัน
และก็ความซื่อสัตย์สิ่งนี้จะทำให้เราเชื่อใจแล้วอยู่ด้วยกันได้ตราบนานเท่านาน
สองหนุ่มสบตากันแลกเปลี่ยนความคิดผ่านสายลมก่อนที่ดีวานจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาคนที่เหม่อลอยไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเขามายืนอยู่ด้านหลังทว่าสิ่งที่กดดันกลับเป็นการที่ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งได้กลิ่นเลือดชัด กระทั่งหลุบตาต่ำไปมองมือขาว
ถึงได้เห็นเลือดสีแดงฉานหยดลงทะเลทีละหยด
“มือคุณไปโดนอะไรมา”
“อะ!”
“ทำไมไม่เรียกผมล่ะ?” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นทำโซลตกใจนิดหน่อยเขาหันมามองดวงตาเบิกกว้าง ถึงอย่างนั้นก็ยังคงนิ่งไม่หนีไปไหนแวบแรกมันเป็นความตื่นตระหนกตกใจพลันก็กลายเป็นเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแต่ที่แน่ชัดคือความเสียใจ
ความเสียใจทั่วนัยน์ตา
“เป็นอะไรไปทำไมซนแต่เช้า ?”
“ตื่นแล้วเหรอหลับยาวเลยนะ”
“…”
“คงมีความสุขมากใช่ไหมครับ?” เขายกยิ้ม ดูอ่อนล้ายิ่งกว่าแก้วใสดีวานคล้ายกับเห็นรอยร้าวตราตรึงอยู่ข้างใน เขาสะกดกลั้นตัวเองไว้จับมือคนตัวเล็กที่มีเลือดไหลมาดูเบา ๆ ดวงตาสีดำไล่มองรอยแผลยาวมันดูเหมือนโดนอะไรบาด บางทีโซลอาจจะไปโดนมีดเข้า
ก็หวังเพียงว่ามันจะไม่ใช่ความตั้งใจ
“เจ็บไหม”
“ไม่ครับผมไม่รู้สึกอะไร”
“แต่แผลมันใหญ่”
“ใช่แผลมันใหญ่จนไม่รู้สึกแล้ว” เขาปากสั่นดีแลนเลยเข้ามาสมทบเนื่องจากเห็นดีวานดูนิ่งไป โซลกวาดตามองดูพวกเขา ระบายยิ้มบางขณะที่หัวใจสั่นไหว ผิดกับดีแลนและพี่ชายพวกเขาห่วงใหญ่เพราะตอนนี้โซลดูเก็บอะไรไว้
ไม่ต่างจากพายุใหญ่ที่มาตอนทะเลสงบ
“ไปทำแผลกันเถอะที่รักเอามาโดนน้ำทะเลแบบนี้มันไม่แสบแย่เหรอ ?”
“น้ำทะเลไม่แสบเท่าคำพูดคนหรอกดีแลน”
“หืม?”
“คำพูดคนน่ะร้ายกว่ามากเลย” โซลหัวเราะ ดูยังไงก็เป็นการแกล้งทำสองพี่น้องเลยคิดว่าโซลอาจจะฝันร้ายไม่ก็เจอเรื่องไม่ดีเข้าเลยทำให้คิดมากแต่เลือกที่จะเก็บมันไว้เนื่องด้วยนิสัยก็ไม่ใช่คนที่พูดอะไรออกมาง่าย ๆ อยู่แล้วส่งผลให้ดีแลนเดินไปกอดจากด้านหลัง กดจูบลงบนกลุ่มผมหอมโดยไม่ทันสังเกตสีหน้า
ร่างเล็กเผลอกัดปากเขาใช้มืออีกข้างลูบแขนดีแลนไว้ รอยยิ้มเหนื่อยล้ามีอิทธิพลกับหัวใจ
“วันนี้ทะเลสงบจัง” เจ้าตัวพูดเสียงสั่นเครือคล้ายคนร้องไห้ “นานแล้วที่ผมไม่เห็นทะเลสงบแบบนี้คุณรู้ไหมว่าทั้งชีวิตผมเห็นแต่ทะเลสีเลือดบ่อยแค่ไหน น้ำทะเลจะกระจายมีแต่สัตว์อันตรายว่ายวนรอบผม จนวันหนึ่งผมถึงได้รู้ว่าคนต่างหากที่ร้ายกว่าสัตว์ขนาดไหน”
“คุณเหนื่อยก็ควรจะหยุดคิดไม่ใช่หรือไง” ดีวานปลอบใจ เขาถอดเสื้อตัวเองมาห้ามเลือดที่มือโซลไว้เวลานี้ต่อให้อุ้มคนตัวเล็กก็คงยังไม่อยากกลับไปด้านในร่างสูงหวังเพียงจะได้เห็นรอยยิ้มไม่ก็สีหน้าแพรวพราวที่แสดงถึงความสนใจ
ไม่ใช่การหลุบตาต่ำแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนล้า
“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตคิดมากอันดับหนึ่งของโลกคุณรู้ไหมพวกเราไม่เหมือนสัตว์ที่คิดแค่ว่าจะเอาตัวรอดไปวัน ๆ ได้ยังไง แต่ถ้าทำแบบนั้นได้ชีวิตก็คงง่ายขึ้นเยอะ” โซลว่าพร้อมถอนหายใจ นัยน์ตาทอดยาวมองอะไรไปไกล “พวกคุณล่ะเคยมีเรื่องอะไรที่คิดมากบ้างไหมเรื่องที่ติดอยู่ในหัวบอกใครไม่ได้”
“ถ้าบอกใครไม่ได้จะคิดมากทำไม”
“…”
“สุดท้ายบอกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” คำตอบนั้นทำโซลชะงัก ลากสายตาไปมองดีวานที่หน้านิ่งใส่ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มคนของหัวใจ “คุณต้องเลิกคิดมากรู้ไหมคุณจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับพวกเรา”
“เมื่ออยู่กับพวกคุณ...งั้นเหรอ?” เขาทวนคำนั้น นิ่งชะงักยามจุมพิตแนบลงบนหน้าผาก “คุณให้ความสำคัญกับผมจังเลยนะ”
“ก็เพราะว่าคุณสำคัญและเรามีชีวิตอยู่เพื่อคุณ”
“เป็นคำพูดที่โรแมนติกจังคุณว่าไหม”
กึก !
“แต่คุณว่ามันเหนื่อยไหมมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นน่ะ”คำถามที่สวนกลับทำสองหนุ่มชะงัก “ทั้งที่นี่เป็นชีวิตของตัวเองแท้ๆ กลับต้องติดอยู่กับคนอื่นตลอดเวลา ถึงปากจะบอกว่ารักแต่การกระทำมันสวนทาง”
“คุณกำลังหมายถึงเรื่องอะไรเหรอที่รัก ?” ดีแลนถามขยับตัวมายืนด้านหน้ามองดูคนของตัวเองเต็มตาที่ยิ้มอยู่ “ทำไมถึงพูดเหมือนมีอะไรในใจถ้าคุณรู้สึกไม่ดีอะไรก็บอกเราได้นะ มันไม่จำเป็นที่คุณจะเข้มแข็งหรือเก็บทุกอย่างไว้ตลอดเวลา”
“พวกคุณเองก็ไม่ได้บอกผมทุกอย่างใช่ไหมล่ะ”
“อะ...”
“เพราะขนาดเรื่องสำคัญ...ผมยังเป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้เลย”