เช้าวันถัดมา คนรับใช้ของสือชิงเหอมาถึงก่อนเสียงเมืองเป่ยหลัวจะคึกคักเต็มที่
“นายท่านให้เชิญทั้งสองท่านไปพบ”
ลั่วจวินกับอวี้เซียวสบตากันเพียงแวบเดียว
ตรีสารยังอยู่ในแขนเสื้อลั่วจวิน ส่วนลูกธนูพิเศษจากเจิ้งหาวก็ยังถูกอวี้เซียวเก็บไว้แนบสัมภาระอย่างระวัง
ของสองชิ้นนั้นต่างมาก่อนคำอธิบาย
และบัดนี้ คนที่นั่งรออยู่หลังโต๊ะไม้เตี้ยในห้องด้านใน ก็ดูไม่เหมือนผู้ที่จะปล่อยให้คำอธิบายผ่านไปง่าย ๆ
สือชิงเหอเงยหน้าขึ้นเมื่อทั้งสองก้าวเข้ามา
“นั่งลงก่อน”
ไม่มีคำทักทายเกินจำเป็
บนโต๊ะมีกาน้ำชาและถ้วยสามใบ สือชิงเหอรินชาให้ทั้งสองคนเอง ก่อนวางกาลงอย่างเงียบเชียบ
“เมื่อวานไปย่านตีเหล็กมาแล้ว?”
“ไปมาแล้วขอรับ” ลั่วจวินตอบ
“เจอคนที่เ้าตามหาหรือไม่”
“เจอ”
เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้น จากนั้นจึงหันไปทางอวี้เซียวพร้อมกับกล่าวอย่างราบเรียบ
“ดูเหมือนลั่วจวินจะเสร็จธุระของเขาแล้ว”
เขากล่าวเรียบ ๆ
“แล้วเ้าล่ะ มาถึงเป่ยหลัวเพราะสิ่งใด”
คำถามนี้ตรงเกินกว่าที่ควรตรง
และเพราะตรงเกินไป จึงทำให้ตอบยากกว่าเดิม
อวี้เซียวไม่ได้รีบตอบ
ไอร้อนจากกาชาข้างโต๊ะลอยขึ้นเงียบ ๆ ช่องว่างระหว่างลมหายใจของคนสามคนจึงยิ่งชัดกว่าเดิม
“ข้ามาหาคนผู้หนึ่ง”
“เ้าจะตอบเหมือนลั่วจวินไม่ได้”
“ข้ามาหาคนเช่นเดียวกับลั่วจวินจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะตอบเพื่อเลี่ยงคำถาม”
สือชิงเหอพยักหน้าเบา ๆ
“คนในตระกูลหานหรือ”
คำถามนั้นทำให้อวี้เซียวมองเขานิ่งขึ้น
“ท่านถามเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว”
“ข้าไม่รู้”
สือชิงเหอตอบง่ายเกินคาด
“แต่คนอย่างเ้า หากออกเดินทางคนเดียวและไม่อยากให้ตระกูลหาพบ ย่อมมีไม่กี่เหตุผล”
อวี้เซียวยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เหตุผลของข้าเดาง่ายถึงเพียงนั้น?”
“ไม่ง่าย”
สือชิงเหอยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งคำ
“แต่คาดการณ์ได้ไม่ยาก”
รอยยิ้มของอวี้เซียวค้างอยู่ครึ่งจังหวะ
ลั่วจวินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
“หลุดพิรุธอีกแล้วหรือ”
อวี้เซียวหันมามองเขาทันที
“ข้าหลุดพิรุธตรงไหน”
“ตรงที่เ้าถามกลับเร็วเกินไป”
“นั่นเรียกว่าพิรุธหรือ”
ลั่วจวินพยักหน้าตอบ
ความเงียบตกลงมาชั่วอึดใจ
สือชิงเหอวางถ้วยชาลงอย่างสงบ
“พวกเ้าสองคนดูเข้ากันได้ดีกว่าที่ข้าคิด”
อวี้เซียวไอเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนกลับเข้าเื่อย่างรวดเร็ว
“ข้าตามหาคนผู้หนึ่งจริง”
“ชื่อ?”
“ยังไม่อาจบอกได้”
“เหตุผล?”
“ยังไม่อาจบอกได้เช่นกัน”
สือชิงเหอมองเขานิ่ง ๆ
อวี้เซียวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“เบาะแสสุดท้ายของคนผู้นั้นขาดหายไป ข้าตามมาถึงเป่ยหลัวก็เพราะคิดว่าจะพบร่องรอยที่นี่”
เขาหยุดเพียงนิด
“แต่จนถึงตอนนี้ ข้าได้เพียงร่องรอยที่คล้ายจริง และคล้ายถูกคนจงใจปล่อยให้ข้าได้ยิน”
ลั่วจวินฟังแล้วไม่แสดงสีหน้า
เขารู้ว่าอวี้เซียวไม่ได้พูดทั้งหมด เช่นเดียวกับที่เขาเองก็ไม่ได้พูดทั้งหมด
สือชิงเหอถามขึ้น
“ร่องรอยนั้นชี้ไปที่ใด”
อวี้เซียวเงียบ
ครั้งนี้นานพอให้ความเงียบกลายเป็แรงกดเสียเอง
อวี้เซียวจึงกล่าวในที่สุด
“ชางหลิน”
ถ้วยชาของลั่วจวินหยุดอยู่กลางมือ
เพียงเสี้ยวเดียว
สั้นพอที่คนทั่วไปอาจไม่ทันเห็น
แต่ไม่พ้นสายตาของสือชิงเหอ
อวี้เซียวเองก็เห็นเช่นกัน
เขาหันมามองลั่วจวินทันที
“เ้าก็กำลังหาทางไปชางหลินหรือ”
ลั่วจวินไม่ตอบตรง ๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“ข้าเคยได้ยินชื่อ”
“เพียงเคยได้ยิน?”
ลั่วจวินมองเขากลับ
“ใช่” เื่นี้ลั่วจวินไม่ได้โกหก เพราะเขาเพียงเคยได้ยินจริง ๆ จากปากหยวนเหลาโถวไม่กี่คำ
อวี้เซียวไม่ได้ตอบในทันที
เพราะคำถามนั้นทำให้เขารู้ตัวว่า ตนเองเผลอเร่งไปครึ่งก้าว
สือชิงเหอจึงกล่าวขึ้นแทน
“ดูเหมือนชื่อนี้จะผุดขึ้นมาบ่อยใน่ที่ผ่านมา”
เขาหยุดเพียงนิด
สือชิงเหอทอดสายตามองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางถ้วยชาลง
“แล้วเ้าหาทางไปชางหลินได้แล้วหรือยัง” คำถามนี้มุ่งตรงไปยังอวี้เซียว
อวี้เซียวเงียบไปครู่หนึ่ง
“ยังขอรับ”
“เช่นนั้น หากข้าบอกว่าข้าสามารถช่วยเ้าหาทางไปชางหลินได้ เ้าจะว่าอย่างไร”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบจากการชั่งคำตอบ
แต่เป็ความเงียบของคนที่รู้ดีว่า ความช่วยเหลือจากสือชิงเหอไม่มีวันเป็ของไร้ราคา
แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้อวี้เซียวปฏิเสธข้อเสนอนี้
“เชิญท่านพูดเงื่อนไขมาได้เลย”
“ชางหลินไม่ใช่สถานที่ที่รู้ชื่อแล้วจะเดินไปถึง ไม่แน่ว่าต่อให้รู้พิกัด ตัวข้าเองก็ไม่อาจเข้าไปได้แม้เพียงครึ่งก้าว”
ลั่วจวินฟังเงียบ ๆ
อวี้เซียวนิ่งไป
“ข้าเพียงอยากให้เ้ายืนยันบางอย่างที่ชางหลิน”
“ยืนยันอะไร”
“เมื่อถึงเวลาข้าจะบอกเ้าเอง”
อวี้เซียวมองเขาตรง ๆ
“เช่นนั้นท่าน้าให้ข้ารับปากโดยไม่รู้รายละเอียด?”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว”
สือชิงเหอตอบ
“ข้า้าให้เ้าตัดสินใจว่า เบาะแสที่ชางหลินมีค่าพอจะให้เ้ารับความเสี่ยงหรือไม่”
อวี้เซียวหัวเราะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
“คำตอบของท่านเหมือนวางคมมีดไว้บนโต๊ะ”
สือชิงเหอมองเขาอย่างสงบ
“อย่างน้อยเ้าก็รู้ว่านี่คือคมมีด”
“หากจับอย่างถูกวิถี ไม่แน่ว่าเ้าอาจจะไม่ต้องสูญเสียเืแม้เพียงหยดเดียว”
สือชิงเหอตอบ
“งานที่ท่านพูดเกี่ยวกับตระกูลหานหรือไม่”
“เท่าที่ข้ารู้ ตอนนี้ยังไม่เกี่ยวกับตระกูลหาน”
“เกี่ยวกับลั่วจวินหรือไม่”
สือชิงเหอเลื่อนสายตาไปทางลั่วจวินเพียงครู่หนึ่ง
“เื่นั้นเ้าคงต้องถามลั่วจวินเองในภายหลัง”
คำถามนี้ทำให้ห้องเงียบลงอีกชั้น
ลั่วจวินยังนั่งนิ่ง
แต่สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สือชิงเหอพิจารณาอวี้เซียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาลั่วจวิน
“ดูเหมือนเ้าเองก็สนใจเื่ชางหลินไม่น้อย”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาเป็คำตอบ
สือชิงเหอกล่าวต่อ
“งานนี้พวกเ้าช่วยกันทำสองคนได้”
ห้องเงียบลงเล็กน้อย
อวี้เซียวหันมามองลั่วจวิน แต่ไม่ได้เอ่ยถาม
ลั่วจวินเองก็ไม่ได้รีบตอบ เขารู้ดีว่า คำว่า งาน ที่สือชิงเหอพูด คงไม่ง่ายดายนัก สุดท้ายเขาจึงกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ข้ารับเพียงน้ำใจของท่านไว้”
สือชิงเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ลั่วจวินกล่าวต่อ
“เมื่อใดที่ข้า้าให้ท่านช่วย ข้าจะบอกท่านด้วยตัวของข้าเอง”
คำตอบนั้นไม่แข็งกร้าว
แต่ก็ไม่เปิดทางให้ถามต่อ
สือชิงเหอวางถ้วยชาลงเบา ๆ
“ข้าจะถือว่านั่นเป็คำตอบ”
ลั่วจวินพยักหน้าเพียงน้อย
สือชิงเหอจึงหันกลับไปทางอวี้เซียว
“ข้ายังรอคำตอบของเ้าอยู่”
อวี้เซียวรับคำ
“ข้ารับ”
“ดี”
อวี้เซียวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ท่านชอบให้คนเดินโดยเห็นทางเพียงครึ่งเดียวหรือ”
“อย่าเพิ่งเข้าใจข้าผิดไป”
สือชิงเหอตอบ
“ข้าเพียงไม่ชอบให้คนที่ยังไม่ถึงประตู รู้ว่าในห้องมีสิ่งใดวางอยู่”
อวี้เซียวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ข้าชักเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านจึงมีศัตรูได้ไม่ยาก”
สือชิงเหอมองเขาอย่างสงบ
“ข้าก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลหานจึงยังหาตัวเ้าไม่เจอ”
รอยยิ้มของอวี้เซียวค้างไปครึ่งจังหวะ
สือชิงเหอเลื่อนมือเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นจึงหยิบแผ่นสามเหลี่ยมสีเทาด้านชิ้นหนึ่งออกมาวางลงระหว่างถ้วยชาทั้งสามใบ
ขอบทั้งสามด้านเก็บไว้คมกริบ ใต้แสงในห้อง บนผิวของมันมีแนวรอยละเอียดวิ่งซ้อนกันอยู่หลายชั้น ราวกับอักขระและกลไกบางอย่างถูกฝังกลืนไว้ภายในอย่างแแ่
อวี้เซียวมองแผ่นนั้นนิ่ง
ลั่วจวินกลับเงยหน้าขึ้นทันที
“ตรีสารหรือ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาสั้นมาก
สั้นเสียจนแม้แต่เ้าของคำพูดเองก็รู้ตัวในทันทีว่า ไม่ควรปล่อยมันออกมาเร็วถึงเพียงนั้น
แต่สายไปแล้ว
สือชิงเหอมองเขา
อวี้เซียวเองก็หันมามองเขาเช่นกัน
ความเงียบในห้องหนักขึ้นอีกชั้น
สือชิงเหอเอ่ยขึ้นก่อน
“ดูเหมือนข้าไม่จำเป็ต้องอธิบายชื่อของมันแล้ว”
ลั่วจวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงล้วงมือเข้าแขนเสื้อ หยิบแผ่นสามเหลี่ยมอีกชิ้นหนึ่งออกมาวางลงข้างกัน
รอยใต้ผิวของทั้งสองแผ่นมิได้เหมือนกัน ทว่าขนาด สีเทาด้าน ขอบคมกริบ และแนวกลไกที่ฝังอยู่ใต้ผิว ล้วนบอกชัดว่ามันออกมาจากมือช่างคนเดียวกัน
อวี้เซียวมองแผ่นที่ลั่วจวินหยิบออกมา แล้วมองแผ่นที่สือชิงเหอวางไว้
“สองชิ้นนี้ เป็ของชุดเดียวกัน”
ลั่วจวินตอบเพียงสั้น ๆ
“ดูเหมือนจะใช่”
“นั่นหมายความว่าปลายทางที่เ้ากำลังจะไป ก็เป็ชางหลินเช่นกัน”
ลั่วจวินนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบ
“ใช่”
คำตอบนั้นทำให้อวี้เซียวเงียบไป
ไม่ใช่เพราะแผ่นในมือลั่วจวินเป็เื่ใหม่สำหรับเขา
แต่เพราะสิ่งที่เขาเคยเห็นกับตาเมื่อวาน เพิ่งถูกโยงเข้ากับชื่อชางหลินตรงหน้าอย่างชัดเจน
สือชิงเหอเลื่อนสายตาจากแผ่นตรีสารสองชิ้นกลับมายังคนทั้งสอง
“ดี”
คำเดียวนั้นเรียบเกินคาด
“เมื่อความลับบางส่วนเปิดแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็ต้องเดินอ้อมมากนัก”
เขาผลักตรีสารแผ่นที่ตนวางไว้ไปทางอวี้เซียว
“แผ่นนี้เป็ของเ้า”
อวี้เซียวยังไม่ยื่นมือไปรับทันที
“เหตุใดท่านจึงมีของชิ้นนี้อยู่กับตัว”
“ข้าหามาได้ยังไง นั่นไม่ใช่เื่ที่เ้าควรสนใจในตอนนี้”
คำตอบนั้นไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
แต่ก็ชัดว่า สือชิงเหอไม่คิดให้มากไปกว่านี้
อวี้เซียวมองแผ่นตรีสารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปแตะขอบของมัน
ผิวแผ่นเย็นกว่าที่คิด
และน้ำหนักของมันก็มากกว่าขนาดของมันเช่นกัน
สือชิงเหอกล่าวต่อ
“เื่ที่เ้าควรสนใจในตอนนี้คือ สิ่งที่ข้า้าให้เ้าทำ”
อวี้เซียวเงยหน้าขึ้น
“เมื่อเ้าเข้าไปถึงชางหลิน ข้า้าให้เ้ายืนยันเื่หนึ่ง”
สือชิงเหอหยุดเพียงครู่เดียว
“เื่ใด”
สือชิงเหอหันไปสบตาลั่วจวินครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ค่ายกลใต้ชางหลินยังทำงานปรกติดีอยู่หรือไม่”
ลั่วจวินมองเขานิ่งขึ้นทันที
อวี้เซียวเองก็ไม่ต่างกัน
“ค่ายกลใต้ชางหลิน?”
“ใช่”
“ให้ข้าไปแตะต้องมันหรือ”
“ไม่”
คำตอบของสือชิงเหอสั้นมาก
“ข้า้าเพียงคำยืนยัน ว่ามันยังทำงานอยู่ ใช่หรือไม่”
อวี้เซียวฟังแล้วไม่ได้ถามต่อในทันที
“และแน่นอนว่าพวกเ้าต้องหาคำตอบเื่นี้เองอย่างลับ ๆ เพราะ ความลับเื่ค่ายกลใต้ชางหลินมิใช่สิ่งที่พวกเ้าสามารถเอาไปพูดให้ใครฟังได้”
“เมื่อกี้ท่านพูดว่า พวกข้าหรือ” ลั่วจวินเหมือนฟังได้ไม่ถนัด
“หากเ้าอยากให้อวี้เซียวจัดการเื่นี้เพียงลำพัง นั่นก็แล้วแต่เ้า”
นี่ไม่ใช่คำตอบที่ลั่วจวินอยากได้ยินสักเท่าไหร่นัก เขามองตรีสารบนโต๊ะ
ถึงตรงนี้ ลั่วจวินเข้าใจแล้วว่าหมากที่สือชิงเหอวางรวมเขาไปด้วยแล้วในกระดานนี้
อวี้เซียวเก็บตรีสารเข้าชายเสื้ออย่างระวัง
คราวนี้สีหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มง่าย ๆ เหลืออยู่มากนัก
ลั่วจวินเก็บตรีสารของตนกลับเข้าแขนเสื้อ
อวี้เซียวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ข้าชักเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านจึงมีศัตรูได้ไม่ยาก”
สือชิงเหอมองเขาอย่างสงบ
“ข้าก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลหานจึงยังหาตัวเ้าไม่เจอ”
รอยยิ้มของอวี้เซียวค้างไปครึ่งจังหวะ
ลั่วจวินมองถ้วยชาตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ
ครั้งนี้เขาไม่ช่วย
สือชิงเหอยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ระหว่างหาทางไปชางหลิน พวกเ้าพักที่เรือนรับรองแห่งนี้ได้”
ลั่วจวินยังขุ่นอยู่เล็กน้อยที่เมื่อครู่ตามหมากของสือชิงเหอไม่ทัน จึงกล่าวเสียงเรียบ
“เช่นนั้นข้าควรขอบคุณท่านก่อน หรือควรถามราคาก่อนดี”
สือชิงเหอหัวเราะชอบพอในท่าทีของลั่วจวินที่ไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน
“เอาเถอะ ๆ ถือว่าข้าติดค้างเ้าคราหนึ่ง”
สือชิงเหอโบกมือเบา ๆ “พวกเ้าไปพักเถิด”
คำสั่งนั้นสั้น แต่ชัดว่าไม่มีอะไรให้พูดต่อในเวลานี้
อวี้เซียวลุกขึ้นก่อน ค้อมศีรษะให้สือชิงเหออย่างเป็ทางการกว่าเดิมเล็กน้อย
ลั่วจวินลุกตาม
ทั้งสองเดินออกจากห้องไปโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยคำเพิ่ม
ประตูปิดลงเบา ๆ
ห้องด้านในเหลือเพียงสือชิงเหอกับถ้วยชาสามใบ
ในอีกฟากหนึ่งของเป่ยหลัว
ห้องนั้นมืดเกินกว่าจะเรียกว่าเป็ห้องรับแขก
ผนังหินทั้งสี่ด้านชื้นเย็น ไร้หน้าต่าง ไร้ของประดับ มีเพียงโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งกับเชิงเทียนเหล็กสีดำตั้งอยู่มุมห้อง เปลวไฟบนไส้เทียนไหวเอื่อยอยู่ดวงเดียว ทว่าให้แสงได้ไม่พอจะขับไล่เงาออกไปจริง เหมือนมันมีไว้เพียงเพื่อให้รู้ว่า ความมืดยังปกคลุมอยู่หนาแน่นเพียงใดเท่านั้น
ปลายห้องมีร่างหนึ่งนั่งอยู่
อาภรณ์สีดำกลืนกับเงาจนแทบแยกไม่ออก เห็นชัดเพียงหน้ากากครึ่งหน้าสีเทาเงินกับมือข้างหนึ่งที่วางนิ่งอยู่บนที่เท้าแขน ท่าทางของเขาสงบเกินคนทั่วไป และยิ่งสงบเท่าใด ห้องทั้งห้องก็ยิ่งตึงมากขึ้นเท่านั้น
เบื้องหน้าเขา ชายอีกคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน ศีรษะก้มต่ำ มือทั้งสองประสานแนบพื้น ท่าทางสำรวม หากไหล่ที่เกร็งอยู่เพียงน้อยก็พอจะบอกได้ว่า คนผู้นี้ไม่กล้าผ่อนลมหายใจแรงเกินจำเป็แม้แต่น้อย
เสียงเทียนปะทุแ่เบาขึ้นครั้งหนึ่ง
จากนั้นผู้คุกเข่าจึงเอ่ยรายงาน
“ยังอยู่ในเป่ยหลัวขอรับ”
ชายสวมหน้ากากไม่ตอบทันที
นิ้วมือของเขาแตะลงบนที่เท้าแขนเบา ๆ หนหนึ่ง ก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงต่ำเรียบ
“แน่ใจหรือ”
ผู้คุกเข่าก้มต่ำลงกว่าเดิม
“แน่ใจขอรับ คนของเรายังเห็นนางอยู่ ไม่คลาดสายตา”
ความเงียบจึงตกลงมาอีกครา
ชายสวมหน้ากากเงยหน้าขึ้นเพียงน้อย เปลวเทียนสะท้อนผ่านขอบหน้ากาก แตะขึ้นไปถึงดวงตาคู่นั้นชั่วแวบหนึ่ง ดวงตาไร้ทั้งความตื่นเต้นและความลังเล ราวกับข่าวนี้มิได้เกินไปจากสิ่งที่เขาคาดไว้แม้แต่น้อย
“นางรู้อะไรหรือยัง”
คำถามนั้นสั้นนัก
ผู้คุกเข่ารีบตอบในทันที
“คิดว่าน่าจะยังไม่รู้ นางยังเคลื่อนไหวตามปกติ คนของเราไม่เข้าใกล้เกินจำเป็”
มุมปากใต้หน้ากากขยับขึ้นเพียงน้อย
ไม่ใช่รอยยิ้ม
หากเป็ความพอใจที่ไม่จำเป็ต้องส่งไปถึงสีหน้า
“ดี”
คำเดียวนั้นทำให้ผู้คุกเข่าก้มต่ำลงอีกทันที
ชายสวมหน้ากากจึงกล่าวต่อ
“เฝ้าต่อไป”
เปลวเทียนไหววูบเบา ๆ
เงาบนผนังด้านหลังยืดยาวขึ้นชั่วขณะ
“อย่าเพิ่งแตะต้องนาง” เขาว่า “ตราบใดที่ของยังอยู่กับตัวนาง เราก็ยังไม่ต้องรีบ”
ผู้คุกเข่าชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนตอบรับ
“ขอรับ”
ชายสวมหน้ากากเอนตัวกลับช้า ๆ สายตายังคงจับอยู่ที่ความมืดเบื้องหน้า ราวกับสิ่งที่เขากำลังมองไม่ใช่ห้องหินแคบ ๆ นี้ หากเป็ถนนหลายสายและเส้นทางหลายเส้นที่กำลังค่อย ๆ กันในเมืองเป่ยหลัว
“หากนางออกจากเมือง” เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง “ข้าต้องรู้ก่อนคนอื่น”
คราวนี้ผู้คุกเข่าแนบหน้าผากลงกับพื้นหินเย็นในทันที
“รับทราบขอรับ”
ชายสวมหน้ากากไม่ตอบอีก
เขาเพียงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น ขณะที่เปลวเทียนยังไหวแ่ และความมืดก็ยังคงทับซ้อนแน่นอยู่ทั่วทั้งห้อง ราวกับกำลังรอเวลาให้บางสิ่งเคลื่อนเข้าใกล้มือของมันเอง