ฉันประทังชีวิตด้วยกล้วยน้ำว้าสุกและน้ำเปล่าในโอ่ง มา 2 มื้อแล้ว ด้วยความหิวจนตาลาย ฉันคว้ามาม่าดิบมากินทั้งน้ำตา คิดถึงอาหารมื้อหรู เลิศรส โอมากาเสะที่ตัวเองเคยกินแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ก็ยิ่งปวดตุบๆ ในใจ
ชีวิตที่ฉันกำลังเผชิญมันต่างกันราวฟ้ากับเหว นรกกับ์ ฉันพึ่งตาสว่างมองเห็นว่าชีวิตที่ผ่านมาของฉันมันดีแค่ไหน
เข้าใจคำว่า “บนกองเงินกองทอง” ก็วันนี้เอง
จนเกือบค่ำ เรือเล็กลำเดิมก็จอดเทียบท่า เขาเดินขึ้นฝั่งพร้อมถุงอะไรสักอย่าง พอจ้องดูดีๆ ฉันก็ถึงกับน้ำลายหก กุ้งเผาตัวส้มๆ หลายสิบตัว นอนรอฉันอยู่
เขาวางถุงอาหารไว้บนโต๊ะ แล้วหันมองฉันด้วยหางตา ฉันแกล้งก้มใบหน้าหนี ไม่แสดงออกว่าฉันอยากกินสิ่งที่เขาถือมาด้วยแค่ไหน
“ต้องให้จุดธูปเชิญหรอ”
“....”
“หิวก็มากิน”
เขาพูดเสียงเรียบ เดินลงหน้ากระท่อมไปนอนในเปลมุมเดิม
ฉันลุกเดินย่องๆ เข้าไปใกล้อาหาร มองด้วยตาแวววาว กลืนน้ำลายก้อนใหญ่ ท้องร้องลั่นแสดงความหิวออกมา พลางจ้องเขม็งไปที่เขา คิดว่าจะทำยังไงดี ระหว่างหนึ่งทำตัวดีแหวกนิสัยไปเลย กับสอง ทุบหัว แทงไส้ วางยา หรือทำอะไรกับไอ้บ้านี่สักอย่างให้มันเป็ผีเฝ้าเกาะนี้ซะ
หลังสำเหนียกตัวได้ว่าฉันต้องพึ่งพาไอ้บ้านี่อีกหลายอย่าง เลยทำการประจบโดยแกะกุ้งย่าง ที่เขาซื้อมาให้
“อ่ะ” ฉันยื่นกุ้งหอมๆ ไปตรงหน้าเขา
“นี่เธอเคี้ยวแล้วคายให้ฉันหรอ”
“ฉันแกะด้วยมือเถอะ!!! ถึงจะเละไปหน่อย แต่ก็ยังดูออกว่าเป็กุ้ง”
“....ไม่เอา” เขาก้มมอง หยีปากแสดงความรังเกียจอย่างไม่เก็บสีหน้า
“นี่! นายเป็คนแรกบนโลกนี้เลยนะ ที่ฉันแกะกุ้งให้ ..เสียใจชะมัด” ฉันกระแดะพูดเสียงเล็กเสียงน้อยใส่ พลางดึงจานกุ้งคืน
“เออ มาๆๆ กินก็กิน”
เขาพูดแบบขอไปที แล้วดึงจานกุ้งเละๆ นั่นไป อย่างน้อยก็ยอมคุยกับฉันแล้วแฮะ สงสัยจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว
หลังกินเสร็จเขาก็ล้มตัวลงนอน งีบไปเงียบๆ ฉันนั่งเล่นใช้ความคิดว่าทำยังไงจะออกจากเกาะนี้ได้ไวที่สุด
ขณะนั้นก็เริ่มจับสังเกตได้ว่า คนในเปลเริ่มไอ และ ไอหนักขึ้น เขานอนพลิกตัวหันหลังให้ฉัน ลำตัวหอบขึ้นลงตามแรงหายใจ จนเหมือนคนกำลังป่วยหนัก
“เอ่อ … เป็อะไรรึเปล่า”
เขายกมือขึ้นส่ายไปมา เหมือนบอกว่า ไม่เป็อะไร โดยที่ยังนอนหันหลังอยู่ในเปล ด้วยความสู่รู้ ฉันแอบย่องไปชะเง้อมอง สะดุ้งตัวด้วยความใกับภาพที่เห็น
สีหน้าเขาแดงกล่ำ ใต้ตาบวมเหมือนโดนผึ้งต่อย ปากเบินเหมือนฉีดฟิลเลอร์มา 10 ซีซี พร้อมผื่นแดงรอบคอ นอนหอบตัวโยนจนน่ากลัว
“นะ นี่นาย … นี่!!! เป็อะไรน่ะ”
“แค้กๆ มะ ไม่…” เขาเอ่ยปฏิเสธ ยกมือขึ้นปิดใบหน้า ไม่อยากให้ฉันเห็น
ฉันรีบไปหยิบผ้าที่ใกล้ตัวที่สุดชุบน้ำในโอ่งมาซับผิว เขาพยายามปัดมือฉันออก จนฉันต้องปืนขึ้นไปนั่งทับแขนเขา ถอดกระดุมเสื้อให้
“อยู่นิ่งๆ สิวะ!” ฉันสบถด่า โดยที่มือยังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาไปด้วย
“เดี๋ยวก็หาย แค้กๆๆ…ไปเอง แค้กๆ”
เขาไออย่างหนัก พยายามดึงมือที่ฉันนั่งทับอยู่ออก แน่นอนว่าฉันยิ่งทิ้งน้ำหนักตัวลงทับมากขึ้น จนตัวเขาเริ่มเย็นลง เบาจากอาการไอหอบ
“หายใจสะดวกขึ้นหรือยัง”
“อะ อืม แค้กๆ”
“นายแพ้กุ้งหรอ”
“...”
เขาเบือนใบหน้าหนี ขมวดคิ้วแล้วหลับตาลง ลมหายที่ถี่รัวเปลี่ยนเป็หนักและยาว บ่งบอกว่าเขากำลังหงุดหงิดจากการถูกจับจุดอ่อน
“ก็ไม่บอก ...จะได้ไม่แกะให้กิน”
“กลัวเธอเสียน้ำใจ…”
“แหม คนดีขึ้นมาเลยนะ” ฉันแขวะตอบเบาๆ
ฉันนั่งซับผิวอกเขาไปเรื่อยๆ ก่อนจะรู้สึกแปลกๆ กับท่าทางของตัวเอง ที่นั่งคล่อมทับมือเขาอยู่ บนเปลผืนเดียวกัน
“จะลุกได้รึยัง”
“อะไรยะ” เขาถอนหายใจ พลางกระดิกนิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อ้ะ ..!! อะ ไอ้บ้า”
ฉันใสะดุ้งตัวลุกขึ้นยืน เพราะปลายนิ้วที่เขากระดิกนั้น มันโดนส่วนบอบบางอันล้ำค่าของฉันเข้าจังๆ
“ใครใช้ให้เธอนั่งทับมือฉันล่ะ”
“โรคจิต!!”
“หึ เล็กอย่างกับเปลือกฝาหอย ยังกล้าหวงอีก!”
“เล็ก ไม่เล็ก มันก็ของฉันย่ะ”
“งั้นก็รักษาให้ดี อย่าเผลอให้ใครจับง่ายๆ แบบนี้อีกล่ะ”
“!!! จะ จับงั้นหรอ ...นะ นี่นาย...”
เขาลุกขึ้นยืน เดินตัวเซเข้าห้องกระท่อมไป ฉันยืนกระทืบเท้าด้วยใจที่ทั้งอายและหงุดหงิด
ไอ้บ้านี่!! อย่ามาอวดเหมือนได้จับโจ๊ะโม๊ะ จิมิของฉันแล้วสิยะ