บทที่ 14 หลิวเจีย
ยามโฉ่ว*[1] ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง เนี่ยเฉินก็ลุกจากที่นอน
หลังจากเนี่ยเฉินล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ไปที่โรงตีเหล็กก่อน หลังตรวจสอบแร่เหล็กและถ่านหินที่ส่งมาแล้ว ก็หันกลับไปยังที่พักของช่างฝีมือที่มาเมื่อวาน
เมื่อวานช่างไม้หลายคนที่มาพร้อมโซ่วโฮ่วพักอยู่ที่นี่
พวกเขาพักอยู่ด้วยความหวาดผวาทั้งคืน และวันนี้หลังกินข้าวมื้อหนึ่งเสร็จก็ไม่มีใครสนใจพวกเขา
ทำให้พวกเขารอคอยจนทนแทบไม่ไหว
ในที่สุด ภายใต้สายตาคาดหวังของทั้งสี่คน เนี่ยเฉินก็พาลูกน้องสิบกว่าคนที่ดูฉลาดหลักแหลมเดินเข้ามา
"นายช่างทุกท่าน เมื่อคืนนี้พักผ่อนกันดีหรือไม่"
เนี่ยเฉินกล่าวทักทายคนทั้งสี่ด้วยรอยยิ้ม
"พักผ่อนดีไม่น้อย แต่ไม่ทราบว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่จะให้พวกข้าทำสิ่งใดกัน"
เหล่าช่างไม้สี่คนรีบลุกขึ้นคำนับ
"อย่าเรียกข้าว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่เลย พวกข้าไม่ใช่าาแห่งูเา เพียงแค่อยากให้พวกเ้าช่วยงานสักอย่างเท่านั้น"
"เดี๋ยวข้าจะวาดภาพสักสองสามภาพ จากนั้นก็พาลงมือทำสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยตัวเอง และหลังจากพวกเ้าเรียนรู้แล้วก็สอนวิธีการทำสิ่งของเหล่านี้ให้แก่พี่น้องสิบกว่าคนของเรา เมื่อพวกเขาเรียนรู้แล้ว ข้าจะจ่ายค่าจ้างให้เ้าแล้วส่งลงจากูเา
อย่ากังวลเลย เงื่อนไขที่ข้าเสนอนั้นมากกว่าที่พวกเ้ารับงานข้างนอกเป็เท่าตัว"
“พวกเ้าตามข้ามา”
เนี่ยเฉินหาโต๊ะข้างนอกมาตัวหนึ่ง หยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมา แล้วเริ่มวาดภาพหนึ่งขึ้น
สิ่งที่เขาจะสร้างมีมากกว่าแค่หน้าไม้ยิงต่อเนื่อง ยังมีหน้าไม้ปราบทัพและหน้าไม้ทลายเมืองอีก
หน้าไม้ยิงต่อเนื่องเป็อาวุธส่วนบุคคล พลังทำลายน้อย คนเดียวก็สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้
ส่วนหน้าไม้ปราบทัพต้องใช้สามคนร่วมมือกันถึงจะลากเปิดได้ เมื่ออยู่ในสนามรบ ดอกเดียวก็สามารถเจาะทะลุคนได้สามถึงสี่คน
ส่วนหน้าไม้ทลายเมืองนั้นเป็หน้าไม้ขนาดใหญ่ ไม่สามารถใช้แรงคนลากได้ ต้องอาศัยแรงลากจากม้าห้าตัว ลูกธนูก็ทำจากต้นไม้ใหญ่ มันสามารถทลายแนวกำแพงได้เลย จึงเป็อาวุธโจมตีเมือง ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากเครื่องยิงหิน ทั้งยังแม่นยำกว่าเครื่องยิงหินมาก
ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จเป็อย่างแรก ๆ คือหน้าไม้ยิงต่อเนื่องและหน้าไม้ปราบทัพ พอขายได้เงินแล้ว ค่อยไปซื้อวัสดุที่จำเป็สำหรับหน้าไม้ทลายเมือง
ความจริงแล้วเขาสามารถสอนคนเ่าั้ให้เรียนรู้วิธีการผลิตด้วยตัวเองได้ แต่คนเ่าั้ล้วนไร้พื้นฐาน ย่อมเรียนรู้ได้เชื่องช้า และเขาก็มีงานอื่นที่ต้องทำอีก ยุ่งจะตายไป
ดังนั้นจึงต้องหาช่างฝีมือที่มีฝีมือดีมาก่อน สอนพวกเขาแล้วให้พวกเขาไปสอนคนอื่นต่อ หากทำแบบนี้เขาก็จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้
ขณะที่เนี่ยเฉินยุ่งจนหัวหมุน ภายในอำเภอชิงสุ่ยก็เกิดเื่ราวซับซ้อนขึ้นเช่นกัน
จวนหลิวตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็จวนที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง
ตระกูลหลิวเป็ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยเป็อันดับหนึ่งในเมืองเวยหู่ กิจการของพวกเขาแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง และเนื่องจากติดกับทุ่งหญ้าทางตอนเหนือ จึงมักจะทำการค้าขายกับชนเผ่าทุ่งหญ้า นับว่าได้กำไรจนร่ำรวย
พวกเขาย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่มณฑลชิงสุ่ยซึ่งอยู่ใกล้กับทุ่งหญ้า แทนที่จะเป็เมืองหลวงของแคว้น ก็เพื่อความสะดวกในการทำการค้าขายกับชนเผ่าทุ่งหญ้า
ตอนนี้หลังจากจัดการตระกูลเนี่ยแล้ว พวกเขาก็รับ่ต่อกิจการผ้าไหมและเครื่องเคลือบลายครามของตระกูลเนี่ยมาทั้งหมด ทำให้มีรายได้มากขึ้น
ทว่าผู้นำตระกูลหลิวในปัจจุบันกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อยที่ได้ยึดครองกิจการของตระกูลเนี่ยมา
ผ้าขาวปลิวไสว และมีผ้าสีขาวแขวนอยู่ตามผนัง ผู้นำตระกูลหลิวนั่งอยู่ในศาลบรรพชน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า บางคราก็มักจะร้องไห้ออกมา
คนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ เพราะเกรงว่าจะไปทำให้ผู้นำตระกูลหลิวขุ่นเคือง เมื่อสองวันก่อนตอนที่คุณชายหลิวชงเพิ่งจะเสียชีวิต สาวใช้คนสนิทของเขาเพียงสะดุดล้ม ก็ทำให้ผู้นำตระกูลหลิวโกรธจัด สั่งปะาชีวิตสาวใช้ผู้นั้น เพื่อให้เป็ผีไปติดตามไปรับใช้คุณชายของตนในปรโลก
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวสวมชุดผ้าป่านสีขาวเดินเข้ามา
หญิงสาวคนนี้มีรูปร่างบอบบาง นางเดินอย่างเชื่องช้า แผ่นหลังเหยียดตรง สองมือวางทับอยู่ที่หน้าท้อง กิริยานุ่มนวล
ใบหน้ารูปไข่ของนางมีโครงหน้าคมชัด แก้มตอบ คิ้วโก่งดั่งใบหลิ่ว จมูกโด่งเป็สัน ปากเล็กสีแดงระเรื่อ ดวงตาหงส์เฉียบคม และสายตาฉายแววกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่น้อย
หากมองจากรูปลักษณ์ หญิงสาวตรงหน้าก็นับเป็เพียงหญิงงามที่โดดเด่นคนหนึ่ง ทว่าแววตาที่จ้องมองอย่างกดดันนั้น กลับเผยให้เห็นนิสัยเฉียบขาดและแข็งแกร่งของหญิงสาวผู้นี้
“ท่านพ่อยังโศกเศร้าอยู่หรือเ้าคะ”
หลิวเจียเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ แล้วเหลือบตามองไปทางผู้เป็บิดาของตน
“ข้าจะไม่โศกเศร้าได้อย่างไร ข้ามีลูกชายอยู่แค่คนเดียว แต่เขากลับถูกคนฆ่าตาย โอ๊ย! หัวใจข้า…”
ผู้นำตระหลิวโอดครวญพลางเอามือกุมอก
“ของไร้ค่าเช่นนั้น จะตายก็ตายไปเถิด ท่านจะโศกเศร้าไปทำไมกัน”
หลิวเจียหัวเราะเสียงเย็น
“เ้า… เ้าดูสิว่าตัวเองพูดอะไรออกมา เขาเป็น้องชายแท้ ๆ ของเ้านะ!”
“น้องชายแท้ ๆ? น้องชายแท้ ๆ ที่ถูกเรียกว่าหนึ่งในสองอันธพาลแห่งมณฑลชิงสุ่ยร่วมกับเนี่ยเฉินหรือเ้าคะ? ข้ารู้สึกอับอายยิ่งนัก ท่านพ่อ ตอนนั้นข้ารับปากหมั้นหมายกับเนี่ยเฉิน ก็เพื่อช่วยให้ท่านทำให้ตระกูลเนี่ยล่มสลาย ตอนนี้ตระกูลเนี่ยพินาศสิ้นแล้ว ดังนั้นท่านก็ควรให้ของที่สัญญากับข้าได้แล้วกระมัง”
เมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองอย่างกดดันของลูกสาว ผู้นำตระกูลหลิวก็ถอนหายใจ
เขาตั้งชื่อลูกสาวของตนว่าหลิวเจีย เพราะหวังว่านางจะได้อาศัยอยู่ที่จวน ไม่ต้องแต่งงานไปไกล เพื่อจะได้ดูแลบิดามารดาในยามแก่เฒ่า เป็หญิงสาวที่อ่อนโยนและเรียบร้อย
ส่วนลูกชาย เขาตั้งชื่อว่าหลิวชง ด้วยความคาดหวังว่าลูกชายจะได้ออกไปต่อสู้ดิ้นรน ขยับขยายกิจการของตระกูลหลิวให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สร้างความรุ่งเรืองให้แก่ตระกูล
แต่ใครจะคิดว่าลูกชายของตนจะเป็คนเสเพลเหลวไหล เอาแต่ดื่มสุราเที่ยวนารีทั้งวัน กลับกัน ลูกสาวคนนี้กลับฉลาดและเก่งกาจ นางสามารถจัดการกิจการของตระกูลได้เป็อย่างดี
“เฮ้อ ลูกเอ๋ย พ่อรู้ว่าเ้าอยากกิจการทั้งหมดของครอบครัว และพ่อก็รู้ว่าเ้ามีความสามารถ
และตอนนี้น้องชายของเ้าก็ตายไปแล้ว ตามหลักแล้วสิ่งต่าง ๆ ก็ควรจะตกเป็ของเ้าทั้งหมด
แต่นับั้แ่โบราณไม่เคยมีสตรีคนใดรับ่ต่อกิจการของครอบครัวมาก่อน บรรดาลุงและลูกพี่ลูกน้องของเ้าต่างหมายปองทรัพย์สมบัติในบ้านของเรา
ขณะนี้ครอบครัวของเราไร้ทายาท พวกเขาก็ยิ่งจ้องจะแย่งชิงมากขึ้น”
“หึ พวกสารเลว”
หลิวเจียยิ้มเย็นแล้วพูดเสียงแ่เบาว่า
“ฆ่าพวกมันทิ้งซะก็สิ้นเื่แล้ว”
ผู้นำตระกูลหลิวใ
“เ้า!…”
“ท่านพ่อ ท่านอยากทราบหรือไม่เ้าคะว่าใครฆ่าหลิวชง”
“ใครกัน!?”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้นำตระกูลหลิวก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที และไม่สนใจคำพูดก้าวร้าวของลูกสาวอีกต่อไป
“วันก่อนมีข่าวลือในเมืองว่าทีู่เาหนิวพีมีโชคลาภและเงินทองมากมาย พวกโจรที่ลงมาจากูเาซื้อของกันมือเติบ และมีคนได้ยินพวกนั้นคุยกันว่าตอนนีู้เาหนิวพีรวยแล้ว ทั้งยังซื้อของไปตั้งหลายร้อยตำลึง ท่านพ่อ ท่านคิดว่าคนจากูเาหนิวพีที่เคยจนต้องขูดเืขูดเนื้อตัวเองมากิน เหตุใดถึงกล้าใช้เงินเยอะขนาดนี้ล่ะเ้าคะ”
หลิวเจียมองหน้าบิดาด้วยสายตาเ็า
“ูเาหนิวพี?”
“โจรจากูเาหนิวพีงั้นหรือ?”
แววตาของผู้นำตระกูลหลิวฉายแววคมกริบ สีหน้าของเขาพลันดำมืดขึ้นมา
“ข้านึกออกแล้ว! ปีก่อนพวกเรามีสินค้าที่ขนส่งมาจากเมืองหลวง ทว่าพวกโจรจากูเาหนิวพีช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจมาปล้นพวกเรา โชคดีที่ผู้คุ้มกันที่เราจ้างขับไล่พวกมันออกไปได้ แล้วยังฆ่าพวกมันได้อีกหลายคน หลังจากนั้นพวกมันก็เงียบหายไป ข้าคิดว่าพวกมันคงจะเกรงกลัวบารมีของตระกูลหลิว แต่ใครจะรู้ว่าพวกมันกลับซ่อนความร้ายกาจเอาไว้เช่นนี้!”
[1] ยามโฉ่ว เป็การนับเวลาแบบจีนโบราณ โดยยามเว่ยเป็เวลาประมาณ (01.00-02.59)