บทที่ 25 ทำการค้า
แคว้นหมื่นขุนเขาแม้มิใช่แคว้นใหญ่เมื่อเทียบกับสองแคว้นที่เหลือ แต่ก็กว้างใหญ่สุดลูกตา เต็มไปด้วยขุนเขามากมายทั้งเล็กใหญ่สลับเรียงราย เมืองต่างๆ ที่อยู่ภายในอาณาเขตแคว้นจึงมีสภาพภูมิประเทศเป็ที่ราบสูงสลับขุนเขา อาชีพหลักของผู้คนจึงเป็งานเหมือง การเลี้ยงสัตว์ และการหาของป่า แคว้นแห่งนี้นับว่าสร้างรายได้จากการค้าขายแร่และเครื่องประดับเป็หลัก เมืองไผ่เขียวที่ว่าอู้ฟู่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรทางแร่แล้ว ยังดูเล็กกระจ่อยร่อยและหาได้ร่ำรวยเกินกว่าเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ใจกลางของแคว้นได้ไม่ โดยเฉพาะเมืองหลวงแห่งแคว้น นับเป็เมืองที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยเป็อันดับหนึ่ง ซ้ำวัฒนธรรมการดำรงอยู่ของผู้คนก็ดูสูงส่งจนยากที่เมืองไผ่เขียวจะเทียบติด
เพราะความมั่งคั่งร่ำรวย ส่งให้ผู้คนยิ่งแสวงหาอำนาจ ปฐีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผู้คนแก่งแย่งชิงดี คุณธรรมมโนธรรมล้วนลืมเลือนเสียสิ้น พี่ฆ่าน้อง เพื่อนฆ่าเพื่อนมีให้เห็นทุกพื้นที่ ยิ่งตัวตนใดที่อาจขวางหรือทานอำนาจ ตัวตนนั้นก็จะถูกหมายตาและจะถูกกำจัดเป็อันดับแรก
“ที่เมืองหลวงเป็อย่างไรบ้าง"
เสียงของบุรุษวัยกลางคนกล่าวถามขึ้นอย่างเนิบช้า ส่วนบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ก็แสดงสีหน้ายุ่งยาก พลางตอบว่า
“ประตูเหนือถูกปิด ท่านผู้เฒ่าถูกเชิญเข้าวัง สหายกล้าโยกย้ายสู่ชายแดน และพี่ใหญ่ถูกพัวพันด้วยสามพรรค"
บุรุษวัยกลางคนได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มเฉยชาออกมา คิ้วที่ตั้งชันดั่งกระบี่ของมันจรดหากันเล็กน้อย ก่อนจะชะงักการวางหมากดำตัวที่อยู่ในมือทันที พึมพำขึ้นอย่างแ่เบา
“การเดินหมากของท่านบีบข้าได้จนมุมอย่างแท้จริง”
ทั้งที่บนโต๊ะกระดานหมาก มีมันคนเดียวที่นั่งอยู่ เพราะบุรุษหนุ่มผู้นั้นนั่งอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง แต่การวางหมากและการพูดคุยราวกลับกำลังเดินหมากอยู่กับใคร บุรุษวัยกลางคนผู้นี้อายุสี่สิบเศษ สวมชุดคลุมสีเขียวเข้มปักด้วยด้ายดำลวดลายหงส์ที่ฉวัดเฉวียน ใบหน้าของมันดูคมคายราวกระบี่ มีสง่าราศีแฝงความทรงภูมิราวกับบัณฑิตผู้หนึ่ง เมื่อมันมิอาจวางหมากในมือได้ หมากที่มีก็ไม่หลงเหลือแล้ว มันก็หยุดยิ้มและทอดถอนใจออกมา
“หมากกระดานนี้หมดหนทางไปอย่างแท้จริง”
แล้วมันก็แหงนมองฟ้า พลางกล่าวต่อ
“หากฝนตกก็คงจะดี จึงจะมีเื่ให้อ้างเพื่อหยุดการเล่นหมากกระดานนี้ได้”
มองฟ้าอยู่พักใหญ่ ก่อนมันจะตัดพ้อต่อฟ้า
“วสันตฤดูรอบนี้ก็มาช้ากว่าปกติ หรือ์ขีดเส้นชะตาของข้าไว้แล้ว"
บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฟากของห้องไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี มันมีสีหน้ายุ่งยาก แต่บุรุษวัยกลางคนรู้ถึงความหนักใจของมันจึงกล่าวไปว่า
“เ้าเองก็มีหน้าที่มิใช่หรือ ไปเถอะ"
บุรุษหนุ่มแสดงสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจ
“แต่ข้ารู้สึกว่าคำสั่งมีปัญหา ข้า….”
“ไปเถอะ หากเป็เ้าอยู่ที่นั่น ข้าก็วางใจมิต้องห่วงบุตรีและภรรยา”
“แล้วท่านเล่า"
บุรุษกลางคนกำหมากสีดำในมือไว้แน่น หมากนี้เป็เพียงหมากเดียวในมือที่เหลืออยู่ ซ้ำยังเป็หมากที่ไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก มันกำหมากนี้ไว้มิวางลง แม้ไม่มีประโยชน์ แต่หมากนี้ก็ยังเป็หมากเดียวที่อยู่ในมือของมัน
“เกิดมาตัวคนเดียว ใยจักต้องกลัวกับการอยู่คนเดียว"
กล่าวประโยคนี้ออกมา มันก็สั่งให้บุรุษหนุ่มผู้ที่มารายงานตนออกไป บุรุษหนุ่มชักดาบสีแดงออกมา กรีดเือาบพื้นพร้อมโขกศีรษะ
“ข้าขอสาบาน จะปกป้องคุณหนูและนายหญิงจวบจนชีวิตจะหาไม่”
บุรุษกลางคนมองบุรุษหนุ่มด้วยความอ่อนโยน
“แม้เ้ามิใช่บุตรในสายเืของข้า แต่เ้าก็นับเป็บุตรบุญธรรมที่ข้ารักและไว้ใจมากที่สุด จงปกป้องน้องสาวและมารดาเ้าให้ดี”
บุรุษหนุ่มมีน้ำตาไหลนอง มันกล่าวเสียงเจือสะอื้น
“ขอรับ ท่านพ่อ"
“ไปได้แล้ว"
เมื่อบุรุษหนุ่มที่พกดาบแดงออกไปแล้ว บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง บุรุษกลางคนมองออกไปนอกอาคารที่ตั้งสูงตระหง่านเหนือคนทั้งเมือง เมืองแห่งนี้มิได้อยู่ใกล้กับเมืองหลวง แต่เมืองแห่งนี้ก็เจริญรุ่งเรืองได้เพราะมัน และกำลังจะล่มสลายเพราะมันด้วยเช่นกัน สายตาที่คมกริบราวกระบี่ของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้จึงมองเมืองโดยรอบด้วยั์ตาเลื่อนลอย
“ข้าจะปกป้องเมืองนี้ได้หรือไม่"
ก่อนสายตาจะตกอยู่ที่หมากสีดำซึ่งเป็เพียงเบี้ยเล็กๆ สุดท้ายที่มิอาจจะหาประโยชน์
“เพียงเบี้ยเล็กๆ นี้ จะสามารถยืนหยัดก่อนฝนจะตกได้อย่างไร”
แล้วมันก็แหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง
“์ เหตุใดยามวสันต์ปีนี้จึงไม่มาเสียที"
.
.
.
เฉินซือหยางเดินทางจากภูพยัคฆ์มาไกลแล้ว ระหว่างการเดินทางมันก็ฝึกวิชาดาบที่แล่นอยู่ในหัวสมองอย่างไม่ขาดตก วิถีแห่งการฟาดฟันดาบแทบจะสมบูรณ์เต็มสิบส่วนแล้ว การเข้าถึงและเข้าใจในวิถีของแต่ละกระบวนท่าก็เช่นเดียวกัน ขาดแต่เพียงพลังจิติญญาและการผสานรวมกับพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กายเท่านั้นที่มันยังมิอาจใช้ออกมาได้ จึงไม่รู้ว่าแท้จริงความรุดหน้าในเพลงดาบเข้าขั้นแล้วหรือไม่
แต่ที่ไม่ขาดคือชายหนุ่มเองก็ฝึกปรือพลังลมปราณเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง ความสำคัญของความแข็งแกร่งทางร่างกายมันก็ได้เห็นมาแล้ว มันจึงยิ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งให้เพิ่มยิ่งขึ้นไป ตลอดรายทางที่มุ่งหน้า มันจึงไม่เพียงแต่เดินตัวเปล่า มันยังแบกหินจากโถงถ้ำแห่งภูพยัคฆ์ขนาดหลายร้อยชั่งร่วมเดินทางมาด้วย จวบจนเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง เมืองที่มีขนาดใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าเมืองไผ่เขียวหลายเท่า มันค่อยทิ้งหินก้อนนั้นลง พลางก้าวเดินสู่ในเมือง
แต่ขณะจะเข้าไปภายในเมือง ก็ได้มีเสียงดังลั่นจากบุรุษที่อยู่ด้านหลัง
“ช้าก่อน"
เฉินซือหยางจึงหันขวับกลับไป เห็นเป็บุรุษกลางคนรูปร่างท้วม แต่งกายดูอู่ฟู้ราวกับเถ้าแก่ผู้หนึ่ง มันะโลงมาจากรถม้าพลางเข้ามาถาม
“สิ่งนี้เป็ของเ้าอย่างนั้นหรือ"
เฉินซือหยางมองตามฝ่ามือที่ผายออกของบุรุษร่างท้วม เห็นมันชี้มายังหินแห่งเหมืองภูพยัคฆ์ที่ตนแบกมาตลอดรายทางเพื่อฝึกร่างกาย จึงผงกศีรษะตอบรับ
“มิผิด มันเป็ของข้าเอง”
บุรุษร่างท้วมกล่าวอย่างกระตือรือล้น
“ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่"
เห็นท่าทางที่กระตือรือล้นของบุรุษร่างท้วม เฉินซือหยางก็ได้คิด มันจึงกล่าวออกไปว่า
“ระวังหน่อยนะ สิ่งนี้มีค่ามิน้อย ข้าคิดจะเอามาขายที่เมืองแห่งนี้"
บุรุษร่างท้วมรีบเข้าไปลูบคลำแ่เบา พร้อมใช้กระจกเลนส์นูนส่องไปที่เนื้อหิน พอพินิจมองอย่างถี่ถ้วนมันก็เบิกตากลมโต ก่อนจะเก็บอาการอย่างรวดเร็ว
“เ้าคิดขายในราคาเท่าไหร่"
ปฏิกิริยาของบุรุษร่างท้วมย่อมหนีไม่พ้นสายตาของเฉินซือหยาง ยิ่งเห็นมันเก็บซ่อนอาการความตื่นเต้น เฉินซือหยางก็ยิ่งได้คิดว่าหินก้อนนี้ที่มันเผอิญนำมาจากโถงถ้ำอสรพิษม่วงเกล็ดนิลอาจเป็แร่มีค่าหายากอย่างแน่แท้ มันจึงพิจารณาจากน้ำหนัก หินก้อนนี้ที่มันแบกมามีน้ำหนักไม่น้อยกว่าสามร้อยชั่ง มันจึงกล่าวหยั่งเชิงออกไป
“สามร้อยเหรียญทอง”
บุรุษร่างท้วมก็กระอักไออกมา
“หนึ่งเหรียญทอง มีค่าเท่ากับหมื่นเหรียญเงินเลยนะ เพียงหมื่นเหรียญเงินหากไม่มือเติบจนเกินไป เ้าก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้หลายเดือนแล้ว นี่จะออกปากขายราคาสูงเกินไปหรือไม่ เ้าจะให้ข้าแลกกิจการกับหยกขาวก้อนนี้เลยหรืออย่างไร"
เมื่อบุรุษร่างท้วมหลุดปาก เฉินซือหยางค่อยรู้ว่าหินที่ตนแบกมาคือหยกขาว หยกที่เรียกได้ว่าหายากและมีราคาเป็ที่สุดในบรรดาหยกแห่งแดนดาราพิภพ มันจึงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า
“ท่านไม่สนใจก็แล้วไป ข้าลองไปเสนอให้เถ้าแก่ร้านอื่นดู"
บุรุษร่างท้วมมีประสบการณ์ค้าขายอย่างช่ำชอง เพียงมองก็รู้ว่าหยกนี้มีขนาดน้ำหนักไม่น้อยกว่าสามร้อยชั่ง ซึ่งนับว่าราคาที่เรียกมาของบุรุษหนุ่มมีความสมเหตุสมผล แต่มันที่เป็พ่อค้าการตัดราคาได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ทว่าเมื่อเห็นแววตาที่ไม่รู้สึกอยากขายจากฝั่งตรงข้าม มันจึงไม่มีทางเลือกอื่น
“ลดราคาได้อีกหรือไม่”
“ไม่ได้"
“สองร้อยเหรียญทอง ข้าจะนำมาให้เ้าเดี๋ยวนี้"
“ถือว่าข้าไม่เคยได้รับข้อเสนอจากท่านก็แล้วกัน”
แล้วชายหนุ่มก็หันหลังหมายจากไป บุรุษร่างท้วมก็พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่
“เอาเช่นนี้ ข้ามีเส้นสายพอจะเข้าร้านค้าประมูลแห่งหอการค้ากลางเมฆาได้ ราคาน่าจะได้มากกว่าสามร้อยเหรียญทอง ข้าขอกินส่วนแบ่งจากเ้าเป็ค่าพานำเข้าสู่งานประมูล เ้าหกสิบ ข้าสี่สิบเป็อย่างไร… บอกไว้ก่อนเลยนะ การประมูลนี้ไม่ใช่ใครก็เข้าได้ เป็การประมูลของร้านค้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองจรดเมฆา ทั้งยังเป็กิจการร้านค้าอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมื่นขุนเขา มีแต่คนสูงศักดิ์และยอดฝีมือจากค่ายพรรคหรือสำนักที่ร่ำรวยมาประมูล งานประมูลจึงคัดคนเป็อย่างดี ยิ่งคนแปลกเมืองดูไร้ทรัพย์อย่างเ้ายิ่งไม่มีทาง"
เฉินซือหยางทำท่าครุ่นคิด ก่อนมองบุรุษร่างท้วมด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเข้าไม่ได้ แต่เถ้าแก่ร้านอื่นอาจเข้าได้เหมือนกับท่าน"
“เ้าหนุ่มหน้าเื… ก็ได้ เ้าเจ็ดสิบ ข้าสามสิบ”
เฉินซือหยางแท้จริงแล้วไม่ได้สนใจหินที่มันแบกมาด้วยซ้ำ มันที่ทิ้งไปแล้วและกำลังจะเข้าสู่เมืองโดยไม่สนใจใยดีกลับบังเอิญมาเจอเถ้าแก่ร่างท้วมผู้นี้ทักเข้าเสียก่อน ทำให้มันนอกจากจะได้ทรัพย์สินมหาศาลแล้ว มันยังจะมีโอกาสได้เข้าสู่หอการค้ากลางเมฆาที่โด่งดังและมีชื่ออีกด้วย ได้ทรัพย์สินเป็ส่วนรอง แต่การได้เข้าสู่หอการค้ากลางเมฆาเป็ส่วนหลัก เพราะนี่เป็อีกหนทางที่มันอาจจะสืบเสาะหาร่องรอยของมรกตที่หายไปของจินเยว่ได้
“แปดสิบ ยี่สิบ… ถ้าไม่สนใจ ข้าก็ต้องขอตัวเข้าเมือง"
บุรุษร่างท้วมแม้จะรู้สึกถึงความหน้าเืและความเคี่ยวของบุรุษหนุ่ม แต่มันก็พึงพอใจในข้อเสนอนี้เป็อย่างมาก มันมิใช่เ้าของ แต่การได้ราคาถึงยี่สิบส่วนเป็ผลตอบรับนี่มิต่างจากบุญหล่นทับแม้แต่น้อย มันจึงรีบตอบ
“ตกลง”
ก่อนที่บุรุษร่างท้วมนี้จะมองชายหนุ่มอย่างถี่ถ้วน
“ข้าชอบในแนวทางการค้าขายของเ้าจริงๆ เ้าหนุ่มเ้าชื่ออะไร สนใจร่วมทำการค้ากับข้าอย่างถาวรหรือไม่"
“ข้าเฉินซือหยาง เื่การค้าถาวรไว้ข้าคิดดูก่อน หากงานประมูลนี้รุ่ง ข้าอาจร่วมกับท่านก็ได้”
บุรุษร่างท้วมหัวเราะชอบใจ
“ข้ามีนามว่า หวังเถา ผู้คนมักเรียกว่า เถ้าแก่หวัง แล้วแต่เ้าจะเรียก"
บุรุษร่างท้วมอายุประมาณสี่สิบเศษ หากจะให้เรียกชื่อตรงๆ ก็จะเป็การไม่เคารพลำดับาุโจนเกินไป เฉินซือหยางจึงประสานมือแล้วเรียกมันว่าเถ้าแก่หวัง
เถ้าแก่หวังเมื่อตกลงกับเฉินซือหยางเรียบร้อยแล้วก็บอกกับชายหนุ่ม
“เช่นนั้นก็เอาหยกขึ้นรถม้าก่อนเถอะ"
เฉินซือหยางส่ายศีรษะ เถ้าแก่หวังก็ขมวดคิ้ว
“มีอะไรอีก"
“ร่างสัญญาก่อน ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะไม่ตุกติกเมื่อเข้าสู่หอการค้ากลางเมฆาแล้ว”
เถ้าแก่หวังก็หัวเราะชอบใจ
“เ้านี่เหมาะแก่การทำงานกับข้าจริงๆ"
แล้วมันก็หยิบกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งและทำการลงรายละเอียดในสัญญา ก่อนร่วมลงนามอย่างพร้อมเพรียงทั้งคู่
“สบายใจแล้วหรือไม่ เช่นนี้จะเอาหยกขาวขึ้นมาได้แล้วหรือยัง…”
กล่าวยังไม่ทันขาดคำ หยกขนาดใหญ่ก็ถูกวางบนรถม้าแล้ว ส่งให้ตัวรถยุบลงไป ม้าลากเกวียนถึงกับสะดุ้งโหยงเพราะความหนัก เถ้าแก่หวังถึงกับตะลึง
“เ้ายกของที่มีน้ำหนักขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียวเลยหรือ”
เฉินซือหยางไม่ตอบคำ มันเพียงกล่าวถามเถ้าแก่หวังว่า
“วันที่จะนำเข้าประมูลเป็ตอนไหน”
เถ้าแก่หวังก็ตอบไป
“อีกเจ็ดวัน รอบการประมูลจึงจะเปิดทำการ”
เฉินซือหยางผงกศีรษะ
“เช่นนั้นอีกเจ็ดวันข้าจะไปหาท่าน”
เถ้าแก่หวังก็บอกออกไป
“ร้านค้าของข้าอยู่ตรอกซอยสิบสาม ทางตอนเหนือของเมือง มีร้านเดียวหาไม่ยาก”
“ทราบแล้ว ฝากท่านดำเนินการในส่วนที่เหลือด้วย"
แล้วชายหนุ่มก็เดินทางมุ่งเข้าไปในเมือง เถ้าแก่หวังมองตามหลังของมันพลางพึมพำออกมาว่า
“บุรุษหนุ่มผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ"