เทพสงครามมังกรเทวะ

    สยบบัลลังก์อย่างง่ายดาย

    หลังจากที่ผ่านศึกรักมาอย่างโชกโชนเฟยหรงและปิงเหยานอนกอดกันราวกับสามีภรรยาคู่ไหม่ปลามัน ในเวลาเที่ยงวันของวันนั้นปิงเหยาก็ตื่นขึ้นมาด้วยอาการสับสน นางอีกผละตัวออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่มในทันทีแล้วมองไปที่เขาด้วยแววตาที่หลากหลาย

     

    พอคิดถึงช่วงเวลาเมื่อคืนที่คละคลุ้งไปด้วยคาวสวาท หน้าของนางก็พลันแดงระเรื้อบงกชเหมันต์ปรากฏอยู่ในมือนางพร้อมที่เข้าจู่โจมสังหารเฟยหรงแต่กลับต้องหยุดชะงักพอนึกไปถึงข้อเท็จจริงที่เขาช่วยนางไว้และนางจู่โจมเขาก่อน ดังนั้นเมื่อคิดได้ถึงจุดนี้การโจมตีจากบงกชเหมันต์จึงหยุดชะงักไป

     

    'หากข้าสังหารเขา ไม่ใช่ว่าเป็นการเนรคุณผู้ช่วยชีวิตหรอกหรือ'ความรู้สึกความสับสนในจิตใจเกิดขึ้นมาอย่างชัดเจน ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจไม่สังหารชายหนุ่มพร้อมกับสวมอาภรณ์แล้วเดินจากไปแต่สายตายังคงชำเรื่องมองมาที่เฟยหรงอยู่หลายครั้งหลายคราโดยไม่ทันรู้ตัว

     

    "เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าแล้วกัน นับจากนี้พวกเราคงไม่ได้เจอกันอีก"นางกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยเย็นชาประดุจราชินีหิมะ ก่อนที่ตัวนางจะบินหายไป โดยไม่รู้สึกว่าเฟยหรงนั้นตื่นอยู่แล้ว

     

    "เราได้เจอกันอีกแน่ ในเมื่อเจ้ากับข้าต่างมีสัมพันธ์กันแล้วเจ้าก็คือภรรยาของข้าและไม่มีทางหนีข้าพ้น"เฟยหรงลุกขึ้นพร้อมกล่าว เอาตามจริงแม้นางจะลงมือสังหารเขาเมื่อครู่เฟยหรงเองก็พร้อมรับมือนางอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่านางเดินจากไปแต่โดยดีเฟยหรงก็ไม่ได้รั้งนางไว้แต่อย่างใด

     

    หลังจากที่ได้ยินพวกมันพูดกันเมื่อคืนหญิงสาวนางนี้คือประมุขแห่งนิกายหิมะสวรรค์และการหาตัวของนางก็แสนง่ายดาย แถมตอนนี้เฟยหรงก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้นางมาเป็นภรรยาดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะปล่อยนางไปและเมื่อใดที่เขามีความแข็งแกร่งมากพอเขาจะไปยืนอยู่ต่อหน้านางอีกครั้งและในคราวนี้เขาจะไปยืนอยู่ในฐานะสามีของนาง

     

    "เหอะ เจ้าปีศาจน้อยเจ้าช่างมีดวงเรื่องสตรีเสียจริงไม่คิดว่าจะไปมีสัมพันธ์กับสาวพันปีเช่นนาง ฮ่าๆๆ"กู่เทียนหลงกล่าวอย่างขบขัน เฟยหรงที่ได้ยินก็ถึงกับทำหน้าเบื่อหน่าย ในโลกนี้วัดกันที่อายุได้ด้วยหรือระดับเทวะขึ้นไปทุกคนต่างก็มีชีวิตอยู่แทบจะเป็นนิรันทร์หากไม่ถูกฆ่าตายพวกเขาจะยังคงรูปร่างที่ดีที่สุดของตัวเองไว้อยู่เสมอ ดังนั้นเฟยหรงไม่เกี่ยงเรื่องอายุอยู่แล้วขอเพียงเขาถูกใจจะเขาจะเกี้ยวพวกนางมาทั้งหมดนี่คือความคิดเขาชายหนุ่มที่อาจจะดูชั่วร้ายไปบ้างแต่กลับทำอะไรอย่างเปิดเผย

     

    "ข้าตัดสินใจแล้ว!!"

     

    "ปีศาจน้อย เจ้าตัดสินใจเรื่องอันใดกัน??"

     

    "ท่านอาจารย์ข้าว่าการมีภรรยายี่สิบคนไม่สมควรเท่าไรนัก"เฟยหรงกล่าวออกมาขณะที่สวมใส่อาภรณ์ กู่เทียนหลงได้ยินถึงกับผงะก่อนที่จะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ใช่ไหมละๆดูยังไงก็เยอะเกินไปใช่ไหมละ ศิษย์ข้าโตขึ้นแล้วสินะ"กู่เทียนหลงกล่าวพร้อมจับไหล่เฟยหรงเบาๆ

     

    "ท่านดูจะเข้าใจอะไรผิดนะขอรับ ที่ข้าหมายถึงคือโลกนี้กว้างใหญ่มากนักไม่ว่าจะเป็นดินแดนระดับกลางดินแดนระดับสูงไหนจะดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกนี่ยังไม่รวมดินแดนลึกลับต่างๆอีกนะขอรับ ข้าเกรงว่าหากข้าจำกัดลำดับภรรยาไว้ที่ยี่สิบคนเกรงว่าจะไม่พอ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจแล้วหากข้าชอบหญิงสาวนางใดและนางชอบข้า ข้าก็จะรับนางมาเป็นภรรยาโดยไม่สนเรื่องจำนวนอีกต่อไปท่านว่าดีหรือไม่"เฟยหรงกล่าวถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่กู่เทียนหลงที่ได้ยินก็สีหน้ากระตุกยกใหญ่ก่อนที่เขาจะกล่าวอย่างเดือดดาล

     

    "บัดซบ!!เจ้าเด็กมากรัก มากตัณหา เจ้าอยากจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าเลย ข้าจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ของเจ้าแล้วไปตายซะ"กู่เทียนหลงกล่าวจบก็หายเข้่าไปในหอคอยเทพมังกรในทันทีทิ้งไว้เหลือเพียงเฟยหรงที่กำลังทำท่าทางยืนงุนงงตาปริบๆ

     

    'บัดซบ ข้าอยากจะบ้าตายๆเจ้าศิษย์คนนี้จะสมบูรณ์แบบอยู่แล้วเชียว มีเพียงเรื่องผู้หญิงอย่างเดียวที่เป็นข้อเสีย ถึงกลับกล้ามาบอกว่าจะขอมีเพิ่มโดยไม่จำกัดจำนวน เจ้าคิดว่าภรรยาเป็นเม็ดยาระดับหนึ่งที่หาได้ทั่วไปหรือไง ขนาดข้าตอนเป็นมนุษย์ยังไม่มีสักคนเลยเจ้าเด็กบ้านี่กลับไปมีถึงห้าด้วยอายุเพียงสิบหกปี นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม'ภายในหอคอยเทพมังกร กู่เทียนหลงก่นด่าในใจ ตัวเขาไม่มีอะไรไปมากกว่าความอิจฉาแล้วในตอนนี้ หากเขามีกายเนื้ออีกครั้งแน่นอนกู่เทียนหลงจะไม่ยอมให้เจ้าศิษย์บ้าอย่างเฟยหรงนำหน้าเขาเรื่องภรรยาอย่างแน่นอน

     

    ทางด้ายเฟยหรงเมื่อเห็นว่าอาจารย์ของเขาไม่ออกมาคุยด้วยอีกต่อไปชายหนุ่มก็สวมอาภรณ์จนเสร็จเรียบร้อยและเดินออกจากถ้ำไปและสิ่งที่เขาเห็นคือพื้นที่ๆเคยเห็นเป็นป่าใหญ่แต่กลับมอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

     

    "เหอะๆดูเหมือนพวกมันจะแค้นข้าจริงๆสินะ หุบเขาเทพสุริยันช่างเป็นขุมกำลังที่มีแต่คนจิตใจต่ำช้าหรืออย่างไรนะ"เฟยหรงกล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจ หากเขามีพลังมากกว่านี้แน่นอนว่าเขาคงไม่ปล่อยพวกมันไปและสังหารพวกมันอย่างแน่นอน

     

    ชายหนุ่มเดินออกไปท่ามกลางพื้นที่ป่าที่กลายเป็นความว่างเปล่า เขาเดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาถึงถ้ำๆหนึ่งที่บรรยากาศดูร้อนระอุมากกว่าเดิมจนเขาต้องหลั่งเหงื่อ ชายหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มร่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจเหมือนได้พบขุมสำบัติอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้เขาอยากจะขอบคุณเจ้าพวกหุบเขาเทพสุริยันจริงๆที่เผ่าป่านี้และทำให้เหล่าค่ายกลที่พุพังทั้งหลายในป่ามลายหายสิ้นจนเขาสัมผัสพลังของสิ่งที่ผิดปกติได้

     

    เฟยหรงหันซ้ายหันขวาพอเห็นว่าไม่มีใครก็พุ่งเข้าไปด้านในทันทีพร้อมทั้งใช้พลังวิญญานปิดกั้นที่นี่เอาไว้เพื่อไม่ให้ใครมารบกวนเขาอย่างเด็ดขาด

     

    "ฮ่าๆๆไม่คิดเลยว่าจะเจอง่ายขนาดนี้ หากพวกหุบเขาสุริยันรู้เข้าคงได้กระอักเลือดตายแน่ๆ"เฟยหรงก้าวเดินเข้าไปในทันที และเดินลึกไปเรื่อยๆความร้อนด้านในพลันทวีคูณออกมาอย่างไม่หยุดยั้งจนในที่สุดเฟยหรงก็ไม่อาจที่จะทนได้อีกต่อไป ทันใดนั้นเปลวเพลิงทองคำผลาญพิภพของกู่เทียนหลงก็พลันลุกไหม้ท่วมตัวของเฟยหรงและทำให้เขายังคงก้าวเดินต่อไปได้

     

    "ขอบคุณขอรับอาจารย์"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น กู่เทียนหลงที่ได้ยินก็พลันกอดอกและเบือนหน้าหนี "หึ! ถือว่าช่วยเด้กน้อยตาดำๆไม่ได้มากมายอะไร"

     

    เฟยหรงเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นเขาแทบจะหัวเราะออกมาขายังคงก้าวเดินต่อไปจนในที่สุดพวกเขาก็พบเข้ากับทะเลลาวาที่น่าสะพรึงกลัวที่ใจกลางมีบัลลังก์สีแดงสัญลักษณ์วิหคเพลิงประทับอยู่พร้อมกับหญิงสาวผมสีแดงฉานที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่บนบัลลังก์ใบหน้าเต็มไปด้วยความยิ้มแย้ม

     

    "ผู้ทดสอบบัลลังก์ราชันเปลวเพลิงในที่สุดก็มาถึงสินะ......เอ๊ะแต่เดี๋ยวก่อนนะ!!.....จะ เจ้ามีบัลลังก์อัสนีอยู่แล้วนี่!"นางกล่าวออกอย่างตื่นตระหนก ตอนแรกนางคิดที่จะกลั่นแกล้งผู้ทำสอบในรอบล้านปีของนางเสียเล็กน้อยแต่ใครจะคิดว่าเจ้าเด็กนี้จะทำให้นางตกตะลึงเพราะตัวเองมีบัลลังก์แห่งอัสนีอยู่ก่อนแล้ว

     

    "ขอรับ ข้าผ่านด่านทดสอบของเจ้าบัลลังก์ราชันแห่งอัสนีเหล่ยเฟิงแล้วขอรับ ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อเข้าทดสอบเป็นผู้ถือครองบัลลังก์แห่งเปลวเพลิงต่อไป"เฟยหรงคาราวะนางพร้อมกล่าว

     

    "ถะ ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่อยู่แล้วหรือ"น้ำเสียงของนางเจือความเศร้าเล็กน้อยแต่ยังไม่ทันที่เฟยหรงจะได้กล่าวอะไร บัลลังก์ราชันแห่งอัสนีที่อยู่ในตัวของเขาก็เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย และเปร่งแสงเจิดจ้าปรากฏร่างวิญญานของเหล่ยเฟิงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าต่อตาของหญิงสาว

     

    "ทะ ท่านยังไม่หายไปหรอกหรือ!!"เฟยหรงกล่าวอย่างตกตะลึง เมื่อตอนที่เขาทดสอบบัลลังก์เสร็จร่างวิญญานของเหล่ยเฟิงก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแต่บัดนี้กลับปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งจะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร

     

    "ข้าเพียงแค่อาศัยบัลลังก์อัสนีเพื่อมาที่นี่เท่านั้น หากกล่าวให้ถูกคือเรื่องราวในอดีตที่เจ้าได้เห็นมันเป็นความตั้งใจของข้าเองที่จะให้เจ้าเห็นและดึงดูดเจ้ามาที่นี่เพื่อสืบทอดบัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงแต่เป้าหมายจริงๆสำหรับความทรงจำนั้นไม่ใช่อะไรแบบนั้นแต่เพียงแค่พาข้ามาพบคนที่ข้ารักก็เท่านั้น แม้อาจจะเหมือนหลอกใช้เจ้าอยุู่บ้างแต่ท้ายที่สุดก็เหมือนกับพวกเราได้ผลประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า เพราะฉนั้นอย่าโกรธเคื้องข้าเลยนะ ฮ่าๆๆ"เหล่ยเฟิงกล่าวออกมาพร้อมด้วยเสียงหัวเราะแต่เฟยหรงกลับทำให้มุ้ยก่อนที่จะกล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงเคืองๆเล็กน้อย

     

    "เรื่องแค่นี้บอกตรงๆก็ได้นี่ ท่านเองก็เป็นผู้ที่มีพระคุณกับข้า เรื่องแค่นี้ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว"

     

    "ฮ่าๆๆเอาน่าๆไหนๆก็มาถึงแล้วนี่"เหล่ยเฟิงกล่าว

     

    "ละ เหล่ยเฟิง ปะ เป็นเจ้า"หญิงสาวตกตะลึงอยู่พักใหญ่พอนางตั้งสติได้ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ พร้อมทั้งพุ่งลงมาจากบัลลังก์ราชันอย่างรวดเร็วจนอาภรณ์สีแดงโบกสบัดไปมา

     

    "เป็นข้าเอง หลานเอ่อของข้า"เหล่ยเฟิงอ้าแขนรับนางและโอบกอดเอาไว้ด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ ทั้งสองกอดกันอยู่พักใหญ่สุดท้ายก็ผละออกจากกันพร้อมใบหน้าที่แดงระเรื้อ

     

    "ที่รักข้าคิดถึงเจ้าหรือเกิน"เหล่ยเฟิงกล่าวออกมาน้ำตาของเขาไหลออกมาเล็กน้อยจนฮั่วมู่หลานต้องใช้มืออันเรียวงามของนางปาดน้ำตาของบุรุษตรงหน้าพร้อมกับยกยิ้ม

     

    "เจ้าอายุเท่าไรแล้วเนี้ยถึงได้ร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้"นางกล่าวพร้อมหัวเราะอย่างขบขัน เหล่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นเขาก็พลันกล่าวออกมาในทันที

     

    "หลานเอ่อ เอาไว้เราค่อยคุยกันตอนนี้สืบทอดบัลลังก์ราชันให้เด็กคนนี้ก่อนเถิดและเมื่อถึงเวลานั้นพวกเรายังมีเวลาคุยกันอีกนานบนสวรรค์ชั้นฟ้า"

     

    "อืม! เจ้าหนูขึ้นไปนั่งที่บัลลังก์ราชันเสียและสยบมัน ในเมื่อเจ้าสยบบัลลังก์อัสนีได้แล้วบัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงก็ไม่ได้อยากอะไรมากนัก"นางกล่าวออกมาเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะบัลลังก์เปลวเพลิงอ่อนแอกว่าบัลลังก์อัสนีแต่อย่างใด แต่ในบรรดาบัลลังก์ทั้งหมดบัลลังก์อัสนีถือว่าเอาแต่ใจมากที่สุดแล้วนั่นเอง

     

    "ขอรับ"เฟยหรงกล่าวจบก็พุ่งขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ในทันที และเมื่อนั่งนั่งไปเหตุการณ์เดิมๆก็เกิดขึ้นในทันทีสติของเขาหลุดไปยังที่ๆหนึ่งที่มีดวงตาสีแดงฉานจ้องมองเขาอยู่ก่อนที่มันจะกลายเป็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่โบยบินมาพร้อมกับปล่อยเส้นขนของมันเพื่อที่จะเผาไหม่เขาให้เป็นจุล เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไปหอคอยมังกรของเปล่งแสงอีกคราโซ่สีของพุ่งเข้าไปพันธนาการร่างของวิหคเพลิงเอาไว้และพามันเข้าไปในหอคอยและกลายกลับกลายเป็นบัลลังก์อย่างง่ายดายอย่างยิ่ง

     

    "เห้อ โชคดีจริงๆที่ข้ามีสมบัติระดับเทพอยู่กับตัวไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์อะไรข้าก็สามารถสยบได้ ฮ่าๆๆ"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นมองไปที่บัลลังก์ราชันสีแดงฉานด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ตอนนี้เขาได้มาอีกบัลลังก์แล้วแถมยังง่ายดายมากอีกด้วย ในเวลานี้เฟยหรงรู้สึกโชคดีจริงๆที่ในวันนี้ได้เอาหอคอยเทพมังกรติดตัวมาด้วยจนถึงทุกวันนี้

     

    ในโลกภายนอกผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งผืนฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง ผู้ที่ครอบบัลลังก์ทั้งหมดเมื่อเห็นคราวนี้ก็พลันตกตะลึงกันยกใหญ่เนื่องจากผู้ถือครองบัลลังก์ราชันอัสนีพึ่งปรากฏตัวได้ไม่นานบัดนี้ผู้ถือครองบัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีก นี่มันยุคอะไรกันเหตุใดจู่ๆผู้ถือครองบัลลังก์ถึงได้ผุดขึ้นราวกับว่ามันหาได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นแถมยังสองคนติดๆกันเพียงไม่กี่วันแล้วจะไม่ทำให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร