ตูม!
กู่เฟิงหลอมโอสถิญญาโบราณ ในที่สุดตบะบารมีก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น ทะลวงจากขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายไปจนถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นสูงสุดได้สำเร็จ!
การที่กายาศักดิ์สิทธิ์าจะทะลวงระดับได้นั้น ยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้น์ ความยากลำบากมากกว่าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ หลายเท่าหรือหลายสิบเท่า
แต่หลังจากทะลวงระดับได้แล้ว การยกระดับที่ได้รับมาก็มากกว่าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ หลายสิบเท่าเช่นกัน
หลังจากทะลวงระดับแล้ว กู่เฟิงก็มีพลังกายาที่แข็งแกร่งพอจะเทียบชั้นได้กับผู้ฝึกตนในขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นกลางถึงปลาย สิ่งนี้ทำให้ความสามารถในการต่อสู้จริงของเขายกระดับขึ้นไปอีกขั้น
และทำให้เขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในการเดินทางไปยังเส้นทางิญญา เพื่อประชันหน้ากับเหล่าอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศในแดนั
"ข้าอยู่ที่ไหนกัน?"
กู่เฟิงมองดูสภาพแวดล้อมที่แปลกตา ในหัวปรากฏภาพเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะสลบไสล
เขานึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่จะสลบไป เขาพยายามพุ่งเข้าไปในค่ายกลโบราณแต่กลับล้มเหลว และถูกเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวนั้นต้อนจนมุม ท้ายที่สุด เขาก็ถูกเสือดาวโลหิตขนแดงตบจนสลบไป
ใน่เวลาสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะดับวูบ มีแสงเซียนสองสายสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังมีเือันร้อนระอุสาดกระเซ็นมาโดนร่างกายของเขา...
เมื่อกู่เฟิงนึกถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้ามองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็ว เขามองเห็นหมอกเซียนที่ล่องลอยราวกับควันไฟอยู่กลางอากาศ ชายชราผู้หนึ่งสวมชุดคลุมัสีแดง ร่างกายเลือนลางราวกับภาพลวงตาที่ลอยขึ้นและจมลง นั่งขัดสมาธิอยู่บนหมอกเซียนนั้น
ชายชราผู้นี้เปรียบเสมือนเทพ์จุติลงมา ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายหลุดพ้นจากโลกีย์ที่ไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลี ทำให้กู่เฟิงมองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
เมื่อเขาเชื่อมโยงเื่นี้เข้ากับแสงเซียนไร้เทียมทานสองสายที่ปรากฏขึ้นกะทันหันในตอนที่เขาสลบไป ดวงตาสีดำอันลึกล้ำของเขาก็สาดประกายแหลมคมออกมา
"ขอบคุณผู้าุโที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้!"
กู่เฟิงรีบลุกขึ้นยืน พร้อมประสานมือคารวะเพื่อขอบคุณราชันเซียนเฝินเทียน
เขาคาดเดาว่าราชันเซียนเฝินเทียนเป็ผู้ช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ และยังคาดเดาด้วยว่าเสือดาวโลหิตขนแดงสองตัวนั้นตายไปแล้ว
เดิมทีเขาก็เป็คนเฉลียวฉลาด ประกอบกับผ่านเื่ราวที่ยากลำบากและพลิกผันมามากมาย สิ่งนี้จึงทำให้เขาดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าคนในวัยเดียวกันมาก
ราชันเซียนเฝินเทียนพยักหน้าเงียบ ๆ รู้สึกว่ากู่เฟิงแม้จะอายุยังน้อย แต่ความสามารถในการยอมรับเื่ราวต่าง ๆ กลับยอดเยี่ยมยิ่งนัก
"เ้าหนู ข้าจะถามเ้าสักสองสามคำถาม เ้าเพียงแค่ตอบมาตามความจริงก็พอ"
"ข้อแรก เคล็ดวิชาค่ายกลที่เ้าฝึกฝน เ้าได้มันมาจากที่ใด?"
"ข้อสอง ตันเถียนสีดำที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการอยู่ภายในร่างของเ้า ตกลงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่?"
"ข้อสาม เ้าเต็มใจที่จะมาเป็ศิษย์สายตรงของข้าหรือไม่?"
ราชันเซียนเฝินเทียนเอ่ยปากถามรวดเดียว
คำถามที่หนึ่งและคำถามที่สองล้วนเป็ความอยากรู้อยากเห็นที่เขามีต่อกู่เฟิง ส่วนคำถามที่สามนั้น ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในค่ายกลัขดล้วนต้องได้ยิน และพวกเขาเ่าั้ ก็ล้วนเลือกที่จะตกลงโดยไม่มีข้อยกเว้น
ท้ายที่สุดแล้ว มีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากเป็ศิษย์สายตรงของราชันเซียน?
ยิ่งไปกว่านั้น จุดจบของการปฏิเสธราชันเซียนเฝินเทียนก็คือความตาย ขอเพียงไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมไม่มีทางปฏิเสธที่จะมาเป็ศิษย์สายตรงของราชันเซียนเฝินเทียนอย่างแน่นอน
เมื่อราชันเซียนเฝินเทียนถามจบ ดวงตาอันขุ่นมัวที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาก็จับจ้องกู่เฟิงเขม็ง ราวกับ้าจะมองกู่เฟิงให้ทะลุปรุโปร่งไปทั้งตัว
กู่เฟิงนั้นประหลาดจนเกินไป แม้แต่ตัวเขาที่เป็ถึงราชันเซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมองไม่ทะลุ
กู่เฟิงที่ถูกเขาจับจ้อง ใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ยากที่จะปกปิดอารมณ์ความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายในใจได้
เขาลอบครุ่นคิดอยู่ในใจ รู้สึกว่าเื่ราวที่เกี่ยวกับกายาศักดิ์สิทธิ์าและคำสาปแห่งเต๋า์ ไม่พูดออกไปน่าจะดีกว่า
หลังจากผ่านเื่ราวของตระกูลกู่มา เขาก็ไม่กล้าเชื่อใจผู้อื่นง่าย ๆ อีก
ต่อให้ราชันเซียนเฝินเทียนจะเป็ผู้ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ก็ตาม
"เรียนผู้าุโ เคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝนเป็สิ่งที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจะหายตัวไป ส่วนเื่ที่ว่าเคล็ดวิชานี้มาจากที่ใด หรือมีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น ข้าล้วนไม่ทราบเลยขอรับ"
"และตันเถียนสีดำรวมถึงโซ่ตรวนที่อยู่ภายในร่างของข้านั้น ล้วนติดตัวข้ามาั้แ่กำเนิด ส่วนรายละเอียดที่แน่ชัดข้าก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ"
กู่เฟิงส่ายหน้า ตอบกลับตามความจริงผสมเท็จ
"ติดตัวมาแต่กำเนิดอย่างนั้นหรือ...?" ราชันเซียนเฝินเทียนลูบปลายคางพลางจับจ้องกู่เฟิง และขบคิดถึงความจริงเท็จของคำพูดประโยคนี้ไปด้วย
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ภายนอกของกู่เฟิงดูเหมือนจะไร้ซึ่งความผิดปกติใด ๆ ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับตื่นตระหนกลนลานอย่างหนัก
เขากังวลเป็อย่างมากว่าราชันเซียนเฝินเทียนจะมองความลับของตนเองออก จนทำให้เกิดวิกฤตขึ้นมา
กายาศักดิ์สิทธิ์าสำคัญอย่างยิ่ง ต่อให้เป็ราชันเซียนก็มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะลงมือ
ไม่แน่ว่า หากราชันเซียนเฝินเทียนได้ล่วงรู้ความลับของกายาศักดิ์สิทธิ์าเข้า อาจจะเปลี่ยนใบหน้าที่ดูเป็มิตร แล้วแย่งชิงร่างของตนไป เพื่อนำไปใช้เป็ที่สถิตของจิติญญาเซียน
"ช่างเถอะ เ้าเอาเคล็ดวิชาที่เ้าฝึกฝนออกมาให้ข้าดูหน่อยก็แล้วกัน"
ราชันเซียนเฝินเทียนล้มเลิกความคิดที่จะศึกษาร่างกายของกู่เฟิง เขากลับมีความสงสัยใคร่รู้ว่า เคล็ดวิชาที่กู่เฟิงฝึกฝนอยู่นั้น ตกลงแล้วคือสิ่งใดกันแน่
กู่เฟิงไม่กล้าขัดคำสั่งของราชันเซียนเฝินเทียน เขาหยิบตำราค่ายกลโบราณที่มารดาทิ้งเอาไว้ให้ออกมาจากแหวนมิติอย่างว่าง่าย
ตำราโบราณเล่มนี้ไร้ซึ่งนามให้เรียกขาน หน้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยที่หลงเหลือมาจากกาลเวลา
ทันทีที่ราชันเซียนเฝินเทียนรับมันมาไว้ในมือ เขาก็ััได้ถึงความรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงจิติญญา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดตำราโบราณที่ทำให้เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้อย่างรุนแรงเล่มนี้ขึ้นมา ในเสี้ยววินาทีที่เขาได้เห็นเนื้อหาในหน้าแรก ลมหายใจของเขาก็พลันหยุดชะงักไป
"นี่มัน..."
ราชันเซียนเฝินเทียนกล่าวออกมาเพียงครึ่งประโยค ก็พลิกหน้ากระดาษของตำราเล่มนี้ต่อไป ยิ่งอ่านใบหน้าของเขาก็ยิ่งแดงก่ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้กู่เฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่มองด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น
ปึก!
ราชันเซียนเฝินเทียนพลิกอ่านอยู่นานครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็ปิดตำราเล่มนี้ลง พร้อมกับทอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ผู้าุโรู้จักตำราเล่มนี้ด้วยหรือขอรับ?"
กู่เฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตำราโบราณเล่มนี้เป็สิ่งที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะใช้ที่มาที่ไปของตำราเล่มนี้ ในการไขปริศนาอันลึกลับซับซ้อนของท่านแม่ได้บ้าง
"หากข้าจำไม่ผิด ตำราเล่มนี้น่าจะเป็ตำราค่ายกลชิงซานในตำนาน และนี่ก็คือบทนำของมัน" ราชันเซียนเฝินเทียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
"ตำราค่ายกลชิงซานมีที่มาที่ยิ่งใหญ่มากเลยหรือขอรับ?" กู่เฟิงไม่เข้าใจ
"ที่มาที่ไปของตำราค่ายกลชิงซานนับว่ายิ่งใหญ่มากจริง ๆ ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชิงซานเกือบทั้งหมดล้วนถูกผู้สร้างตำราเล่มนี้คิดค้นขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็บรรพบุรุษของปรมาจารย์ค่ายกลทุกคนในทวีปชิงซานเลยก็ว่าได้!" ราชันเซียนเฝินเทียนอธิบาย
หากจะกล่าวว่าเขาคือปรมาจารย์ค่ายกลผู้ความเป็ใหญ่ในยุคสมัยหนึ่ง
เช่นนั้นแล้ว บรรพบุรุษที่เขาเอ่ยถึง ก็คือปรมาจารย์ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปชิงซาน
ต่อให้เป็ราชันเซียนเฝินเทียนที่หยิ่งทะนง เมื่อเอ่ยถึงบรรพบุรุษผู้นี้ ก็ยังต้องเก็บซ่อนความเย่อหยิ่ง และวางตัวด้วยท่าทีของผู้น้อย
"คิดย้อนไปในตอนนั้น เมื่อครั้งที่ข้าก้าวขึ้นเป็ราชันเซียน ข้าได้ตามหาตำราค่ายกลชิงซานไปทั่วทั้งโลก แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ เลย คิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากผ่านไปหมื่นปี ข้าจะได้มาพบกับตำราค่ายกลชิงซานในสถานที่แห่งนี้!!!"
เปรี้ยง!
คำพูดประโยคต่อมาของราชันเซียนเฝินเทียน เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ ผ่าลงมาจนทำให้หัวของกู่เฟิงดังอื้ออึงไปหมด
เขาเป็ราชันเซียน!
กู่เฟิงอ้าปากค้าง สายตาจับจ้องชายชราผมขาวที่กำลังประคองตำราค่ายกลชิงซานเอาไว้ด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ราชันเซียนคือผู้ยิ่งใหญ่ที่ความเป็ใหญ่ในทวีปชิงซาน เป็ยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน
ก่อนหน้านี้เขามักจะคิดมาตลอดว่าราชันเซียนคือตัวตนที่อยู่ในตำนาน เป็ตัวตนที่อยู่ห่างไกลจากตนเองมาก ต่อให้สักวันหนึ่งตนเองจะมีโอกาสได้พบเจอกับราชันเซียน ก็คงต้องเป็อีกหลายปีให้หลัง
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ตนเองในวัยที่ยังไม่ถึงยี่สิบปี กลับได้มาพบเจอกับราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานเข้าแล้ว!
เมื่อมาถึงตอนนี้ เขาจึงนึกขึ้นได้ถึงคำว่าศิษย์สายตรงที่ราชันเซียนเฝินเทียนกล่าว ดวงตาก็พลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที
ผู้สืบทอดของราชันเซียน นี่คือโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ที่คนนับไม่ถ้วนแม้แต่ในความฝันก็ยังไม่กล้าคิด
ต่อให้กู่เว่ยจะกลายเป็นายน้อยของตระกูลกู่ และกลายเป็ศิษย์สายตรงของบรรพบุรุษตระกูลกู่ เขาก็ไม่ได้เหนือไปกว่ากู่เฟิงเลยแม้แต่น้อย!
"ผู้าุโ ข้ายินดีจะกราบท่านเป็อาจารย์ และเป็ศิษย์สายตรงของท่านขอรับ!"
กู่เฟิงรู้ดีว่า โอกาสเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้ เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าราชันเซียนเฝินเทียนเสียงดัง 'ตุบ' พร้อมกับทำความเคารพเพื่อขอฝากตัวเป็ศิษย์
"เ้าหนู เื่การกราบอาจารย์ยังไม่ต้องรีบร้อน เ้าต้องผ่านการทดสอบให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน"
"หากผ่านการทดสอบไปได้ ก็จะมีเื่น่าประหลาดใจรอเ้าอยู่" ราชันเซียนเฝินเทียนชี้ไปยังตาค่ายกลที่อยู่ตรงกลางของค่ายกลัขด ซึ่งกำลังพ่นกลิ่นอายหยินหยางออกมาท่ามกลางการหมุนวน ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ก่อนที่เขาจะสังเวยร่างกาย เขาได้วางค่ายกลัขดเอาไว้ และทิ้งการทดสอบของราชันเซียนเอาไว้ มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้น จึงจะสามารถกลายเป็ศิษย์สายตรงของเขาได้
เดิมทีเขาเฝ้ารอมานานหลายปี ก็ยังไม่อาจรอจนพบกับศิษย์ที่เหมาะสมได้เสียที เขาจึงตั้งใจว่าจะลดข้อเรียกร้องลง ต่อให้ไม่ผ่านการทดสอบก็ไม่เป็ไร
แต่ทว่า เมื่อเขาได้เห็นความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลอันแข็งแกร่งของกู่เฟิง เขาก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา
หากกู่เฟิงผ่านการทดสอบได้ ไม่เพียงแต่จะเป็การพิสูจน์ให้เห็นว่าพร์ด้านค่ายกลของเขาแข็งแกร่งมากพอเท่านั้น
แต่ยังจะได้รับของวิเศษชิ้นหนึ่งที่เขาทิ้งเอาไว้เมื่อในอดีตอีกด้วย
และของวิเศษชิ้นนี้ จำเป็จะต้องผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะสามารถรับไปได้!