ดวงตะวันขึ้นสูงกลางหัว บ่งบอกว่ายามนี้ได้ล่วงเข้าสู่เที่ยงวัน แสงแดดเจิดจ้าแผ่ความร้อนไปทั่ว แต่ด้วยไอเย็นจากน้ำตก จึงทำให้บรรเทาความระอุอยู่หลายส่วน
บริเวณหน้าน้ำตกแห่งนี้ ปรากฏกายของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เด็กหนุ่มมีดวงตาเรียว ใบหน้าซูบผอมแลดูทะเล้น ผมสีเขียวยุ่งเหยิงเป็กระเซิง อาภรณ์ที่สวมใส่คือชุดนักสู้ขาดเก่าที่ดูซอมซ่อ ราวกับยาจก ส่วนเด็กสาวเป็คนร่างสูงเพรียว ใบหน้านิ่งขรึม ท่าทางจริงจัง ผมสีดำยาวประมาณบ่า เมื่อนำมาประกอบกับชุดกังฟูแดงปักลายัทอง ก็ทำให้เธอดูสง่าอยู่ในที
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เด็กสาวร่างสูงก็เปิดฉากกล่าว น้ำเสียงห้าวหาญนั้นแลดังกังวานและชัดเจน
“ กังฟูกำเนิดที่แคว้นฉาน เป็การต่อสู้ที่ใช้มือเปล่าเป็หลัก เวลาต่อมา ก็มีคนนำไปประยุกต์ใช้กับอาวุธต่างๆ วิชานี้แบ่งออกเป็สามสายนั่นก็คือสายพลัง สายความเร็ว สายพลิกแพลง อ้าว……เฮ้ย ” เด็กสาวอุทานดัง เมื่อเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มยืนหลับน้ำลายไหล เธอส่ายหัวไปมาด้วยความระอา จากนั้นก็ใช้เท้าขวางัดหินก้อนเล็กให้ลอยสูงระดับศีรษะ แล้วตวัดเท้าซ้ายเตะ เพื่อส่งมันไปยังเป้าหมาย
“ เปรี้ยง ”
ก้อนหินพุ่งปะทะหน้าผากของมาวินเต็มแรง ใบหน้าซูบผอมผงะทันที
“ โอ๊ย…ใครขว้างหินใส่ชั้นฟะ เจ็บนะโว้ย ” เด็กหนุ่มโวยดัง พร้อมยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“ ชั้นเอง โทษฐานที่ไม่ตั้งใจ ชั้นอธิบายให้ฟังตั้งนาน แต่นายดันยืนหลับซะอย่างงั้น ” เด็กสาวตอบกลับ ท่าทางขุ่นเคือง
“ อู้ย…โทษที ชั้นทนฟังทฤษฎีนานๆไม่ได้น่ะ ได้ยินทีไร เผลอหลับทุกที ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ
เด็กสาวรู้สึกเซ็งกับโรคสมาธิสั้นของมาวิน ทันใดนั้นเอง สีหน้าของเธอก็ฉายแววยินดี เพราะได้ไอเดียใหม่
“ รู้แล้ว สำหรับคนอย่างนาย ใช้วิธีนี้สอน น่าจะดีกว่า ”
“ วิธีอะไร ” เด็กหนุ่มงุนงง
“ เดี๋ยวก็รู้ เอาล่ะ กังฟูมีสามสายนะ เ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวชิงพูดอย่างรวดเร็ว พร้อมตั้งท่าต่อสู้
“ เดี๋ยวนะ ชั้นชื่อ มาวิ….” เด็กหนุ่มหัวเขียวร้องค้าน แต่ไม่ทันประกาศนาม เด็กสาวก็พุ่งเข้ามาเอาหัวไหล่กระแทก ด้วยความแรงเร็ว ทำให้เขากระเด็นไกล ก่อนจะร่วงไถลไปกับพื้นอีกหลายตลบ
เด็กหนุ่มค่อยๆยันกายลุกขึ้นยืน เพราะยังจุกเสียดอยู่ ปากก็บ่นพึมพำด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“ อู้ย….. เธอทำอะไรเนี่ย รุนแรงชะมัด ”
“ กระบวนท่านี้มีชื่อว่า น้ำป่าไหลทะลัก เป็การส่งแรงอัดเข้าไปที่ร่างกายของคู่ต่อสู้ มันถูกจัดอยู่ในกังฟูสายกำลัง อันเป็แขนงที่เน้นปะทะโดยตรง ” เด็กสาวอธิบายยาวเหยียด มาวินก็พยักหน้ารับ เป็เชิงเข้าใจ
“ ส่วนสายที่สองคือความเร็ว ” เด็กสาวย่อตัวลงนิดนึง จากนั้นก็พุ่งใส่มาวิน พอเข้าประชิด เธอก็ออกหมัดรัวเป็ปืนกล ทุกกำปั้นที่ปล่อยออกมาล้วนรวดเร็วชนิดที่มองตามไม่ทัน แต่การโจมตีดูไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ เลยทำให้ร่างผอมโซถอยหลังไปแค่สองก้าว
“ กระบวนท่านี้เรียกว่า "อสรพิษเก้าหัว" ทุกฝ่ามือที่จู่โจมใส่ ล้วนสกัดไปที่จุดตายทั้งเก้า ” เด็กสาวอธิบายเรียบๆ
“ อู้ย….คราวนี้ไม่หนักเท่าไหร่ แต่โคตรแสบตรงบริเวณที่โดนทิ่มเลย นี่เธอสกัดจุดตายทั้งเก้าของชั้นแล้วเหรอ ” เด็กหนุ่มเริ่มสำรวจร่างกายของตนเอง จึงพบว่ามีรอยจ้ำแดงๆอยู่บนจุดที่โดนสกัด
“ สุดท้ายก็คือสายพลิกแพลง นายโจมตีเข้ามาเลย ” เด็กสาวร่างสูงถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นก็กวักมือเชื้อเชิญให้มาวินจู่โจม
แต่แทนที่มาวินจะโจมตี เขากลับเวิ่นเว้ออยู่กับเื่เดิมๆ สีหน้าส่อแววกังวล ปากก็พล่ามเหลวไหล เลอะเทอะไปตามประสา
“ แล้วชั้นจะตายมั้ยเนี่ย เพราะเธอเล่นจี้จุดตายทั้งเก้า ”
“ โจมตีเข้ามาได้เเล้ว เ้าลิงหัวเขียว ขืนยังทำตัวไร้สาระอีก นายโดนชั้นอัดแน่ ” เด็กสาวตวาดใส่ ทำให้มาวินสะดุ้งโหยง เขารีบตั้งท่ารัดกุม เพื่อเตรียมประจัญบาน
“ เข้ามาได้ ” เด็กสาวร้องสั่งเสียงดัง
“ อืม ท่าไหนดีนา…..อ้อ เอาไม้นี้ก็แล้วกัน เย้ ” เด็กหนุ่มทำท่าคิดอยู่พักหนึ่ง พอนึกออก เขาก็ะโโลดเต้นไปมา พร้อมยักคิ้วหลิ่วตาด้วยความดีใจ
“ เอ้า ตกลงจะเข้ามาได้รึยัง มัวแต่ทำลิงทำค่างอยู่ได้ ” เด็กสาวโวยต่อด้วยความหงุดหงิด
“ แฮะๆ โทษที มัวแต่ดีใจที่คิดแผนเด็ดได้น่ะ ” มาวินกล่าวขอโทษ จากนั้นก็เริ่มย่อตัวลงต่ำ ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องมาที่เด็กสาวแน่วนิ่ง เพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนทะยานเข้าจู่โจม
มาวินพุ่งเข้าใส่เด็กสาว พอถึงตัว เด็กหนุ่มก็ใช้ฝ่ามือฉกตามจุดต่างๆบนร่างกายอย่างรวดเร็ว มันดูคล้ายคลึงกับท่าอสรพิษเก้าหัวถึงสามส่วน จะขาดก็เเค่น้ำหนัก ความเร็วและความแม่นยำ
“ เฮ้ย นี่มัน ” เด็กสาวอุทานดังด้วยความใ เพราะไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะสามารถเลียนแบบได้เหมือนขนาดนั้น
เด็กสาวร่างสูงรีบปัดป้อง และในฝ่ามือสุดท้าย มาวินเล็งไปที่หัวไหล่ แต่เธอก็ยังใช้ท่อนแขนปัดได้อีก พอกระทบถูก กังฟูสาวก็หมุนตัวเป็วงกลม โดยใช้สองขาเป็แกน ส่งผลให้เด็กหนุ่มเสียหลักจนถลำไปข้างหน้า ปิดท้ายด้วยการล้มคะมำลงไปนอนคลุกฝุ่น
“ กระบวนท่านี้มีชื่อว่า "น้ำเชี่ยวไหลผ่านหลักไม้" เป็ท่าที่อาศัยแรงของคู่ต่อสู้ให้เป็ประโยชน์ส่วนใหญ่จะใช้ป้องกันและทำลายจังหวะ ” เด็กสาวอธิบายต่อ ซึ่งมาวินก็พยักหน้ารับคำทุกกระบวน แม้ว่าตนจะล้มคว่ำอยู่ก็ตาม
“ เท่าที่พิจารณา นายไม่เหมาะกับสายกำลัง เพราะไม่แกร่งพอ ส่วนสายพลิกแพลง เน้นเทคนิคมากเกินไป คนที่พื้นฐานไม่ดี ฝึกไม่ได้ ที่พอจะเข็นได้ น่าจะเป็สายความเร็ว ซึ่งชั้นเองก็ฝึกสายนี้อยู่พอดี ” เด็กสาวอธิบาย สีหน้านิ่งจนจับอารมณ์ไม่ได้
“ มิน่า การเคลื่อนไหวของเธอถึงได้รวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทันเลย ” เด็กหนุ่มปัดฝุ่นออกจากตัว
เด็กสาวร่างสูงสะกิดใจในคำพูดที่ว่า “มองตามแทบไม่ทัน” อันแสดงว่ามาวินพอจะจับทางได้บ้าง เธอเลยแอบสงสัย
“ ด้วยความเร็วขนาดนี้ มือใหม่อย่างหมอนี่จะมองเห็นได้ยังไง งั้นที่บอกว่าพอตามทันบ้าง คงเป็แค่พูดเหลวไหลไปตามประสาล่ะมั้ง ”
“ แล้วตกลง จะให้ชั้นฝึกกังฟูสายของความเร็ว ใช่มั้ย ” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม
“ ใช่แล้ว สำหรับสายนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ความไว ความแม่นยำและสายตา ” เด็กสาวเดินไปรอบๆ เพื่อเก็บก้อนกรวดเล็กๆขึ้นมาไว้ในวงแขน
“ แล้วเราจะฝึกยังไง ” มาวินถามเสียงสั่น ท่าทางดูแหยงๆ เพราะเริ่มเดาออกว่าเด็กสาวจะใช้วิธีใด
“ อย่างนี้ไง ” เด็กสาวร่างสูงใช้นิ้วคีบกรวดเล็กๆออกมาก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ตวัดข้อมืออย่างรวดเร็ว เพื่อขว้างสิ่งนั้นใส่มาวิน ด้วยความที่ไม่ทันตั้งตัว มันจึงปะทะหน้าผากเข้าอย่างจัง
“ โอ๊ย เบาๆ หยุดก่อน ” เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง และเอามือลูบคลำหน้าผาก เพื่อบรรเทาความเ็ป
“ ดูวิถีการพุ่งของมันให้ดีๆ อย่าบ่น ” เด็กสาวไม่สนใจ เธอซัดกรวดก้อนที่สองด้วยวิธีเดิม คราวนี้พุ่งกระทบหัวไหล่
“ โอ๊ย ” เด็กหนุ่มร้องอีกครั้ง ความรู้สึกคล้ายโดนปืนอัดลมที่บรรจุะุพลาสติกยิงใส่
“ ตั้งสมาธิสิ พยายามเพ่งมองทิศทางของก้อนกรวดให้ดี จากนั้นก็ปัดป้องหรือหลบหลีก เร่งประสาทให้ไวขึ้น เอ้า ไปอีกแล้วนะ ” เด็กสาวร่างสูงตวัดข้อมือส่งก้อนกรวดลูกที่สาม ดูเหมือนเธอจะสะใจเล็กๆกับการสอนแบบนี้ เพราะมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏที่มุมปาก
“ โอ๊ย….. ” เด็กหนุ่มร้องจ้ากอีกครั้ง คราวนี้เป็ทีของแขนขวาที่โดนอัด
การฝึกหฤโหดบรรเลงเกือบสองชั่วโมง มาวินแทบจะหลบก้อนกรวดที่พุ่งเข้ามาไม่ได้เลย มีเพียงสองสามลูกที่หลบพ้น ซึ่งน่าจะบังเอิญซะมากกว่า ส่งผลให้ทั่วกายปรากฏรอยแดงเป็จ้ำๆ คล้ายถูกยุงฝูงใหญ่รุมกัด
“ อู้ย…… แสบไปทั้งตัวเลย เธอนี่มันโหดชะมัด ” เด็กหนุ่มโอดครวญ พลางเอาน้ำลายไปแตะบริเวณาแ จากนั้นก็ซู้ดปากด้วยความเ็ป
“ เอาล่ะ บ่ายสองแล้ว พักกินอาหารกันก่อน ” เด็กสาวกล่าวเรียบๆ พร้อมลงไปยังแอ่งน้ำตื้นที่ลึกเพียงหน้าแข้ง
“ เหรอ ดีจัง มื้อกลางวันเป็อะไรล่ะ ” เด็กหนุ่มร้องอุทาน น้ำลายไหลยืดออกมาเล็กน้อย
“ นายเห็นอะไรในแอ่งน้ำ ” หลังจากยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เด็กสาวก็เอ่ยถาม
“ เห็นสิ ปลาว่ายไปมารอบเธอตั้งหลายตัวไง ” เด็กหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ห่าง ตอบกลับ น้ำเสียงส่ออาการงง
“ นายคอยดูให้ดี นี่คือการฝึกความแม่นยำ ” เด็กสาวตอบเรียบๆ เธอนิ่งอยู่อึดใจ จากนั้นก็ก้มลง พร้อมกระแทกฝ่ามือ อันเป็การโจมตีที่รวดเร็วจนผิวน้ำแทบไม่กระเพื่อม
“ เธอทำอะไรน่ะ คราวนี้จะฝึกกระแทกน้ำเล่นเหรอ ” เด็กหนุ่มร้องถามเสียงหลง เขาเริ่มงงกับการกระทำของเด็กสาว
เด็กสาวร่างสูงไม่ตอบคำใด เธอนิ่งอยู่อึดใจ ปลาหน้าตาประหลาดแบบเดียวกับที่มาวินเคยกิน ก็ลอยขึ้นมาหนึ่งตัว
“ ว้าว….. อย่างนี้นี่เอง เธอใช้ฝ่ามือแทงปลาที่ว่ายรอบตัว เพื่อเอามากินเป็อาหาร โคตรเจ๋งอ่ะ ” เด็กหนุ่มตะลึงจนอ้าปากค้าง สองมือปรบดังด้วยความชื่นชม
“ เอาล่ะ ถึงตานายแล้ว ชั้นจะก่อไฟให้ นายมีเวลาสองชั่วโมงในการหาปลา หลังจากนั้น จะเริ่มฝึกต่อใน่บ่าย ” เด็กสาวขึ้นจากน้ำ พลางเตรียมหาเศษไม้แถวนั้น เพื่อก่อกองไฟ
“ หา…… ชั้นทำไม่เป็ ” เด็กหนุ่มร้องอุทธรณ์เสียงดัง
“ ไม่เป็ ก็ต้องเป็ จัดการซะ ไม่งั้นนายอด ” เด็กสาวตอบกลับเสียงเข้ม
มาวินเหลือบมองใบหน้าเรียบเฉยของเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินตรงไปยังแอ่งน้ำเขารู้สึกหงุดหงิด ปากก็บ่นพึมพำเบาๆ
“ เชอะ ชั้นหาปลาเองก็ได้ฟะ มันจะยากซักแค่ไหนกัน”
เด็กหนุ่มหัวเขียวพยายามตั้งท่าให้เหมือนเด็กสาวร่างสูง ดวงตาเรียวจับจ้องปลาซึ่งกำลังว่ายวนรอบตัว ทันใดนั้นเอง เขาก็แทงฝ่ามือลงไปอย่างรวดเร็ว ผิวน้ำไม่กระเพื่อมเลยซักนิด ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่าท่าทางที่ปล่อยออกมา ดูสวยงามและสง่ากว่ายอดกังฟูสาวเป็ไหนๆ
“ ฮะๆ ” เด็กสาวที่กำลังก่อกองไฟ เริ่มเปิดปากหัวเราะ
“ หัวเราะอะไร ยัยกังฟูสาว ” เด็กหนุ่มหันมาเอ็ดตะโร
“ หัวเราะนายไง ท่าสวย แต่แทงไม่โดน ก็อดนะ ฮะๆ ” เด็กสาวหัวเราะหนักกว่าเดิม
“ เธอคอยดูก็แล้วกัน อีกเดี๋ยวปลาต้องลอยขึ้นมาแน่นอน ชั้นพนันว่ามันน่าจะมีถึงสองตัวเลย ” เด็กหนุ่มท้าทาย ทั้งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะลอยขึ้นมามั้ย
“ อ้อเหรอ ถ้ามันลอยขึ้นมาซักตัว ชั้นจะยกมือไหว้นายแบบงามๆเลย ” เด็กสาวะโหยอกล้อ ผิดกับบุคลิกเงียบขรึมที่เคยแสดงออก
“ เชอะ จับเวลาได้เลย 10 วินาทีข้างหน้า มีปลาลอยขึ้นมาแน่ อย่างน้อยก็สองตัวล่ะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวท้าต่อ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
เวลาผ่านไปนาทีเศษ ก็ยังไม่ปรากฏร่องรอยของสิ่งใด ขณะที่เด็กสาวได้ก่อกองไฟเสร็จแล้ว และเธอกำลังหมุนไม้ที่ใช้เสียบปลา เพื่อทำการย่าง หางตาเหลือบมองเด็กหนุ่มแวบนึงก่อนจะร้องทักเสียงดัง
“ ทางที่ดี หาปลาตัวใหม่เถอะ รอนานแค่ไหน ก็ไม่เป็ผล มันจะผุดขึ้นมาได้ไง ในเมื่อการแทงเมื่อครู่นี้ ไม่โดนอะไรเลย บอกให้เอาบุญ นายเหลือเวลาพักอีกแค่ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ”
“ เชอะ ยัยบ้าเอย ” เด็กหนุ่มแอบสบถเบาๆ ก่อนตั้งท่าทะมัดทะแมง จากนั้นก็ไล่แทงปลาที่ว่ายวนเวียนในแอ่งอย่างจริงจัง ทำให้สายน้ำแตกกระจายใส่กายของตน เขาตั้งหน้าตั้งตาไล่เสียบอย่างเต็มที่ โดยไม่สนว่าจะเท่หรือไม่ หนักๆเข้า ก็ถึงขั้นดำน้ำลงไปไล่จับ ถึงกระนั้น ก็ยังหาปลาไม่ได้ซักตัว
“ หน็อย….. ไอ้ปลาบ้า เก่งจริง ลองว่ายเข้ามือซิฟะ ชั้นจะยอมเลื่อนขั้นให้นายเป็ปลาเผาเลย ” เด็กหนุ่มะโไป ก็ไล่จับปลาไป ท่าทางเดือดดาลเป็ที่สุด
เด็กสาวนั่งกินปลาย่างอยู่ริมน้ำ เธอมองทุกท่วงท่าของมาวิน ท่าทางคลายอาการตึงเครียดลงมาก เวลาต่อมา ก็ะโบอกเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เจืออารมณ์ขัน
“ เคล็ดลับอยู่ที่สายตา ความเร็วและจังหวะ ”
“ รู้แล้วน่า ยังไงซะ เ้าพวกนี้ก็ไม่เกินมือชั้นหรอก หน็อยแน่ะ ” มาวินไล่จับปลาไป ก็บ่นไป
เด็กสาวนั่งมองการจับปลาสุดพิลึกพิลั่นของมาวิน มุมปากแย้มยิ้มเล็กน้อย
……………………….
เวลาเดินทางมาถึงสี่โมงเย็น ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ความร้อนระอุคลายตัวลง ยิ่งเป็บริเวณน้ำตก ยิ่งทวีความร่มรื่นและเย็นฉ่ำจนน่าทิ้งตัวลงนอนซักตื่น ทว่าทั้งมาวินและเด็กสาวปริศนายังไม่มีท่าทีจะพักผ่อน ทั้งสองยืนประจันหน้ากันด้วยท่าทางที่ดูเคร่งเครียด เพราะพวกเขากำลังอยู่ในโหมดฝึกฝนวิชา
“ เอาล่ะ ต่อจากนี้ ชั้นจะถ่ายทอดเพลงหมัดแมวป่าให้นาย ซึ่งเป็กระบวนท่าในสายความเร็ว ” เด็กสาวประกาศก้อง
“ เหอๆ ชื่อเท่ดีนะ ฝึกยังไงเหรอ ” ท่าทางของมาวินดูเซื่องซึม เพราะเพิ่งผ่านการอดอาหารกลางวันมาหมาดๆ
“ คอยดูและจดจำให้ดี นี่คือกระบวนท่าที่หนึ่ง แมวป่าตะปบเหยื่อ ” เด็กสาวประกาศก้อง พลางย่อตัวลงเล็กน้อย ขาขวานำขาซ้าย มือขวายื่นนำมือซ้าย ท่าร่างดูปราดเปรียว
“ เฮือก……” มาวินกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของเด็กสาว
ความเงียบมาเยือนอยู่อึดใจ เด็กสาวก็ะโขึ้นกลางอากาศด้วยกิริยาที่คล้ายแมวป่า มือซ้ายและขวาตวัดออก หลังจากเท้าััพื้น เธอก็พุ่งไปข้างหน้า พร้อมปล่อยหมัดชุด วินาทีต่อมา ก็แปรเปลี่ยนเป็พลิกตัวกลับหลัง แล้วยิงหมัดชุดตามแนวกลาง ต่ำ อีกหนึ่งรอบ ก่อนจบกระบวนท่าด้วยการเตะสูงเหนือหัว
“ ฟู่……. ” เด็กสาวเอาสองแขนไขว้ไปข้างหน้า ปลายเท้าแยกออกจากกันเล็กน้อย พร้อมเป่าลมปากเบาๆ
“ โห……ดูรวดเร็วและทรงพลัง สุดยอดเพลงหมัดเลยนะเนี่ย ” เด็กหนุ่มชมเชย ดวงตาซาบซึ้งผสมชื่นชม
เด็กสาวปริศนาเหลือบมองมาวินแวบนึง ก่อนตอบเรียบๆ
“ นี่เป็ท่าพื้นฐานของเพลงหมัดแมวป่า อันเหมาะกับพวกมือใหม่ ”
“ หา…..เธอจะบอกว่านี่คือท่าเบสิกของเพลงหมัดเด็กฝึกใหม่ อย่างงั้นเหรอ ” เด็กหนุ่มเหวอ
“ ก็ใช่น่ะสิ เริ่มฝึกได้แล้ว ” เด็กสาวยืนกอดอก พลางเร่งให้เด็กหนุ่มฝึก
“ เชอะ ไอ้เราก็นึกว่าเป็กระบวนท่าของยอดวรยุทธ ” เด็กหนุ่มขยับกาย เพื่อลอกเลียนแบบเพลงหมัด และในทันทีที่ตั้งกระบวนท่า เด็กสาวก็ะโดัง
“ หยุด นายวางเท้าผิด ท่าเริ่มต้น ต้องทำแบบนี้ ” จากนั้นเด็กสาวก็ทำท่าเริ่มต้นให้ดูใหม่
“ อ้อๆ ขอโทษที ลืมน่ะ ” เด็กหนุ่มตั้งท่าตาม คราวนี้ถูกต้องแบบไม่มีผิดเพี้ยน
มาวินขยับท่าทางตามเด็กสาวร่างสูง ฝึกเพียงสองสามรอบ ก็เริ่มจดจำได้บางส่วน จึงฝึกซ้ำอีกหลายสิบครั้ง โดยมียอดกังฟูสาวคอยควบคุม ถ้ามีบางจุดที่ผิดพลาด เธอจะแนะนำทันที บางครั้งถึงขั้นทำท่าให้ดู และถ้ายังผิดอีก อาจารย์มาดขรึมก็จะขยับร่างกายของเด็กหนุ่มให้ถูกต้องตามแบบ
การฝึกฝนกินเวลายาวนานเกือบสองชั่วโมง พออาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เด็กสาวจึงสั่งหยุด
“ เอาล่ะ หยุดการฝึกเพียงเท่านี้ ”
“ เฮ้อ…… ” เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งคอตก ท่าทางเหมือนจะหลับเสียให้ได้
“ ลุกขึ้นมา เราจะเดินทางกลับที่พัก เร็วเข้า ” เด็กสาวปริศนาออกคำสั่ง
“ อ้าว เราไม่พักแถวนี้เหรอ ” เด็กหนุ่มถาม
“ ไม่ ตอนกลางคืน บริเวณนี้จะมีมอนสเตอร์แกร่งๆโผล่ออกมา ชั้นี้เีเสี่ยง ” เด็กสาวพูดแค่นั้น แล้วก็เดินจากไป โดยไม่สนใจว่ามาวินจะตามมาหรือไม่
“ เฮ้ๆ รอด้วยสิ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งตามเด็กสาว
…………………………
ยามค่ำคืนกลางป่าลึก ท้องฟ้ามืดมิดประดุจดังถูกผ้าดำปกคลุม มีเพียงแสงดาวหลายล้านดวงที่ส่องสกาว กลางหมู่ของพวกมันปรากฏดวงจันทร์ตั้งเด่นเป็สง่า สายลมโชยพลิ้วเพียงแ่ๆอยู่ไม่ขาด กวาดเอาไอเย็นและกลิ่นของดอกไม้ป่าให้หอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ
มาวินนอนหงายอยู่ข้างกองไฟ เขาเอาสองมือไขว้กัน เพื่อรองหัว ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้าที่ดาษดื่นด้วยดาราสุกใส โดยมีเด็กสาวปริศนานั่งทำบางอย่างอยู่ไม่ห่าง
มาวินนอนนิ่ง ดวงตาเรียวจับจ้องท้องฟ้ายามราตรีไม่วางวาย แม้ประกายจะดูนิ่ง คล้ายไร้อารมณ์ แต่ก็แฝงแววอาลัย ถวิลหาอย่างสุดซึ้ง ทันใดนั้นเอง เด็กสาวสาวก็ร้องทักแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ นายลิงหัวเขียว หลับอยู่รึไง ”
เด็กหนุ่มไม่ขยับ เขายังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ครู่หนึ่ง ก็ตอบกลับมาเบาๆแค่พอได้ยิน
“ ยังไม่หลับหรอก ชั้นนอนดูดาวน่ะ ”
“ นายดูดาวเป็รึไง เ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวถามกลับ
มาวินพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ดวงตาปิดพริ้มลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวช้าๆ
“ ไม่เป็หรอก แค่ดูเพลินๆ แล้วคิดอะไรเล่นเรื่อยเปื่อยน่ะ ”
“ คิดอะไรอยู่ล่ะ ” เด็กสาวถามเรียบๆ มาวินจึงนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง ก่อนที่จะเผยความในใจ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาดูสั่นเครือและแฝงแววะเืใจ
“ ก็คิดว่า…..ที่ดาวดวงใดบนนั้น น่าจะเป็ที่ที่ชั้นจากมา และคิดว่าคนที่ชั้นคิดถึง อาจกำลังมองดาวบนฟ้าอยู่เหมือนกัน ”
ความเงียบเข้าเกาะกุมสถานการณ์ คล้ายว่าเด็กสาวผู้ร่วมทางได้หายลับไปแล้ว กระนั้นมาวินก็ไม่สน ขอเพียงได้อยู่กับจินตนาการของตนเอง เท่านี้ก็สุขใจแล้ว
ทันใดนั้นเอง วิมานกลางอากาศที่เด็กหนุ่มวาดฝันก็พังทลาย เมื่อมีอะไรบางอย่างลอยมาปะทะใบหน้า ััแรกบอกให้รู้ว่า….เ้าสิ่งนั้นดูเหนียว นิ่มและมันๆยังไงชอบกล
“ เฮ้ย เธอจะทำอะไร ” เด็กหนุ่มกำสิ่งที่เด็กสาวขว้าง จากนั้นก็ลุกขึ้นมาโวยวาย เพราะเริ่มหงุดหงิดที่ถูกดึงจากโลกแห่งความฝันอันแสนอบอุ่น
เด็กสาวปริศนายังคงนั่งชันเข่า มือขวามีเนื้อติดกระดูกของสัตว์อะไรซักอย่าง เธอก้มลงกินอย่างเอร็ดอร่อย พอเหลือบไปเห็นแววตาขุ่นเคืองของมาวิน ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ กินซะ จากนั้นก็พักผ่อน นายต้องฝึกอีกเยอะ ”
“ เอ๋ กินอะไร ” เด็กหนุ่มเจอไม้นี้เข้าไป ก็ถึงกับเอ๋อรับประทาน ต่อมาก็เหลือบมองสิ่งที่อยู่ในมือของตัวเอง จึงพบว่ามันคือเนื้อติดกระดูกชิ้นเขื่องที่ย่างรมควันจนสุก
“ โอ้ กำลังหิวอยู่เลย ” เด็กหนุ่มไม่รอช้า เขารีบขย้ำก้อนเนื้อติดกระดูกอย่างตะกละตะกลาม
เด็กหนุ่มหิวโซถึงขีดสุด ทันทีที่กินเสร็จ เขาก็ล้มตัวลงนอนในท่าเดิม ปากร้องลั่นด้วยความดีใจ
“ เฮ้อ อิ่มจังตังค์อยู่ครบ เยี่ยมเลย รอดตายไปอีกหนึ่งมื้อ ”
“ หึๆ ” เด็กสาวยิ้ม ในใจแอบคิดว่า......เ้าลิงหัวเขียวตัวนี้มักจะมีท่าทางและคำพูดแปลกๆออกมาให้ขำอยู่เสมอ
เด็กสาวปริศนาลองแหงนหน้ามองท้องฟ้าตามมาวิน ดวงตาคมกร้าวไม่ละจากม่านดำที่สุกสกาวด้วยแสงดาวพร่างพราว เธอมองความงามของมันด้วยอารมณ์ที่สดใสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หางตาเหลือบแลเด็กหนุ่มซึ่งกำลังชิวในท่านอนหงาย เวลาต่อมา ก็เอ่ยถามช้าๆด้วยเสียงที่แ่เบา
“ เ้าลิงหัวเขียว นายมาจากที่ไหน ”
เด็กหนุ่มผู้ถูกขนานฉายาว่า "ลิงหัวเขียว" นิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนตอบกลับช้าๆ
“ ที่ๆชั้นจากมา มันไกลมาก ไม่แน่ใจว่าคนที่นี่จะรู้จักมันมั้ย ”
“ เป็หมู่บ้านเล็กๆตกสำรวจรึไง ” เด็กสาวถามกลับ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดูเคลือบแคลง ทำให้เด็กหนุ่มเงียบไปหลายอึดใจ คล้ายว่ากำลังตรึกตรองบางสิ่ง จากนั้นก็ตอบกลับ
“ ก็ประมาณนั้นแหละ ว่าแต่เอ่อ…”
“ อะไรล่ะ ” เด็กสาวสวนกลับทันควัน สังเกตให้ดี เหมือนจะมีกระแสร้อนรนซ่อนอยู่ในน้ำเสียงเล็กน้อย
“ คือชั้นอยากจะบอกว่า…ขอบคุณมากนะ ” เด็กหนุ่มสนองคุณด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล อันส่อแววสำนึกอย่างจริงใจ
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคู่สนทนา ส่วนมาวินก็นอนเงียบ พักเดียวเท่านั้น เด็กสาวปริศนาก็แว่วเสียงประหลาดจากเด็กหนุ่ม กระแสนั้นค่อนข้างแ่เบาและสม่ำเสมอ
“ คร่อก………ฟี้ ”
เด็กสาวจ้องมองเด็กหนุ่มผู้กำลังหลับใหล ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์ บริสุทธิ์ใสซื่อ ราวกับเด็กน้อย ทุกสิ่งที่ประจักษ์ ทำให้ดวงตาคมกร้าวของเธอคลายประกายลงจนแลอ่อนโยนและสวยซึ้งถนัดตา จากนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
