ไช่ซุนหลันกรอกตามองบน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “จะไปเป็แบบนั้นได้ไงคะคุณแม่ถ้าเหวินไคเอาตั๋วให้ฉัน ฉันก็ต้องเอาให้คุณแม่สิคะ ฉันไม่กล้าแอบเก็บไว้เองหรอก นมผงกับซาลาเปานี่ฉันไปซื้อมาจากที่นั่นค่ะเพราะที่สหกรณ์ต้องใช้ตั๋ว”
แม่หลี่เข้าใจได้โดยง่ายว่าที่นั่นที่ไช่ซุนหลันพูดถึงคือที่ไหนนี่สะใภ้รองของเธอไปเอาความกล้าและความก๋ากั่นนี้มาจากไหน
“อะแฮ่ม ถ้าไม่จำเป็เธอก็อย่าไปที่นั่นบ่อย ่นี้มันอันตรายเดี๋ยวจะเหมือนอาไห่ไปอีกคนอีกอย่างของที่นั่นก็ราคาแพงเอาเื่”
“ฉันก็ไม่ได้อยากไปนักหรอกค่ะ แต่ทำไงได้ล่ะคะ เด็กๆ อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตส่วนผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว”
พอฟังไช่ซุนหลันพูด แม่หลี่ก็ไม่ได้กล่าวว่าอะไรอีก อย่างน้อยการไปตลาดมืดของไช่ซุนหลันในครั้งนี้ก็ทำให้คนในบ้านได้กินจานเนื้อ!
เช้าวันถัดมา
ลมฤดูร้อนพัดเอื่อยเฉื่อยเข้ามาทางหน้าต่าง วันนี้เป็ที่กองผลิตของที่นี่ต้องช่วยกันปลูกข้าวโพดอุณหภูมิในหน้าร้อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะแปรปรวนขึ้นและลดอย่างรวดเร็วภายในวันเดียวเช่นตอนกลางวันจะร้อนมากถึง 33 องศาเซลเซียส แต่พอ่เย็นๆ จะลดลงบางวันก็แตะ15 องศาเซลเซียส และเพราะอากาศที่เดี๋ยวร้อนจัดและเย็นลงสลับไปมานี้จึงมักทำให้ผู้คนไม่สบาย ยิ่ง่กลางวันคนที่ไปทำไร่ทำนาแต่ร่างกายไม่แข็งแรงก็มักจะเป็หน้ามืดและเป็ลมแดดไช่ซุนหลันเองก็คิดอยากไปข้างนอกเช่นกัน แต่เธอนั้นไม่ได้้าที่จะไปช่วยคนบ้านหลี่ทำงานไช่ซุนหลันเพียงแต่อยากสำรวจหมู่บ้านนี้ให้ทั่วเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าถึงไช่ซุนหลันจะชอบโลกที่เจริญแล้วเช่นโลกที่เธอเคยไปอยู่ใน่เวลาสั้นๆแต่ที่นั่นก็มีทั้งฝุ่นควัน มลภาวะรวมถึงโรคที่ติดต่อกันได้ทางอากาศทำให้ไปไหนมาไหนต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งแต่พอไช่ซุนหลันได้ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ เธอกลับชอบสภาพอากาศมากกว่า เธอจึงรู้สึกอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกที่นี่แม้อากาศจะไม่บริสุทธิ์เท่าโลกแรกที่มีพลังบ่มเพาะอย่างเมื่อครั้งเธอเป็ซู่ซินแต่มันก็น่าประทับใจ
ไช่ซุนหลันลุกขึ้นมาบิดตัวก่อนจะไปล้างหน้าล้างตา บ้านหลี่โดยปกตินั้นจะกินข้าวสองมื้อแต่จะมีบ้างวันที่จะกินมื้อเช้ารวมเป็สามมื้อบ้าง ไช่ซุนหลันจึงคิดจะลงมือทำอาหารเพราะดูเหมือนว่างานในไร่จะค่อนข้างหนักหากคนที่ใช้แรงงานท้องหิวจะทำให้ทำงานได้ไม่เต็มกำลัง ไม่รอช้า เธอเริ่มก่อไฟเพื่อจะทำวอวอโถวซึ่งปกติแล้ววอวอโถวที่ทุกคนคุ้นเคยจะมีสีเหลืองเพราะส่วนประกอบหลักคือข้าวโพดและธัญพืชหยาบแต่วันนี้ไช่ซุนหลันจะทำวอวอโถวผักและวอวอโถวปกติ ในวอวอโถวนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนกรดอะมิโน กรดไขมันไม่อิ่มตัว คาร์โบไฮเดรต เส้นใยหยาบ และธาตุและแร่ธาตุต่าง ๆที่จำเป็ต่อร่างกาย
ไช่ซุนหลันเตรียมข้าวโพด แป้ง คื่นฉ่าย แคร์รอต ข้าวโพดต้มผงฟูและเกลือจากนั้นก็ล้างใบคื่นฉ่าย และแคร์รอต ข้าวโพดแกะเมล็ดก่อนจะนำไปลวกในน้ำร้อนเมื่อเรียบร้อยแล้วก็สับแคร์รอตและคื่นฉ่าย จากนั้นนำมาผสมกับแป้งจากนั้นผสมแป้งข้าวโพดแป้งอเนกประสงค์คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วค่อยเทผงฟูและเกลือลงไป คนให้เข้ากันเติมน้ำอุ่นและนวดไปเรื่อยๆ จากนั้นก็พักแป้งไว้ 10 นาที เมื่อแป้งเริ่มฟูแล้วก็ปั้นแป้งเป็ก้อนเล็กๆก่อนจะนำไปนึ่งอีก 15 นาที
กลิ่นหอมวอวอโถวปลุกให้คนบ้านหลี่ตื่น ไช่ซุนหลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่แต่ละคนตื่นกันเร็วเกินไปเพราะตอนนี้อาหารยังไม่พร้อม มันมีเพียงวอวอโถวผักเท่านั้น แต่ถึงจะเป็แค่วอวอโถวผักธรรมดาในสายตาของไช่ซุนหลันแต่ในสายตาของคนบ้านหลี่นี่เป็วอวอโถวที่น่ากินที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เพราะมันทั้งดูนุ่มฟูและก้อนใหญ่
“วันนี้มีข้าวเช้ากินด้วยหรือครับแม่” หลี่เฟยน้องชายสี่เอ่ยถามแม่หลี่
“ฉันก็ตื่นพร้อมๆ กับแก ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะ!”
“อ้าว แล้วใครเป็คนทำอาหารล่ะครับถ้างั้น” น้องชายสี่เอ่ยพึมพำพลางทำจมูกฟุดฟิดและเดินตามกลิ่นวอวอโถวผักรวมของไช่ซุนหลัน
“เป็พี่สะใภ้รองหรอกเหรอนี่!!!” หลี่เฟยอุทานด้วยความใเหมือนเห็นผี
เสียงอุทานของหลี่เฟยทำให้ไช่ซุนหลันที่กำลังง่วนอยู่กับการหั่นผักต้องเงยหน้าขึ้นมาดู“น้องชายสี่มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เอ่อ...เปล่าน่ะไม่มีอะไรหรอกครับ”หลี่เฟยยิ้มตาหยีก่อนจะรีบออกจากครัว ทางด้านแม่หลี่ที่กำลังล้างหน้าอยู่เมื่อเห็นท่าทีแตกตื่นของลูกชายก็อดถามไม่ได้
“เป็อะไรของแกอาเฟย ทำเหมือนกับว่าคนในครัวไม่ใช่เมียแกอย่างนั้นแหละ”
“ก็ไม่ใช่น่ะสิครับแม่ แม่รู้ไหมว่าคนในครัวน่ะคือพี่สะใภ้รอง!”
“แค่ก แค่ก แกว่าไงนะ!? สะใภ้รองน่ะเหรอ” แม่หลี่ล้างหน้าอย่างลวกๆ เพื่อที่จะได้รับเข้าไปในครัว สะใภ้รองของบ้านไม่เคยทำอาหารมาก่อนหากทำแล้วเสียของขึ้นมาจะแย่เอา อาหารการกินจะเอามาเล่นไม่ได้!
ระหว่างที่แม่หลี่กับหลี่เฟยกำลังคุยกันนั้น ทางด้านของไช่ซุนหลันก็ใช้วิธีลัดด้วยการใช้ซุปก้อนรสหมูใส่ลงในน้ำเดือดพร้อมกับตีไข่ใส่ลงไปและตามด้วยแคร์รอตและผักป่าที่มีคนนำมาวางไว้ในครัว
สาเหตุที่ไช่ซุนหลันทำอาหารได้นั้น เป็เพราะเธอเคยมีโอกาสไปลงคอร์สเรียนทำอาหารนานาชาติมาแต่น่าเสียดายที่อาหารจีนยุคนี้ที่เธอชอบจะเป็ทางจีนกวางตุ้งมากกว่า แต่มันคงจะแปลกไปใหญ่หากเธอทำอาหารมณฑลกวางตุ้งหรืออาหารมณฑลเสฉวนเพราะตัวของเ้าของร่างไม่เคยไปไหนไกลเลย คงไม่มีทางที่จะทำอาหารต่างภูมิภาคเป็
“สะใภ้รอง! ไม่ใช่ว่าเธอทำของเสียหมดแล้วเหรอห๊ะ!ถ้าทำไม่เป็ก็ไม่ต้องมาทำ! ไปๆ ไปเลยออกไป”เสียงของแม่หลี่แวดเข้าหูไช่ซุนหลัน จนเธอเผลอทำน้ำแกงผักลวกมือเพราะความใ
ไช่ซุนหลุนรีบนำนิ้วมาจับที่ติ่งหูเย็นๆ เพื่อคลายความร้อนที่โดนลวกมือก่อนจะมองแม่หลี่แล้วทำหน้าละเหี่ยใจ
“โถ่ คุณแม่คะ มันจะไปเสียได้ยังไง คุณแม่ได้กลิ่นไหม้หรือเห็นว่าครัวมันเละเทะบ้างไหมล่ะคะ”
แม่หลี่มองรอบครัวก็เห็นว่าภายในครัวนั้นเป็ระเบียบเรียบร้อยดีเธอสำรวจดูว่ามีวัตถุดิบใดหายไปบ้าง ปรากฏว่ามีแค่ผักป่าและข้าวโพดนิดหน่อยเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีไป แล้วนี่ตกลงเธอทำอะไรกันแน่?” แม่หลี่แสร้งถามแก้เก้อ
ไช่ซุนหลันเปิดหวดนึ่งให้ดู ภายในนั้นมีวอวอโถวสีเหลืองจากข้าวโพดและสีเขียวจากคื่นฉ่ายและยังมีบางก้อนมีสีส้มจากแคร์รอต วอวอโถวแต่ละก้อนช่างดูนุ่มฟูและน่ากินกว่าที่แม่หลี่ทำเป็ไหนๆ
“ฉันทำวอวอโถวผักน่ะค่ะ แล้วก็ทำน้ำแกงผักป่าเอาไว้ซดด้วยจะได้ไม่ฝืดคอเกินไปในเมื่อฉันไม่ได้ช่วยงานในไร่ ฉันก็จะรับหน้าที่ทำอาหารให้ทุกคนกินเอง”
แม่หลี่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร สองมือของแม่หลี่ช่วยจัดเตรียมวอวอโถวใส่จานและนำไปวางที่โต๊ะอาหารก่อนจะเรียกทุกคนมากินอาหารเช้า จากเดิมเวลานี้เด็กๆ จะยังไม่ตื่น แต่พอได้ยินว่ามีอาหารเช้าแต่ละคนล้วนดีดตัวขึ้นมาแล้วสาวเท้ามาที่โต๊ะอาหารอย่างรีบร้อน
“แม่! วอวอโถวก้อนใหญ่มากเลย” เจียงคุนจับวอวอโถวด้วยมือน้อยๆสองมือและพูดอย่างตื่นเต้น
“ใช่ๆ ทำไมมันถึงได้นุ่มขนาดนี้ล่ะแม่” เ้ารองเซียงเฉิงก็ถามไช่ซุนหลันเช่นกันพวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับวอวอโถวก้อนใหญ่พวกนี้มาก
นี่เป็วอวอโถวที่แม่ของพวกเขาทำเชียวนะ! จะมีแม่บ้านไหนที่สามารถทำวอวอโถวได้นิ่มขนาดนี้กันล่ะ
“สะใภ้รองเธอทำยังไง วอวอโถวถึงได้ฟูขนาดนี้” แม่หลี่ก็สงสัยด้วยเช่นกัน
ภาพวอวอโถว
