พระอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดแสงทะลุผ่านชั้นเมฆของวันที่มีอากาศอบอุ่น ฤดูเหมันต์อันหนาวเหน็บและแสนโหดร้ายเพิ่งผ่านพ้นไปหมอกควันแห่งความเศร้าตรมครอบคลุมจิตใจของเหล่าผู้สูญเสีย ผู้คนหลากหลายที่ประสบเหตุถูกโจรร้ายปล้นชิงทรัพย์สินและเข่นฆ่าจนต้องหนีตายจากหมู่บ้านรอบนอกต่างทยอยเดินเท้าเข้ามาในตัวเมืองซร่วงซานเพราะคนของทางการนำความช่วยเหลือมาถึงแล้ว
“เข้าแถวๆทุกคนจะได้รับแจกอาหารอย่างทั่วถึงกันหากเข้าแถวเป็ระเบียบ ิอ๋องทรงรับปากว่าจะช่วยเหลือพวกเ้าให้อิ่มท้องครบทุกคน เข้าแถวๆ อย่าผลักอย่าแย่งกัน”เสียงทหารผู้คุมการแจกจ่ายอาหาระโเป็ระยะเพื่อจัดระเบียบผู้คนที่อพยพมาออกันอยู่อย่างล้นหลามบนถนนหน้าจวนของท่านเ้าเมือง
ทหารได้แยกชาวบ้านออกเป็กลุ่ม ที่หลงเหลือเป็ครอบครัวก็รวมตัวกันเข้าแถวอยู่อีกฝั่งส่วนใครที่ไร้ญาติหนีตายมาตัวคนเดียวก็ให้แยกมาเข้าแถวอีกด้าน มีการแยกระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กสายตาหลายคู่มองกลุ่มเด็กกำพร้าที่มีมากเกินกว่าห้าสิบคนซึ่งเกาะกลุ่มรวมกันอยู่
“มาๆ พวกเ้ามารวมกันทางนี้” เมื่อนายทหารผู้หนึ่งกวักมือเรียกเหล่าเด็กกำพร้าซึ่งมองด้วยตาเปล่ากะอายุประมาณห้าถึงสิบสามปีก็รีบพุ่งตัวไปยืนออเพื่อรอรับอาหาร
ขณะนั้นมีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกเด็กชายตัวโตกว่าผลักร่างนางออกมาจากแถวเพื่อตนเองจะแทรกตัวไปยังหัวแถวได้รับแจกอาหารก่อนร่างเล็กและผอมบางเซถลาออกมายังถนนจนล้มกลิ้งคลุกฝุ่นดิน มีม้าตัวหนึ่งกำลังถูกควบขี่ทะยานพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
คนบนหลังม้าชักบังเหียนบังคับม้าให้หยุดกะทันหันขาคู่หน้าของอาชาตัวพ่วงพีตะกุยอากาศก่อนจะเบี่ยงหลบไปอีกทางตามจังหวะบังคับร่างเล็กกระจ้อยรอดพ้นจากการถูกเหยียบฉิวเฉียด เสียงม้าร้องระคนเสียงตื่นใของผู้อพยพรอบข้างบีบใจที่ตื่นกลัวของเด็กน้อยจนส่งผลให้นางร้องไห้จ้าหลังจากนั้นมีนายทหารผู้หนึ่งเข้ามาฉุดแขนนางให้ลุกขึ้น
“เ้านะเ้า ไม่รู้จักระวังเกือบตายแล้วไหมเล่า” อุ้งมือหยาบกร้าน รุนหลังเด็กน้อยที่เพิ่งเสียขวัญเข้าไปในแถวเขาส่ายหน้ากับสภาพผู้คนแออัดหนาตา ความอดอยากทำให้ผู้คนไร้ระเบียบ
เด็กหญิงเคราะห์ร้ายปาดน้ำตาสองขาขยับเดินหน้าเมื่อถูกมือของเด็กที่ยืนต่อแถวด้านหลังผลักขณะนั้นม้าตัวเดิมได้เหยาะย่างเข้ามาใกล้เสียงลมหายใจของสัตว์ตัวสูงทำให้ร่างเล็กหดเกร็งคนบนหลังม้ายื่นส่งผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมอบให้นาง
“รับไป”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองอย่างกล้าๆกลัวๆ นางไม่เห็นใบหน้าของคนที่นั่งอยู่บนหลังอาชาเพราะดวงตะวันจัดจ้าซึ่งอยู่เหนือศีรษะเขาขึ้นไปทำให้ดวงตาพร่าเลือน
“รีบรับสินังหนู”เสียงทหารอีกคนร้องสั่ง เด็กหญิงจึงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาถือไว้ เพราะความสะอาดขัดกับมือดำสกปรกนางจึงสอดเก็บมันไว้ในอกเสื้อก่อนคนบนหลังม้าจะควบสัตว์พาหนะให้วิ่งช้าๆ ไปยังประตูของจวนท่านเ้าเมือง
หลังจากนั้นเมื่อเด็กหญิงได้รับข้าวต้มหนึ่งถ้วยแล้วก็เดินไปรับหมั่นโถวอีกหลายลูกเพื่อเก็บไว้กินมื้อต่อไประหว่างกินข้าวต้มอยู่นั้นนางได้ยินเสียงพูดคุยของเด็กกลุ่มหนึ่ง
“ข้าจะไปเมืองหลวงถ้าสามารถไปถึงเมืองหลวงได้ข้าจะต้องมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม”
เด็กหญิงหันไปมอง คนที่พูดคือเด็กผู้ชายที่ผลักนางออกมาจากแถวเขารวมกลุ่มเด็กกำพร้าได้ประมาณหกเจ็ดคน หลายคนเออออเห็นด้วยกับความคิดของเขาและแสดงความ้าที่จะเดินทางไปด้วยกัน เพราะความไร้ญาติทำให้พวกเขาผูกมิตรกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว
ข้าวต้มในชามกระเบื้องปากบิ่นหมดไปแล้วเด็กหญิงล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อขึ้นมามองคนที่อยู่บนหลังม้าเมื่อครู่คงเป็พวกทหารที่มาจากเมืองหลวง แม้นางไม่เห็นหน้าเขาแต่เสื้อผ้าบนร่างโปร่งแสดงให้เห็นถึงความมีฐานะ ความเป็อยู่ของคนเมืองหลวงความอุดมสมบูรณ์ของเหลิงอานนางจะต้องไปเห็นกับตาให้ได้
เด็กหญิงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวก่อนพึมพำกับคนผู้หนึ่งซึ่งเฝ้าระลึกถึงทุกลมหายใจเข้าออก...พวกเราไปเมืองหลวงกันนะเ้าคะท่านแม่