อัลเบลแทบไม่เชื่อสายตาที่ตัวเองเห็นเด็กสาวคนนั้นใช้เวทย์มนต์ชนิดไหน ถึงสามารถกำจัดทหารผีดิบตัวนี้ไปได้อัลเบลก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่าบริเวณรอบๆกระท่อมที่เค้าเดินสำรวจก็แทบไม่มีทหารผีดิบเ่าั้เลย หรือถูกเด็กสาวคนนี้กำจัดไปหมดแล้วแต่เด็กสาวคนนี้ถูกทหารผีดิบใช้ดาบฟันกลางหลังไปแล้วนี่ทำไมเธอถึงยังไม่ตายละ
“นี่เ้ายังไม่ตายเหรอ”อัลเบล ถามด้วยความแปลกใจ
“ร่างกายของข้าสามารถรักษาตัวเองได้”สาวน้อยพูดเสร็จพร้อมหันหลังให้อัลเบลดูว่า าแที่เธอถูกฟันนั้นค่อยๆ สมานตัวอย่างช้าๆ
“แล้วเ้าทำอะไรกับทหารผีดิบตัวนั้นละข้าสู้แทบตายข้ายังไม่สามารถเอาชนะทหารผีดิบตัวนั้นได้สักตัวเลย” อัลเบลถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้
“นักรบต้องสาปนั้นเหรอข้าก็แค่ใช้เวทย์มนต์ที่คุณยายสอนกำจัดมันไป” สาวน้อยพูดถึงสิ่งที่ตัวเองพึ่งทำลงไป
“นักรบต้องสาป??????” อัลเบลอุทานด้วยความสงสัย
“เอ๋อเป็ชื่อที่คุณยายของข้าเรียก ท่านให้คำกำจัดความกับสิ่งมีชีวิตต้องสาปนี้ว่านักรบต้องสาปแต่คุณยายไม่ได้บอกกับข้าว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านแค่สอนวิธีปัดเป่าสิ่งเหล่านี้ให้กับข้า”
“ว่าแต่ท่านเป็อะไรไหมแผลที่หัวนั้นยังเจ็บอยู่ไหม” สาวน้อยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมถามถึงาแตรงศีรษะของอัลเบล
“แต่ดีขึ้นแล้วเ้าเป็ของช่วยข้าเหรอขอบใจนะ” อัลเบลพูดขอบคุณสาวน้อยที่ช่วยตนเอาไว้
“ไม่เป็ไรหรอกคุณยายเค้าสอนข้าไว้ว่า ให้อยากรู้จักช่วยเหลือคนอื่น ในเวลาที่คนอื่นกำลังลำบาก”
“คุณยายของเ้านี่น่ารักจริงๆว่าแต่ตอนนี้ยายของเ้าไปไหนเหรอ”
“ท่านพึ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นานตอนนี้ข้าอยู่เพียงตัวคนเดียว”
“แล้วเ้ารู้สึกเหงาไหมที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว”
“ไม่หรอกข้าชินแล้วแต่ข้าก็มีรู้สึกเหงาๆ คิดถึงท่านยายข้าบ้างเป็บางครั้ง”
“ข้าว่าเรากลับกระท่อมของเ้ากันดีกว่าอยู่ข้างนอกในตอนนี้ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่” หลังจากที่อัลเบลพูดเสร็จ เค้าก็เดินไปเก็บสนุมไพรที่ตกอยู่ตามพื้นขึ้นมาแล้วก็เดินกลับกระท่อมหลังเล็กๆหลังนั้น
*********
ณ กระท่อมแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิหารแกรนด์เซียร่ากระท่อมหลังนี้เป็กระท่อมเล็กๆ ใช้ที่ไม้ในการก่อสร้างและมีที่ซุ้มฟางนุ่มๆให้นอนอยู่สองที่ กับมีหม้อต้มสำหรับต้มอาหารและพื้นที่ไว้สำหรับกินอาหารอีกเล็กน้อยบรรยายกาศในกระท่อมค่อยข้างเงียบสงบ มีแต่เพียงเสียงฝนตกปรอยๆ อยู่เบาๆ
เมื่อถึงกระท่อมแล้ว อัลเบล ก็ถามกับสาวน้อยคนนั้นว่าจะให้เขาทำอย่างไรกับสมุนไพรเอานี้ดี สาวน้อยก็บอกว่าให้ช่วยเอาไปเก็บไว้ในพื้นที่ใกล้ๆกับฟ่างนอนของเธอหน่อย และก็วานให้อัลเบลไปตักน้ำในลําธารให้กับเธอหน่อย เธอจะทำอาหารให้อัลเบลกิน
“แต่น้ำในลำธารตอนนี้มันเป็สีแดงไปหมดแล้วนะจะกินได้เหรอ”
“ไม่เป็ไรหรอกท่านไปตักน้ำมาเถอะเดี่ยวข้าจะจัดเตรียมวัสดุดิบทำอาหารเล็กน้อย”
“ได้ๆโอเคข้าเชื่อเ้า แต่ถ้าท้องเสียขึ้นมาจากมาว่าข้านะ” หลังจากที่พูดเสร็จอัลเบล ไปหยิบกะละมังตักน้ำ ไปตักน้ำตรงลําธารที่อยู่หน้ากระท่อม หลังจากที่ตักมาเสร็จเค้าก็เทน้ำลงไปในหม้อต้มน้ำแล้วก็พูดกับสาวน้อยว่า“เรียบร้อยแล้วนะ”
“อึม”สาวน้อยตอบรับ แล้วเดินทางยังหม้อต้มน้ำพร้อมโยนเศษขนมปัง กับผักชนิดต่างๆที่เธอเก็บไว้ในตู้ลงไปยังหม้อ แล้วเธอก็กางมือออกและหันไปยังฟางที่อยู่ใต้หม้อแล้วก็พูดว่าบาส หลังจากที่พูดเสร็จก็เกิดไฟขึ้นบนฟาง แล้วสาวน้อยก็หยิบที่ตักน้ำซุบขึ้นมาแล้วค่อยๆคนให้ส่วนผสมในหม้อนั้นเข้ากัน
แล้วก็เทน้ำซุปลงบนจานอาหารทั้งสองจาน แล้วก็หยิบจานที่มีน้ำซุปให้กับอัลเบลพร้อมพูดว่า“ท่านทานสิจะได้หายไวๆ”
“ขอบใจนะเ้านี่ชั่งมีจิตใจที่เมตตาจริงๆ ” อัลเบลรับจานซุปที่สาวน้อยให้พร้อมตักน้ำซุบขึ้นมากิน
“อร่อยอร่อยมากๆ เลย” ข้าไม่ได้นั่งทานอาหารอร่อยๆอย่างนี้มานานแล้วหลังจากที่เหตุการณ์วุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านเหรอ”สาวน้อยถามด้วยความสงสัย
“ก็เื่มันยาวนะเอาไว้ว่างๆ ข้าจะเล่าให้เ้าฟังนะ” อัลเบลพูด
“เพราะเหตุการณ์ต่างๆวุ่ยวายนี่ ติดทำให้ท่านลอยมายังลําธารน้ำ หน้าบ้านข้าเหรอ” สาวน้อยถามด้วยความสงสัยต่อ
“ก็ใช่แหละจริงๆ แล้วข้าเป็รองหัวหน้าหน่วยกระทิงแดง ข้าได้รับภาระกิจทำหน้าที่คอยคุ้มกันองค์ชายให้ไปถึงมหาวิหารแกรนด์เซียร่าแต่ข้าเกิดผลัดหลงกับเ้าชายระหว่างทาง ตอนนี้ไม่รู้ว่าเ้าชายจะเป็ยังไงบ้าง ข้ารู้สึกเป็ห่วงเ้าชายจริงๆ” อัลเบลพูดถึงองค์ชายด้วยความเป็ห่วงไม่รู้ว่าในตอนนี้องค์ชายจะเป็ตายร้ายดียังไง
“แต่ข้าอยากให้ท่านอยู่พักผ่อนที่นี่ก่อนเพราะตอนนี้ใกล้จะมืดค่ำแล้ว ถ้าออกเดินทางในตอนกลางคืนมันจะอันตราย ไว้รอให้รุ่งสางก่อนแล้วท่านค่อนออกเดินทางนะ” สาวน้อยพูดด้วยความเป็ห่วง้าให้อัลเบลพักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่
“เ้านี่ชั่งจิตใจมีเมตตาจริงๆข้าดีใจจังที่เจอกับเ้า ว่าแต่เ้าชื่ออะไรละ ข้าอัลเบลนะ” อัลเบลแนะนำชื่อของตัวเองให้สาวน้อยฟัง
“ข้าชื่อลูเซียยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ลูเซียชื่อเพราะจังไว้ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะตอบแทนบุญคุณของเ้าในครั้งนี้นะเอาละข้าทานอิ่มแล้ว ข้าว่าจะนอนพักเอาแรงอีกสักหน่อย” หลังจากที่พูดเสร็จ อัลเบล ก็นำจานไปเก็บไว้ใกล้ๆกับฟางที่นอนพร้อมล้มตัวลงนอน
*******
่เวลาใกล้จะรุ่งสาง
“อ๊ารู้สึกสดชื่น ไม่ได้นอนหลับสบายแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ได้นอนแบบเต็มอิ่มนี่มันทำให้รู้สึกดีจริงๆ”อัลเบล ตื่นขึ้นมาด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยมหลังจากที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เค้าหันไปดู ลูเซีย ที่กำลังนอนอยู่เตียงฟางอีกเตียงหนึ่ง พร้อมทั้งยกขึ้นอย่างช้าๆแล้วก็เข้าไปมองหน้าของลูเซียอย่างใกล้ๆ
“ชั่งเหมือนกับน้องสาวของข้าจริงๆ” อัลเบลคิดอยู่ในใจ เค้าเคยมีน้องสาวที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูเซีย แต่น้องสาวของเค้าได้เสียชีวิตจากโรคระบาดไปแล้วนี่ถ้าน้องสาวของเค้ายังมีชีวิตอยู่ อายุของเค้าก็น่าจะพอๆ กับลูเซีย
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ อัลเบล โกรธเป็ฟืนเป็ไฟในตอนที่เค้าเห็นลูเซีย ถูกฟันนั้นก็เพราะว่า อัลเบล เห็นภาพทับซ้อนกันระหว่างน้องสาวของเค้ากับลูเซียเค้าเหมือนเห็นน้องสาวของเค้ากำลังถูกทำร้าย อัลเบลเลยขาดสติพุ่งเข้าโจมตีนักรบต้องสาปคนนั้นอย่างไม่คิดชีวิต
หลังจากที่คิดเสร็จ อัลเบล ก็เอามือของเค้าลูบหัวลูเซียอย่างเบาๆเค้าคิดว่าถึงแม้พลังของลูเซียจะจำเป็ในการต่อสู้กับนักรบต้องสาป แต่ถ้าเค้าพาลูเซียไปด้วยมันอาจจะทำให้ลูเซียเกิดอันตรายขึ้นมาได้ อาจจะถูกกลุ่มนักรบต้องสาปฆ่า หรืออาจจะถูกคนนำไปใช้หาประโยชน์ในทางที่ผิด
อัลเบล จึงคิดว่าเค้าควรจะจากเธอไปอย่างเงียบๆแล้วหาวิธีอื่นในการต่อสู้กับนักรบต้องสาปดีกว่า เพราะจุดหมายที่เค้าจะไปต่อไปก็คือมหาวิหารแกรนด์เซียร่า เป็สถานที่ที่พระสันตะปาปาแพททริคอาศัยอยู่ ท่านมีความรอบรู้เื่ทุกเื่บนเกาะแหล่งนี้ข้าคิดว่าเค้าน่าจะมีข้อมูลอะไรดีๆ ให้กับข้า
เมื่อคิดได้ อัลเบล ก็เริ่มออกเดินทางแต่เมื่อเค้าเดินทางออกไปได้เพียงเล็กน้อยเค้าสังเกตเห็นว่าถ้าไฟขึ้นที่กระท่อมหลังเล็กที่เค้าพึ่งเดินจากมา เกิดอะไรขึ้นกับลูเซียกันนะเค้ารีบวิ่งกลับไปจากไม่คิดชีวิต
และเมื่อถึงกระท่อมภาพที่ อัลเบล เห็นนั้นกระท่อมหลังเล็กหลังนั้นได้ถูกเผาไปจนหมดแล้วเค้าพบกองทัพต้องสาปที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 – 30 ตัว แถมยังมีตัวหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาดความตัวอื่นๆผู้ต้องสาปคนนี้จะมีขนาดตัวที่ใหญ่โตเป็อย่างมาก ขนาดของมันน่าจะประมาณ 4 เมตรได้
และมันไม่ได้ใช้อาวุธดาบเหมือนกับผู้ต้องสาปคนอื่นๆอาวุธของมันจะเป็ค้อนที่ใครโดนฟาดไปแล้ว ต้องเละกลายเป็โจ๊กแน่นเลย แต่นักรบต้องสาปตัวนี้แปลกกว่านักรบคนอื่นๆมันไม่ได้สวมชุดเกราะเลย มันสวมแค่กางเกงผ้ายืดเพียงตัวเดียวเอง
และอัลเบลก็มองเห็นลูเซีย เธอกำลังนอนอย่างเ็ปอยู่หน้านักรบต้องสาปตัวใหญ่นั้นไม่ได้การละเ้าั์ใหญ่นั้นกำลังจะง้าวฆ้อนจะทุบเธอ
อัลเบล โยนสัมภาระทุกอย่างในตัวของเค้าออกจนหมดเค้ารีบพุ่งเข้าหาั์ใหญ่ตัวนั้นโดยทันที เค้าหยิบะเิขนาดเล็กขึ้นมา 10 ลูกแล้วปาะเิทั้ง 10 ลูกใส่เข้าไปบนตัวของั์ 4 เมตรตัวนั้น
ตูม ตูม ตูม ั์ได้รับความเสียหายจากะเิจนล้มลงอัลเบล รีบเข้าไปอุ้มตัวของลูเซียแล้วหนีไปหาสัมภาระที่ตัวเองทิ้งไว้โดยเร็ว
“เ้าเจ็บมากไหม” อัลเบลถาม
“เจ็บมากแต่ไม่เป็ไร เพราะเดี่ยวร่างกายของข้าก็จะค่อยๆ ฟื้นตัว”ลูเซีย ตอบกลับมาด้วยหน้าตาที่ทรมาน พูดเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเ็ปต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แล้วก็ตัดเพ้อต่อว่า “ทำไมท่านถึงจากข้าไป โดยไม่ร่ำลาอะไรข้าเลยละ ข้าคิดว่าท่านไม่อยากอยู่กับข้า”
“ก็ข้า................................ไม่อยากให้เ้ากับเื่ที่เลวร้ายนะสิ ข้าอยากให้เ้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขข้าไม่คิดว่าเื่มันจะลงเอยแบบนี้” อัลเบลตอบกลับมาด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด แต่อัลเบลก็คิดขึ้นมาได้ว่าความรู้ผิดนี้ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองรอด เค้าต้องทำให้ตัวเองรอดก่อนที่ถึงจะดูแลเธอได้แล้วอัลเบลก็พูดขึ้นมาว่า “แผลของเ้าอีกนานไหมว่าจะหาย”
“ก็อาจจะใช้เวลาประมาณ3 นาทีก็น่าจะหายดี” ลูเซียตอบ
“งั้นข้าจะถ่วงเวลาไว้ให้ถ้าเ้าหายดีแล้ว ข้าขอร้องอย่าง ข้าช่วยข้าสู้ได้ไหม” อัลเบล ขอความช่วยเหลือกับลูเซีย
“ได้สิ” ลูเซียตอบตกลง
“โอเคถ้างั้น”หลังจากที่พูดเสร็จ อัลเบลก็หยิบอินกริสดาบคู่ใจของเค้า แล้วก็พุ่งตรงไปยังฝูงกองทัพต้องสาปเค้าพยายามเล็งไปที่ขาของทหารนักต้องสาป เพื่อไม่ให้ทหารทั้ง 20 ตัวเดินได้ชั่วครู่พร้อมทั้งพุ่งเข้าหาั์ใหญ่ตัวนั้น แล้วก็หลบการโจมตีของั์ใหญ่พร้อมะโขึ้นไปฟันที่ลำคอของยักษใหญ่ แต่ลำคอของั์ใหญ่นั้นแข็งมาก ทำให้อัลเบลไม่สามารถฟันเข้าไปได้อัลเบลจึงผนักตัวเองกลับมาลงพื้น เพื่อตั้งหลักใหม่
แต่กองทหารต้องสาปที่เข้าพึ่งฟันขาไป ก็ฟื้นตัวจนหมดเสียแล้วอัลเบลเริ่มโดนกองทหารต้องสาปล้อมไว้เป็วงกลมแล้ว และใน่วินาทีนั้นก็มีแสงเกิดขึ้นที่ตัวของทหารต้องสาปแล้วทหารต้องสาปก็ค่อยๆ สลายไปทีละตัว
อัลเบล เห็นแล้วว่าตอนนี้ลูเซียได้ฟื้นตัวกลับมาจนเป็ปกติแล้วตอนนี้เธอกำลังใช้คาถาที่คุณยายสอนให้ ค่อยๆ จัดการนักรบต้องสาปไปทีละตัว จนทหารต้องสาปสลายไปจนหมดเหลือแต่ั์ที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ
สีหน้าของอัลเบลเริ่มดีขึ้น เค้าคิดว่าเค้าเริ่มมีความหวังที่จะเอาชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ได้แล้วเค้าวิ่งกลับไปหา ลูเซีย พร้อมพูดว่า ”เธอนี่มันเก่งจริงๆเธอสามารถเอาชนะเ้าั์ใหญ่ได้ไหม“
“ไม่แน่นใจแต่เวทย์บาส เวทย์ขั้นที่หนึ่งของข้าไม่สามารถทำอะไรั์ตัวนี้ได้ ข้าคงต้องใช้เวทย์มนต์ที่มีอานุภาพเป็เวทย์มนต์ชั้นสูงของข้า แต่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมพลังมากนักหน่อย” ลูเซียตอบกลับมาถึงโอกาสที่เป็ไปได้ในการล้มั์ปีศาจ
“งั้นก็ดีเลยเื่ถ่วงเวลาข้าถนัดนัก” อัลเบล พร้อมทำท่าทางวอร์มร่างกาย
“แต่เดี่ยวก่อน” ลูเซียจับแขนของอัลเบลพร้อมหันหน้าไปมองหน้าของ อัลเบล แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านระวังตัวด้วยนะ”
“อึมถ้าเสร็จแล้ว เ้าก็ให้ให้สัญญาณกับข้านะ” อัลเบล ยิ้มแล้วก็พยักหน้า มือซ้ายของเค้าล้วงเข้าไปในเสื้อพร้อมหยิบเชือกเส้นเล็กๆสีขาวขึ้นมาหนึ่งเส้น แล้วก็พันมือของเค้ากับดาบอินกริสให้แ่า กับก็ก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วก็พุ่งเข้าหามนุษย์ั์ตนนั้น
อัลเบล เร่งความเร็วของเค้าอย่างเต็มที่ เค้าวิ่งโจมตีสลับไปสลับมาเป็รูปดาวห้าแฉกโดยจุดที่อัลเบลเล็งก็คือ จุดที่ขาด้านขวาของั์ เค้าไม่โจมตีจุดอื่นเลยเค้าเอาแต่โจมตีแต่เฉพาะจุดนี้ และด้วยความเร็วระดับนี้ั์ใหญ่ไม่สามารถโจมตีได้เลยั์ใหญ่จึงได้แต่ตีสะเปดสะปาไม่ถูกตัวอัลเบลเลย
“เสร็จละ” ลูเซีย ส่งเสียงให้สัญญาณบอกว่าเธอได้รวบรวมพลังของเธอเสร็จแล้ว
หลังจากที่เธอพูดเสร็จ อัลเบลก็มาหยุดที่ขายาวของั์ตนนั้นเค้าจับดาบสองมือพร้อมจับเข้าไปยังขาขวาของั์ต้องสาปตนนั้นอย่างสุดกำลัง จนขาขวาของั์ต้องสาปตัวนั้นขาดลงั์ต้องสาปตัวนั้นค่อยๆ สูญเสียการทรงตัว อัลเบลโยนดาบของเค้าทิ้ง เค้าวิ่งกลับไปอุ้มลูเซียแล้วก็ะโขึ้นไปบนตัวของั์ต้องสาปตัวนั้น
ลูเซีย กางมือทั้งสองข้างของเค้าไปยังั์ต้องบาปตนนั้นแล้วก็พูดว่าอินบราส หลังจากที่พูดเสร็จ ก็เกิดแสงขนาดใหญ่เกิดที่ภายในท้องของั์ตนนั้นแล้วก็เกิดะเิออกร่างกายของั์ต้องสาปตัวเองก็ค่อยๆ สูญสลายหายไปจากโลกใบนี้
หลังจากที่ทำสำเร็จ อัลเบลก็วางลูเซียลงแล้วพร้อมยกนิ้วโป้งให้กับลูเซียเป็การแสดงบอกนัยๆ ว่าทำสำเร็จแล้วนะ ถึงแม้ว่าสีหน้าของลูเซียจะไม่ค่อยสู้ดีมากนักหลังจากที่ใช้พลังเวทย์ไปอย่างมหาศาลแต่เธอก็หันกลับมายิ้มแล้วก็ยกนิ้วโป้งให้อัลเบล