พอไป๋ซิวจิ่นลงจากรถม้า ก็มองหาเงาร่างงดงามนั้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าจู่ๆ ก็มีบุรุษในชุดหรูหราผู้หนึ่งเดินมาตรงหน้าเขา
บุรุษผู้นั้นมองรถม้าของจวนแม่ทัพด้วยความประหลาดใจ แล้วมองไป๋ซิวจิ่นอีกครั้ง
“คุณชายไป๋?” ความประหลาดใจในดวงตาของจวินมั่วหานชัดเจนจนแทบจับต้องได้ เขาชี้ไปยังรถม้าคันนั้นก่อนจะกล่าว “นี่คือรถม้าของจวนแม่ทัพไม่ใช่หรือ”
“ใช่” ไป๋ซิวจิ่นตอบก่อนจะถามกลับอย่างไร้อารมณ์ “องค์ชายเจ็ดมีธุระอันใดหรือ”
รูม่านตาของจวินมั่วหานพลันหดวูบ!
พอนึกว่าเมื่อครู่เสิ่นม่านซูถึงกับนั่งรถม้าคันเดียวกับไป๋ซิวจิ่น เลือดลมในอกก็พลันเดือดพล่านอย่างรุนแรง ไม่ต้องพูดถึงว่าคนตรงหน้ายังมีท่าทีสงบเยือกเย็นราวกับสายลมเมฆาเช่นนี้อีก!
แต่ตอนนี้เขายังมิอาจแตกหักกับไป๋ซิวจิ่นได้
จวินมั่วหานดึงสติกลับมา ฝืนกลืนเลือดเก่าก้อนนั้นลงไปอย่างแข็งกร้าว หัวเราะแห้งกล่าว “คุณชายไป๋ คุณหนูสามเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน ท่านทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสมตามธรรมเนียมกระมัง ไม่กลัวว่าจะทำลายชื่อเสียงในห้องหอของคุณหนูสามหรือ”
“ข้าน้อยมีเมตตาตามแบบแผนของแพทย์ ไม่เหมือนองค์ชายที่ถนัดทำลายชื่อเสียงในห้องหอของผู้อื่นหรอก”
“เจ้า!”
หากคนผู้นี้ไม่ใช่ไป๋ซิวจิ่น จวินมั่วหานคงเหวี่ยงหมัดใส่ไปนานแล้ว!
เพราะเสียงของพวกเขาค่อนข้างดัง หรือบางทีอาจเป็นเพราะการปรากฏตัวของไป๋ซิวจิ่น จิ้งอ๋องกับฉีอ๋องถึงกับเดินมาทางนี้พร้อมกัน
จวินมั่วหานสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่งก่อนกลืนเลือดเก่าก้อนนั้นลงไปอีกหน
ไม่กลืนแล้วจะทำอย่างไรได้ หากเขาโต้เถียงกับไป๋ซิวจิ่นขึ้นมา พี่น้องเหล่านั้นของเขาย่อมต้องฉวยโอกาสทำอะไรบางอย่างแน่นอน!
ไป๋ซิวจิ่นมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่งแวบหนึ่ง
อารมณ์ฉุนเฉียวหุนหันเช่นนี้ ยังคิดจะแย่งชิงบัลลังก์อีกหรือ
ฮึ
เขาไม่สนใจองค์ชายเจ็ดที่สีหน้าประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวขาวอีกต่อไป เขาหันกายไปประสานมือคารวะแก่อ๋องทั้งสองที่เดินเข้ามา
จิ้งอ๋องย่อมคารวะตอบ ส่วนฉีอ๋องซึ่งปกติอารมณ์ฉุนเฉียว แต่เมื่อเห็นไป๋ซิวจิ่น ก็เก็บไอสังหารทั่วร่างทันที
ฉีอ๋องเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “คุณชายไป๋กับน้องเจ็ดคุยอะไรกันอยู่หรือ”
ไป๋ซิวจิ่นยิ้มบางตอบ “ข้าน้อยกับองค์ชายไม่คุ้นเคยกัน เพียงแค่ทักทายกันเท่านั้นขอรับ”
ฉีอ๋องพยักหน้าอย่างพึงพอใจยิ่ง เขาไม่อยากให้หมอเทวดาไป๋สนิทกับน้องเจ็ด
ส่วนจิ้งอ๋องที่อยู่อีกด้านหนึ่งพยักหน้าเบาๆ แววตาวาบผ่านความพึงพอใจสายหนึ่ง ไป๋ซิวจิ่นส่งจดหมายมา บอกว่าไม่สะดวกเดินทางร่วมกับเขา
เพราะไป๋ซิวจิ่นมีไมตรีอันดีกับเสิ่นเจิ้นกวง ดังนั้นการติดตามขบวนของจวนแม่ทัพไป จึงนับเป็นวิธีที่ชาญฉลาด
จวินมั่วหานยามนั้นสีหน้าไร้อารมณ์อย่างยิ่ง
เขาพูดไม่ได้ หากพูดตอนนี้ เกรงว่าต้องกระอักเลือดแน่!
ทางนี้หลายคนพูดคุยถ้อยคำเกรงอกเกรงใจกันอย่างเสแสร้ง ทว่าทางด้านเสิ่นม่านซูที่หนีออกไปได้ไกลในที่สุดก็ถอนหายใจโล่งอก
นางก้มหน้ามองมือตนเอง
เมื่อครู่มือขวานางเหมือนจะเผลอไปแตะโดนเอวของต้นขาทองคำไป๋เข้า...จะว่าไปแล้ว เอวของเขาแข็งแกร่งมากจริงๆ ...
แย่แล้ว! ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย!
“คุณหนู สีหน้าท่านไม่ค่อยดีเลย ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจ๋อหลันที่หิ้วของอยู่มองเสิ่นม่านซูด้วยความเป็นห่วง
เสิ่นม่านซูส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ข้าไม่เป็นไร”
ก็แค่อาจจะ...รักษามือข้างนี้ไว้ไม่ได้แล้ว!
เวลานี้ ไป๋จี๋ก็วิ่งเข้ามา เขายิ้มแหะๆ ให้เสิ่นม่านซูก่อนเป็นอันดับแรก ทักทายนางก่อนจึงหันไปพูดกับเจ๋อหลัน “น้องเจ๋อหลัน รีบมาทางนี้เร็ว รอเจ้าอยู่คนเดียวแล้ว!”
เจ๋อหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสิ่นม่านซูจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ”
ไป๋จี๋ตอบ “พวกเรากำลังแข่งงัดข้อกันขอรับ! เจ้าพวกโง่นั่นได้ยินว่าน้องเจ๋อหลันแรงเยอะมากแต่ไม่เชื่อ จึงคิดจะท้าประลองน้องเจ๋อหลันขอรับ”
มุมปากเสิ่นม่านซูกระตุกเล็กน้อย นางมองไปทางเจ๋อหลัน “เจ๋อหลัน เรื่องนี้แล้วแต่เจ้าเอง อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”
“บ่าวอยากไปเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูพยักหน้า
เพราะความอยากรู้อยากเห็น และที่สำคัญ...ตอนนี้นางยังไม่กล้ากลับขึ้นไปบนรถม้า จึงถือโอกาสติดตามเจ๋อหลันกับไป๋จี๋ไปดูเรื่องสนุกด้วยกัน
บทที่ 94 ไม่เพียงแต่สตรี แม้แต่บุรุษก็ยังมี
ส่วนเรื่องที่เจ๋อหลันงัดข้อ...จู่ๆ เสิ่นม่านซูก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากเจ้าหนุ่มพวกนั้นได้เห็นพละกำลังของเจ๋อหลันแล้ว จะไม่กลัวกันจนไม่มีใครกล้ามาสู่ขอเจ๋อหลันกันหมดหรือไม่นะ...
เสิ่นม่านซูเงยหน้ามองประกายวาววับในดวงตาของเจ๋อหลันที่ดูอยากลองเต็มแก่ จึงไม่ได้กล่าวเตือนอันใดออกไป
ช่างเถิด ขอแค่สาวใช้ตัวน้อยคนนี้ของนางมีความสุขก็พอแล้ว
เสิ่นม่านซูจึงมองไปยังไป๋จี๋ที่อยู่ด้านข้าง คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามเสียงเบา “ไป๋จี๋ นายท่านของเจ้าหน้าตาดีถึงเพียงนั้น ไม่มีสตรีมาชอบเขาเลยหรือ”
“ย่อมต้องมีอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่สตรี แม้แต่บุรุษก็ยังมีนะขอรับ”
เสิ่นม่านซู “...”
นางมองไป๋จี๋ที่มีสีหน้าซื่อตรงเปิดเผย พูดทุกอย่างออกมาตามใจคิด
พอนึกถึงสาวใช้สองคน บ่าวชายหนึ่งคน และกูกูผู้ดูแลของบ้านตน ล้วนพึ่งพาได้เป็นพิเศษ
ในใจนางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างในทันที
เรื่องที่มีบุรุษชอบนายท่านของพวกเขานี้ หากพูดออกไป เกรงว่าไป๋จี๋คงถูกนายท่านของเขาแทงจนพิการกระมัง
ช่างเถิด ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่นางจะไปกังวลแทนผู้อื่น
เสิ่นม่านซูซักไซ้ต่อ “เช่นนั้นเคยมีสตรีทำเรื่องล้ำเส้น ล่วงเกินนายท่านของเจ้าหรือไม่”
ไป๋จี๋ลูบคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “มีขอรับ”
เสิ่นม่านซูพลันใจกระตุกวูบ “แล้วหลังจากนั้นเล่า”
“นายท่านโยนสตรีนางนั้นลงมาจากชั้นบน โชคดีที่อาคารไม่สูงนัก ก็แค่ขาหัก อ้อ ใช่แล้ว สตรีนางนั้นยังเป็นคุณหนูสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ด้วย”
เมื่อได้ยินไป๋จี๋พูดเช่นนี้ เสิ่นม่านซูก็นึกถึงฉากที่องค์หญิงหย่าอันถูกฟันแขนขาดในนิยายต้นฉบับ
มือเท้าของนางพลันเย็นเฉียบ
เดิมทีตั้งใจจะผูกสัมพันธ์อันดีกับต้นขาทองคำไป๋ เหตุใด...ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
เวลานี้ เจ๋อหลันเริ่มงัดข้อกับคนอื่นแล้ว
ไป๋จี๋รีบขยับเข้าไปร่วมตะโกนให้กำลังใจเจ๋อหลันกับจินหลิง
เสิ่นม่านซูยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ชายกระโปรงผ้าแพรสีเขียวอ่อนพลิ้วไหวเบาๆ ตามสายลม อยู่ๆ ก็ดูอ้างว้างน่าเวทนาเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
“เหตุใดถึงมายืนอยู่ตรงนี้”
กลัวสิ่งใด มักเจอสิ่งนั้นจริงๆ!
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยนี้ เสิ่นม่านซูก็ค่อยๆ หันไปมอง
ไป๋ซิวจิ่นผู้มีรอยยิ้มบางประดับใบหน้างดงามสูงส่ง ดุจเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ยืนโบกพัดเบาๆ อยู่ข้างกายนางอย่างไม่คาดคิด...
ขนอ่อนทั่วร่างของเสิ่นม่านซูตั้งชันขึ้นมาทันที!
นางถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ความสงบเยือกเย็นราวสายลมเมฆาระหว่างคิ้วของไป๋ซิวจิ่นพลันไหวสะเทือนขึ้นเล็กน้อยในทันที
เสิ่นม่านซูสับสนวุ่นวาย กังวลว่าต้นขาทองคำไป๋จะจัดการตนอย่างไร จึงไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของอีกฝ่าย
นางหัวเราะแห้ง “จู่ๆ ก็รู้สึกว่าลมค่อนข้างแรง ข้ายังไม่หายดี เช่นนั้น ขะ...ข้ากลับขึ้นรถม้าไปก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูยอบกายให้ไป๋ซิวจิ่นเล็กน้อย จากนั้นก็หันกายยกชายกระโปรงวิ่งหนีไป
ไป๋ซิวจิ่นที่กำลังโบกพัดอยู่ไม่กล่าวอันใด เขาหรี่ตามองเงาร่างงดงามสายนั้นที่จากไปประหนึ่งหลบหนี แววตายิ่งลุ่มลึก
คุณหนูสามเหมือน...กลัวเขาหรือ
ทางด้านเสิ่นม่านซู นางวิ่งหนีกลับขึ้นรถม้าราวกับกำลังหลบหนี เพราะวิ่งเร็วเกินไป จึงยังหอบเล็กน้อย
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ นางล้วนรับมือทุกอย่างได้อย่างสงบนิ่ง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าต้นขาทองคำไป๋ นางมักตกอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วน
เสิ่นม่านซูเอนตัวบนเบาะนุ่มอย่างหมดแรง จากนั้นก็พบว่ายังคงมีกลิ่นหอมจางๆ คล้ายหญ้าอ่อนบนกายของไป๋ซิวจิ่นติดอยู่
เพราะอีกฝ่ายคลุกคลีกับสมุนไพรตลอดปี บนกายจึงมีกลิ่นหอมจางๆ เช่นนี้ ก็ไม่นับว่าแปลกอะไร
ความจริงตอนที่พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดเขาเมื่อครู่ กลิ่นนั้นหอมยิ่งกว่าเดิมอีก...
ถุยๆๆ! เสิ่นม่านซู เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่!
เจียงกูกูที่ถืออาหารขึ้นมาบนรถม้าเห็นเสิ่นม่านซูมีท่าทีเหมือนมีเรื่องหนักใจ ทว่านางก็ไม่ได้ถาม เพียงกล่าวว่า “คุณหนูสาม ท่านจะกินบนรถหรือใต้ร่มไม้ด้านนอกดีเจ้าคะ”
“กินบนรถแล้วกัน”
ความจริงเสิ่นม่านซูไม่อยากอาหารเท่าไรนัก เดิมทียังคงคิดอยู่ว่าจะพูดกับบิดาเรื่องขอเดินทางไปทางใต้ด้วยอย่างไรดี ทว่าตอนนี้กลับมีเรื่องต้นขาทองคำไป๋เพิ่มเข้ามา...