การที่ชายวัยกลางคนลากรถเข็นเดินตามหญิงสาวต้อย ๆ ไม่ใช่ภาพแปลกตาของใครหากที่นี่ไม่ใช่โรงพนันหยกทั้งชายคนนั้นคือเมิ่งหลาน ผู้ซึ่งเป็ที่รู้กันว่ารักและเทิดทูนภรรยายิ่งกว่าใคร ตลอดหลายปีไม่เคยมีนอกมีในให้ได้ยินเลยสักครั้ง
"ไอ้หยา เหล่าเมิ่ง วันนี้ลมอะไรหอบมาละเนี่ย แล้วนั่นใครเหรอ" ชายวัยกลางคนใบหน้าเ้าเล่ห์เข้ามาทักทายเมิ่งหลานอย่างเป็กันเอง สายตาก็เมียงมองเฉินม่อไป๋ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ปิดบัง
เมิ่งหลานคิ้วกระตุกเมื่อเห็นสายตากะลิ้มกะเหลี่ยที่มองอาจารย์เฉิน เขารู้สึกไม่พอใจแต่ก็ต้องปั้นหน้าทักทายกลับไป "เถ้าแก่เว่ยไม่เจอกันนาน อาจารย์เฉิน นี่คือเถ้าแก่ของโรงพนันหยกชื่อว่าเว่ยตงครับ"
เฉินม่อไป๋ยิ้มแล้วโค้งศีรษะลง "ยินดีที่ได้รู้จักนะคะเถ้าแก่เว่ย ฉันชื่อเฉินม่อไป๋"
"อ่า ยินดีที่ได้รู้จักนะ ว่าแต่ทำไมนายถึงเรียกเธอว่าอาจารย์ล่ะ" เว่ยตงเอ่ยถามเมิ่งหลานอย่างไม่เข้าใจ
"อาจารย์เฉินเป็นักพรตที่เก่งกาจมาก" เมิ่งหลานยืดอกพูดโอ้อวดความเก่งกาจของเฉินม่อไป๋อย่างภาคภูมิใจ ทำเอาเฉินม่อไป๋และิญญาสองตนส่ายศีรษะขบขัน
เว่ยตงขมวดคิ้วพร้อมกับมองเฉินม่อไป๋ั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะหันไปกระซิบกับเมิ่งหลาน "นักพรตเก๊ละสิไม่ว่า ไม่ใช่ว่าเป็เด็กที่แอบเลี้ยงดูอยู่หรือไง"
เมิ่งหลานกัดฟันด่าทอให้กับคำพูดไม่น่าฟังของเถ้าแก่เว่ยในใจ เขาอยากจะต่อยหน้าบวม ๆ ของเ้าหมอนี่สักหมัด แต่ก็มีมือมาจับบ่าของเขาเอาไว้ เมื่อหันไปก็เห็นรอยยิ้มของเฉินม่อไป๋ ความโกรธจึงคลายลง
"่นี้คุณเว่ยมีดวงเสียทรัพย์นะคะ อืม..." เฉินม่อไป๋พูดเว้น่ก่อนจะมองเว่ยตงหัวจรดเท้าเหมือนที่อีกฝ่ายทำเมื่อครู่ "ภรรยาของคุณก็ใช่ว่าจะไม่รู้เื่ที่คุณก่อไว้ อ่า นั่นไง มาพอดี"
หญิงวัยกลางคนใบหน้าสะสวยชะเง้อคอมองเข้ามาด้านในโกดัง เมื่อพบเป้าหมายเธอก็จ้องเขาเขม็งแล้วกวักมือเรียกด้วยแววตาโกรธขึ้ง
ดูเหมือนว่าเธอจะเป็คนรู้สถานการณ์อยู่พอสมควร เนื่องจากที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่ แม้จะโกรธสามีแค่ไหนก็ไม่ทำตัววุ่นวายจนเสียเื่
"แหม...เป็ภรรยาที่ควบคุมอารมณ์เก่งจริง ๆ ถ้าเป็คนอื่นคงเข้ามาด่าทอคุณแล้วเมื่อรู้เื่ผู้หญิงที่กำลังท้องกับสามีตัวเอง" เฉินม่อไป๋กระตุกยิ้มร้ายกาจ
ตอนแรกเว่ยตงยังคิดว่าจะเป็เื่บังเอิญ แต่พอเฉินม่อไป๋พูดความลับอีกอย่างออกมาจึงเริ่มหวาดกลัวขึ้นมา กระทั่งแผ่นหลังก็ยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ นี่เป็เพราะเขาใช้คำพูดว่าร้ายเธอหรือเปล่าถึงต้องเจอเื่แบบนี้ ได้ยินมาว่าหากไปลบหลู่ผู้มีวิชา อย่างดีอาจจะโชคร้ายไปสองสามวัน แต่ถ้าอย่างร้ายก็ถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว
ในขณะที่เว่ยตงกำลังคิดว่าจะคุกเข่าขอโทษอาจารย์เฉินหรือไปหาภรรยาก่อนดี เมิ่งหลานที่เป็พยานในเหตุการณ์ก็พูดขึ้น "หึ ไปหาภรรยาซะสิ ถ้าขืนไม่รีบก็อาจจะเจอเื่เลวร้ายมากกว่านี้ก็ได้นา"
เว่ยตงได้ยินก็หันขวับไปมองภรรยาของตนทันที ซึ่งก็เป็ตามที่เมิ่งหลานพูด เธอกำลังเดินมาหาเขา!
หัวใจของเถ้าแก่เว่ยเต้นอย่างตื่นตระหนก ถ้าเธอเกิดโวยวายอะไรขึ้นมาคงไม่ดีแน่ วันนี้มีลูกค้าระดับสูงหลายท่านอยู่ที่นี่ด้วย
เมื่อเห็นเว่ยตงรีบร้อนเดินไปลากภรรยาจากไป เมิ่งหลานก็หันไปถามเฉินม่อไป๋ "เขาจะโดนอะไรบ้างเหรอครับ"
เฉินม่อไป๋ไหวไหล่พร้อมหัวเราะในลำคอ "ก็อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้...เขามีดวงจะเสียทรัพย์...อืม เยอะเสียด้วย ธุรกิจของเขาอย่างเช่นที่นี่ก็อาจไปได้ไม่สวยนัก วันนี้ฉันหยิบหินหยกให้เยอะสักหน่อยดีกว่า"
เมิ่งหลานได้ฟังคำพูดนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยหากที่นี่เกิดปัญหาอย่างที่อาจารย์เฉินได้ทำนายเอาไว้ ถ้าไม่ปิดตัวลงก็คงต้องใช้เวลาไม่น้อยในการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ตักตวงผลประโยชน์จะดีกว่า
เฉินม่อไป๋เดินไปหยิบหินหยกมาใส่ไว้ในรถเข็นอย่างสบายอารมณ์ หินหยกที่เธอเลือกล้วนมีพลังระดับสูงทั้งสิ้น โชคดีที่คนอื่นมัวแต่สนใจการเลือกหินหยกของตัวเอง ไม่อย่างนั้นต้องคิดว่าเธอเป็คุณหนูที่ว่างมากจนมาเสี่ยงทายหินหยกเล่นเท่านั้น
หญิงสาวเลือกหินหยกไปเรื่อย ๆ ทว่าสายตาก็ยังแอบเมียงมองชายบนรถเข็นเป็ระยะ แอบขัดใจเล็กน้อยที่มองอยู่นานก็ไม่ได้เห็นหน้าชัด ๆ สักที แต่ถึงกระนั้นก็ยังขัดใจกับพลังงานชั่วร้ายที่อยู่บนตัวเขามากกว่า คาดว่าพลังนั้นคงมาจากฝีมือของใครบางคน...
เฮ้อ จะกี่ยุคสมัยก็มีคนใช้พลังในทางที่ผิดอยู่ดี
ในอดีตเธอเองก็ต่อสู้กับพวกใช้พลังในทางที่ผิดมามาก ดังนั้นจึงอยากช่วยปัดเป่าพลังงานชั่วร้ายบนตัวของเขา แต่จะให้เข้าหาตรง ๆ เลยก็กลัวถูกบอดี้การ์ดกล้ามโตสองคนนั้นจับโยนออกมา ทั้งยังอาจถูกมองว่าเป็นักต้มตุ๋นไปเลยก็ได้
คนที่มีพลังหยางเข้มข้นขนาดนี้คงไม่เคยพบเจอเื่เหนือธรรมชาติด้วยตัวเองเลยสักครั้ง เขาไม่เชื่อแน่นอนว่าโดนทำของสกปรกใส่
ในขณะที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อย กลุ่มของชายหนุ่มที่นั่งรถเข็นก็ออกจากโกดังไปแล้ว
เฉินม่อไป๋ส่ายศีรษะ ช่างเถอะ พลังงานชั่วร้ายแค่นั้นไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นสามารถเอาชีวิตเขาได้ ไว้ถ้าเจอกันครั้งหน้าค่อยหาทางเข้าใกล้เขาเพื่อช่วยเหลือก็แล้วกัน
กว่าหญิงสาวจะเลือกหินหยกจนพอใจ เธอก็หยิบพวกมันใส่จนเต็มรถเข็นแล้ว
"คุณเมิ่งบอกว่าหินหยกแต่ละก้อนที่อยู่ตรงนี้ราคาสองพันหยวนใช่ไหมคะ" เฉินม่อไป๋ถามพลางคำนวณราคาในใจ
"ใช่ครับ" เมิ่งหลานพยักหน้า
"เก้าก้อนก็ราคาหนึ่งหมื่นแปดพันหยวนสินะ" เฉินม่อไป๋พึมพำ เธอชอบเลขเก้าและเลขแปด ดังนั้นจึงตกลงที่จะซื้อแค่นี้ก็พอ อย่างไรหยกพวกนี้ก็พอจะทำอาวุธอาคมได้จำนวนหนึ่งแล้ว
ถึงแม้เถ้าแก่เว่ยจะหายไปแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังมีผู้จัดการหลวนคอยดูแลอยู่ เขาเป็ชายหนุ่มร่างผอม มีกลิ่นอายของเงินรายล้อมรอบตัว เฉินม่อไป๋เลิกคิ้วนิดหน่อย อีกฝ่ายเป็คนมีวาสนาด้านการเงินสูงมาก หลังจากที่นี่ปิดตัวลงเขาคงได้งานใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตยากจนไปเลย
"สวัสดีครับคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง" ผู้จัดการหลวนพูดทักทายอย่างสุภาพ
"สวัสดีครับ ช่วยคิดเงินหินหยกทั้งหมดด้วยนะ" เมิ่งหลานเข็นรถไปด้านหน้า
"ได้ครับ"
หลังจากเฉินม่อไป๋จ่ายเงินเรียบร้อย ผู้จัดการหลวนก็เอ่ยถาม "ไม่ทราบว่าจะตัดหินที่นี่หรือในห้องส่วนตัวดีครับ"
การตัดหินหยกสามารถเลือกได้ว่าจะตัดโชว์ต่อหน้าคนอื่นหรือเข้าไปตัดในห้องส่วนตัวได้ ซึ่งเื่นี้เมิ่งหลานไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เขาจึงหันไปถามเ้าของหินหยกตัวจริงด้วยสายตา
"ด้านในแล้วกันค่ะ รบกวนด้วยนะคะ" เฉินม่อไป๋ยิ้มให้ผู้จัดการหลวน
"ไม่มีปัญหาครับ เชิญทางนี้เลย" ผู้จัดการหลวนผายมือให้พวกเธอเข้าไปด้านใน พร้อมกับให้ลูกน้องที่อยู่ข้าง ๆ เข็นรถตามมา
ด้านหลังโกดังเป็ห้องที่เอาไว้สำหรับตัดหินหยกโดยเฉพาะ มีเครื่องมือมากมายวางบนพื้นอย่างเป็ระเบียบ รอได้ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนร่างกายกำยำคนหนึ่งเดินเข้ามา
"สวัสดีครับ วันนี้ผมจะรับหน้าที่เป็คนตัดหินหยกของคุณ" คนตัดหินหยกใบหน้าซื่อ ๆ เขาก้มศีรษะให้ลูกค้าทั้งสองเล็กน้อย
"คุณผู้หญิงจะขีดเส้นตัดหยกเองหรือให้ช่างของเราค่อย ๆ ตัดไปทีละนิดดีครับ" ผู้จัดการหลวนเอ่ยถาม
"ค่อย ๆ ตัดไปทีละนิดแล้วกันค่ะ" เฉินม่อไป๋ยิ้มเกร็งใจ ถึงเธอจะสามารถจับััพลังของหยกได้แต่ก็ใช้ว่าจะสามารถมองทะลุเข้าไปในหินเพื่อหาจุดตัดหยกได้หรอกนะ
ราวกับว่าพวกเขาคิดแบบนี้อยู่แล้ว ช่างตัดหินจึงไม่ได้พูดอะไรมาก็ลงมือตัดหินหยกชิ้นแรกทันที
เฉินม่อไป๋ในสายตาช่างตัดหินและผู้จัดการนั้นเป็ลูกคนรวยที่มาเสี่ยงโชคที่นี่เล่นเท่านั้น ยิ่งเห็นว่าเมิ่งหลานดูจะเคารพนอบน้อมต่อเธอเป็พิเศษจึงเข้าใจว่าความคิดนี้ถูกต้อง
ช่างตัดหินที่อยู่ในวงการนี้มาหลายปี ถึงจะไม่เชี่ยวชาญเท่าปรมาจารย์นักดูหินหยกแต่ก็ใช่ว่าจะมองไม่ออกเลยว่าหินก้อนไหนดูน่าจะมีหยก ซึ่งดูแล้วหินกองนี้คงไม่มีหยกเลยสักก้อนแน่นอน ดังนั้นเขาจึงใช้เครื่องมือตัดหินโดยที่ไม่ได้ระมัดระวังอะไรมากนัก
แต่เมิ่งหลานดูออกว่าเขาคิดอย่างไรจึงพูดดักทางขึ้น "ช่วยตัดระวังหน่อยนะครับ"
ชายร่างกำยำชะงัก จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วผงกศีรษะด้วยใบหน้าเหนื่อย ๆ เอาเถอะ เสียเวลาระมัดระวังเพิ่มนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างไรก็ได้เงินอยู่แล้ว