ระหว่างที่หลินซีค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามทางลาดของเนินเขา นางก็พบกับผักป่าชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิด
ผักเหล่านี้ไม่เพียงขึ้นเขียวชอุ่มงดงาม แต่ยังมีสรรพคุณทางยาหลากหลาย ทั้งยังดูเหมือนไม่เคยมีผู้ใดเคยเก็บไปเลย
—-หลินซีเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจทันที
‘นำผักป่าเหล่านี้ไปขายในตัวอำเภอจะดีหรือไม่? ใบใหญ่ดก ต้นอวบหนา ทั้งยังสดใหม่ขนาดนี้ จะต้องมีคนซื้อแน่นอน’
อย่างน้อยก็เป็ช่องทางหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ซึ่งคงช่วยบรรเทาสถานการณ์ปากท้องของที่บ้านไปได้อีกสักสองสามวัน ยิ่งกว่านั้น เพียงแค่พื้นที่เนินเขาเล็ก ๆ ก็ยังมีผักป่าที่มีคุณค่าทางยามากมาย แสดงว่าบนเขาพยัคฆ์คำรามซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า อุดมสมบูรณ์กว่า ก็มีความเป็ไปได้สูงว่าจะมีสมุนไพรป่ามูลค่าสูงยิ่งกว่านี้อยู่อีกมากโข! ‘…นำมาใช้เองส่วนหนึ่ง …ส่วนที่เหลือเอาไปขายในตัวอำเภอได้ ก็น่าจะได้รายได้ที่ไม่เลวเลยทีเดียว’
คิดได้ดังนี้ หลินซีก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นทันใด นางเดินขึ้นเนินเขาต่อไปด้วยจิตใจอันแจ่มใส
ครั้นไปถึงยอดเนิน หญิงสาวก็ปีนขึ้นไปยืนบนโขดหินที่สูงที่สุด แล้วทอดสายตามองไปเบื้องหน้า…ก่อนจะเบิกตากว้าง
ทิวทัศน์ด้านหน้านั้นช่างแตกต่างจากที่นางคาดไว้โดยสิ้นเชิง หมู่ไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านเป็หย่อม ๆ ปกคลุมเบื้องบนให้ร่มเงา ส่วนพื้นเบื้องล่างเป็ต้นหญ้าเขียวขจีปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม้พุ่มหนาทึบ ไม้เลื้อยชอนไช แซมด้วยดอกไม้ป่านานาชนิดหลากสีสันที่กำลังบานสะพรั่ง งดงามราวกับกลุ่มดาวน้อยใหญ่ที่ประดับประดาบนผืนฟ้ากว้าง ทิวทัศน์เรียบง่ายตามธรรมชาติเช่นนี้งดงามอย่างที่สุด
หลินซีรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งทันที
แท้จริงแล้วผลกระทบจากการทะลุมิติเข้ามาสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย สำหรับนางใช่ว่าจะไม่มีเลย ความรู้สึกหวาดหวั่น ความอัดอั้นตันใจ และความหนักหน่วงที่ต้องมารับ่ต่อปัญหาของเ้าของร่างคนเดิมถูกนางกดเก็บไว้ในใจลึก ๆ มาตลอด ทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกหนักอึ้งตลอดเวลา แม้จะผ่านมาเพียงสองวันก็ยังเหนื่อยล้าจนปวดหนึบ
แต่ในเวลานี้ ใจของนางกลับปลอดโปร่งโล่งสบาย ราวกับอะไรบางอย่างที่เคยปิดกั้นอยู่ ถูกเปิดออกจนกระจ่างแจ้งขึ้นในชั่วพริบตา ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยมีคล้ายถูกลบล้าง แม้จะชั่วครู่ชั่วยามก็ยังรู้สึกสบายอย่างน่าอัศจรรย์
หากไม่ใช่เพราะสายลมเย็นะเืที่พัดปะทะใบหน้า หลินซีคงคิดว่าตนเองกำลังอยู่ใน่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นสดใสไปแล้วเป็แน่
‘แค่ได้เห็นผืนป่าก็มีความสุขได้ขนาดนี้เลยหรือ?…เหลือเชื่อจริง ๆ!’
หลินซีเริ่มออกเดิน มุ่งหน้าเข้าป่าไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี นางหยุดมองตรงนั้นที จับดูตรงนี้ทีอย่างตื่นเต้น เห็นดอกไม้ใบหญ้าสวย ๆ ก็เก็บลงตะกร้า ระหว่างนั้นยังถือโอกาสสานมงกุฎดอกไม้น้อย ๆ น่ารักขึ้นมาสี่อัน เก็บเอาไว้รอมอบให้เด็กน้อยทั้งสี่ที่บ้านด้วย
หญิงสาวเดินลึกเข้าไปอีกตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่ทอดยาวผ่านดงไม้ทึบเบื้องหน้า ทว่าก็ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันลึกล้ำและลึกลับที่อยู่ข้างหน้าได้ราง ๆ
เท้าก้าวเดินไป สายตาก็กวาดมองรอบ ๆ ไม่หยุด ค้นหาสมุนไพรที่้า
น่าเสียดาย บริเวณนี้แทบไม่มีสมุนไพรขึ้นเลย หลินซีจึงตัดสินใจเดินต่อไปอีกเกือบหนึ่งชั่วยาม กระทั่งถึงตรงนี้ นับว่านางอยู่ลึกเข้ามาในป่าเขามากพอสมควร…ทว่าในที่สุดก็เริ่มมองเห็นสมุนไพรที่มองหาบ้างแล้ว
สิ่งแรกที่นางพบก็คือสมุนไพร หมาหวง (麻黄) และ ซี่ซิน (細辛) สมุนไพรชนิดแรกมีรสขม ฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด บำรุงปอด ระงับอาการหอบ และลดอาการบวม ส่วนชนิดหลังมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น ช่วยแก้ไข้หวัด ขับไล่ความเย็น ขับลม และบรรเทาอาการปวด ในโลกที่หลินซีจากมา ทั้งสองอย่างล้วนเป็สมุนไพรที่เป็ที่นิยมและถูกใช้บ่อยครั้ง
หลินซีใช้เสียมเล็กขุดหมาหวงและซี่ซินขึ้นมาอย่างละสองสามต้น เมื่อตรวจสอบดูอย่างละเอียดก็พบว่า สมุนไพรที่นี่มีคุณภาพสูงกว่าสมุนไพรที่นางเคยใช้อยู่มาก
แต่นั่นก็นับเป็เื่ปกติ ก่อนที่นางจะทะลุมิติ สมุนไพรที่ใช้ล้วนเป็ชนิดที่ปลูกขึ้นเอง พืชที่ถูกมืุ์บังคับให้เติบใหญ่มีหรือจะสู้สมุนไพรป่าที่เติบโตตามธรรมชาติได้ ของจากธรรมชาติมีพลังแห่งธรรมชาติช่วยดูแล น้ำ ดิน แร่ธาตุ ล้วนถูกต้อง ก็ย่อมรักษาคุณภาพและสรรพคุณทางยาได้ในระดับสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
หญิงสาวมอง ๆ ไปก็นึกเสียดาย หากนำสมุนไพรเหล่านี้ไปผ่านกรรมวิธีแปรรูปและอบแห้งแบบเฉพาะ ก็จะสามารถขายได้ในราคาสูงขึ้นอีก
ทว่าพอคิดแบบนั้น มือบางก็ขุดเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งแล้วใส่ลงในตะกร้า ก่อนจะเดินหน้าเข้าป่าต่อไป ไม่นานนักนางก็พบสมุนไพรที่้าอีกหลายชนิดจนตะกร้าไม้ไผ่สานเต็มแน่นอย่างรวดเร็ว
หลินซีเหนื่อยอ่อนจนวิงเวียน รู้สึกตัวเบาโหวงเหมือนจะลอย นางจึงหาลานหญ้านุ่ม ๆ นั่งพัก เด็ดสมุนไพรบางชนิดเข้าปากเคี้ยวเพื่อฟื้นกำลัง
พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าดวงตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก…อีกไม่นานความมืดจะมาเยือนแล้ว
เมื่อพักจนเริ่มได้แรงคืนมา หลินซีก็รีบลุกขึ้น เร่งมือค้นหาสมุนไพรต่อ
นางพบสมุนไพรอีกหลายชนิด แต่เนื่องจากตะกร้าเต็มแล้ว และสมุนไพรที่เจอก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็เร่งด่วนในตอนนี้ จึงตัดสินใจไม่เสียเวลาและแรงกายขุดขึ้นมาเพิ่ม
หลินซีลังเลอยู่เล็กน้อยว่ายังพอมีโอกาสจะหาสมุนไพรที่หายากกว่านี้ได้หรือไม่ แต่หลังจากใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามมองหา ก็ยังไม่พบอะไรเพิ่มเติมเลย
เมื่อคิดว่าเวลาเหลือน้อย หาไปจนค่ำก็คงยังไม่พบจริง ๆ หญิงสาวจึงยอมล้มเลิกความตั้งใจและเตรียมตัวเดินทางกลับ
‘คนเราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี วันนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้มากมายขนาดนี้ ก็น่าพอใจมากแล้ว’
ทว่า ในขณะที่หลินซีกำลังจะหันหลังกลับ นางก็พลันตระหนักได้ว่าพื้นที่รอบข้างดูไม่คุ้นเคย…นางเดินออกนอกเส้นทางอย่างไม่รู้ตัวมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้
ที่สำคัญ ยังไม่อาจระบุได้ว่าขณะนี้ตนอยู่ที่ใดได้เสียแล้ว
ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ป่าทั้งผืนพลันเงียบสงัด เย็นะเื เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงม บรรยากาศรอบข้างวิเวกวังเวงชวนหวาดหวั่นราวกับมีสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็นกำลังซุ่มซ่อนอยู่ ความรู้สึกถึงอันตรายที่มิอาจคาดเดาได้แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู
หลินซีมองรอบตัว เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา พยายามนึกถึงทิศทางที่เดินผ่านมา แล้วจึงเดินย้อนกลับไปตามทางนั้น
แต่หลังจากเดินวน ๆ อยู่นานก็พบว่าทิวทัศน์รอบด้านยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย—-
แย่แล้ว!
นางหลงทางแล้วจริง ๆ!
หลินซีรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน รู้อย่างนี้นางน่าจะระวังมากกว่านี้ั้แ่ตอนเก็บสมุนไพร
หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจะโออกไปเสียงดัง
“เสิ่นเฉิน! เ้าอยู่แถวนี้หรือไม่?!”
ทว่าเสียงตอบรับกลับมีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเองในความเงียบงันของป่าทึบเท่านั้น
หลินซีที่หลงทางตัดสินใจเด็ดขาด เลือกเดินต่อไปในทิศทางที่คิดว่าพอจะคุ้นตาบ้าง
เดินไปได้สักพัก ก็เห็นปลายทางข้างหน้าเป็เนินเขาเล็ก ๆ …ทว่ามันกลับดูแปลกตา! นางเดินเข้าไปใกล้ด้วยความลังเล ก็พบว่าเบื้องหน้าเป็ทางลาดชันที่ทอดตัวลงไปลึกมาก ด้วยความบอบบางของร่างกายผสมความอ่อนแอของสุขภาพในขณะนี้ ย่อมไม่มีทางปีนลงไปได้แน่
เห็นชัดว่า นางเดินออกนอกเส้นทางมาไกลกว่าที่คิด
แม้จะท้อใจ แต่หลินซีก็ยังไม่ยอมแพ้ วางตะกร้าลงพื้น แล้วรื้อหาแถบผ้าที่ใช้มัดสมุนไพรออกมาฉีกแบ่ง ตั้งใจจะนำมันมาทำเครื่องหมายบอกทิศทาง เพื่อป้องกันการเดินหลงวนไปวนมาอีก
แต่ในจังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับนั้นเอง แสงบางอย่างก็สว่างวาบเข้าตานาง หลินซีหยุดชะงักทันที ก้มหน้ามองลงไปตามทางชันด้านล่าง
เบื้องล่างต่ำลงไปราว ๆ ห้าถึงหกจั้ง มีโพรงดินที่เกิดจากการยุบตัวของพื้นลาดเอียง บริเวณโพรงนั้นมีหญ้าขึ้นหนาแน่นรกทึบ แต่ในชั่วแวบหนึ่งกลับปรากฏแสงสะท้อนวูบขึ้นมา
หลินซีคิดว่าตนเองตาฝาด จึงขยี้ตาแรง ๆ แล้วเพ่งสายตามองดูอีกครั้งอย่างตั้งใจ
ในพงหญ้าอาจมีกระจกเก่า ๆ ที่มีใครทำตกไว้ หรือจะเป็สิ่งของบางอย่างที่สะท้อนแสงได้ก็สุดรู้ แต่ที่รู้แน่ชัดคือ…ในตอนแสงสะท้อนวูบเข้าตา หลินซีเห็นอย่างชัดเจนว่ากลางโพรงดินที่ซ่อนอยู่บนทางลาดมี ‘เห็ดหลินจือ’ ขึ้นอยู่กอหนึ่ง!
หลินซีรู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที
เห็ดหลินจือนั้นเป็ของล้ำค่า ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ล้วนมีค่ามหาศาลแทบประมาณไม่ได้ ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป และยิ่งเป็เห็ดหลินจือที่เติบโตอยู่ในป่าลึกที่แทบไม่มีผู้คนเคยเข้ามาเช่นนี้ ก็ย่อมมีอายุหลายสิบหรืออาจถึงร้อยปี ตำราว่าเห็ดหลินจือยิ่งเก่าแก่เท่าใด ก็ยิ่งมีสรรพคุณทางยาสูงขึ้นเท่านั้น และทั้งคุณค่าและมูลค่าก็จะสูงส่งตามไปด้วยเช่นกัน!
หลินซีลืมความกังวลจากการหลงป่าไปชั่วขณะ นางไม่อยากไปไหนอีกแล้ว ใบหน้าหวานหันมองรอบ ๆ และเห็นเถาวัลย์ขนาดพอเหมาะขึ้นอยู่ไม่ไกล จึงรีบวิ่งเข้าไปตัดออกมาหนึ่งเส้น มือเล็กลองดึงยืดจนตึงแน่น แล้วลองบิดม้วนดู
‘ไม่เลว ดูท่าจะไม่ขาดง่ายนัก’
นางเก็บมาเพิ่มอีกสองสามเส้น มัดต่อเข้าด้วยกันจนมีความยาวพอสมควร แล้วลากไปผูกปลายด้านหนึ่งไว้กับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ส่วนปลายอีกข้างผูกไว้ที่เอวของตนเอง จากนั้นก็จับเถาวัลย์ไว้ แล้วค่อย ๆ โรยตัวลงไปตามทางลาดอย่างระมัดระวัง
เนินนี้ชันมากจริง ๆ พื้นลาดชันแทบไม่มีที่ให้ยืนทรงตัว อีกทั้งยังเต็มไปด้วยหินคม ๆ พงหนาม และกิ่งไม้ทั้งแหลมทั้งแข็ง หลินซีพยายามหลบหลีกเต็มที่ แต่ก็ยังถูกข่วนจนเกิดรอยแผลหลายแห่ง ยิ่งกว่านั้น ระหว่างทางยังเกือบลื่นไถลตกลงไปด้านล่าง ทำให้นางใกลัว เหงื่อเย็น ๆ ไหลชุ่ม
กว่าจะหย่อนตัวเองลงไปจนใกล้ถึงบริเวณพงหญ้าที่้าได้ก็ลำบากแทบแย่
แต่—-
หลินซีกลับพบว่าเถาวัลย์ที่ต่อลงมายาวไม่พอ และตัวนางยังห่างจากโพรงนั้นราว ๆ สองฉื่อ
โชคยังดีที่คราวนี้ นางมองเห็นชัดแล้วว่าในพงหญ้ามีกระจกทองแดงเก่า ๆ บานหนึ่งอยู่จริง และถัดออกไปจากจุดที่มีกระจกราวสามชุ่นก็มีเห็ดหลินจือขึ้นอยู่ชัดเจน มิหนำซ้ำยังไม่ใช่กอเดียว แต่มีถึงสามกอเต็ม ๆ!
‘เป็เห็ดหลินจือขนาดใหญ่!
…ดูจากลักษณะแล้วน่าจะอายุเกินร้อยปี!!’
แพทย์สมุนไพรสาวจ้องมองเห็ดหลินจือด้วยความตื่นเต้นยินดี แทบละสายตาไม่ได้ นางตัดสินใจกัดฟันแกะเถาวัลย์ที่พันรอบเอวออกอย่างระมัดระวังกระทั่งเหลือเพียงมือข้างเดียวที่ยึดเกาะเถาวัลย์ไว้ แต่นั่นก็ช่วยเพื่อเพิ่มความยาวเชือกเถาวัลย์ได้ระดับหนึ่ง
หญิงสาวหย่อนตัวเองลงอีกนิด คราวนี้ในที่สุดก็มาถึงพงหญ้าที่มีกระจกได้สำเร็จ แต่ยังคงอยู่ห่างจากกอเห็ดหลินจือสุดปลายมือเอื้อม
หลินซีค่อย ๆ โน้มตัวไปด้านหน้าพลางย่อตัวลงต่ำ พยายามยื่นมือออกไปจนสุดแขน ในจังหวะที่มืออีกข้างกำลังปวดหนึบจากการฝืนใช้แรง ในที่สุดมือบางก็ััโดนกอเห็ดหลินจือ
นางไม่กล้าใช้เครื่องมือใด ๆ เพราะเกรงว่าจะทำให้เห็ดเสียหาย จึงทำได้เพียงค่อย ๆ ใช้มือเปล่าขุดดินโดยรอบออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งนานพละกำลังยิ่งถดถอย แขนที่ยันไว้เริ่มเมื่อยล้า ขาทั้งสองข้างที่นั่งยอง ๆ อยู่ก็เริ่มชา ทว่าสุดท้ายก็สามารถขุดเห็ดหลินจือทั้งสามกอขึ้นมาได้สำเร็จ
หลินซีใช้ชายเสื้อห่อเห็ดหลินจือไว้อย่างดี ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เตรียมตัวปีนกลับขึ้นไป
ทว่า—-
ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวก็พลันได้ยินเสียงดัง *ผึด!* เบา ๆ —-
เถาวัลย์เส้นนั้นขาดผึง ร่างของหลินซีร่วงหล่นลงไปตามแรงโน้มถ่วง สีหน้าของนางซีดเผือด ใสุดขีด
แต่แล้วใน่เวลาแห่งความเป็ความตายนั้น จู่ ๆ การร่วงหล่นก็หยุดกึก ตามมาด้วยเสียงะโของใครบางคนที่ดังขึ้นจาก้าอย่างเร่งร้อน
“จับเถาวัลย์ไว้ให้แน่น!”
เป็เสียงติดจะทุ้มต่ำที่หลินซีคุ้นเคย…
.
.
.