ตอนที่ 79 3 ขั้น
ในระหว่างที่การต่อสู้ของเตียวเลี้ยวกับอิกิ๋มกำลังจะเริ่มขึ้นห่างออกมาไม่ไกล ทีช ขุนพันธ์ และข้าวต้มมัดที่แยกตัวออกมาเพียง 3 คนขณะนี้พวกเขากำลังยืนอยู่หน้าฝูงสัตว์อสูรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งสัตว์อสูรรูปร่างนกที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
หากใครยังจำได้ช่วงที่หมิงและทีชอยู่ในเมืองอู๋โจวพวกเขาทั้ง2 ก็มาเก็บเลเวลกับเจ้าสัตว์อสูรตัวนี้ โดยให้อิจิโนเสะเป็นคนล่อให้ซึ่งการเก็บเลเวลในตอนนั้นทีชและหมิงถูกอิจิโนเสะผู้หญิงเจ้าระเบียบเคี่ยวเข็ญจนต้องหลั่งเหงื่อโทรมกายพวกเขาถึงขนาดสาบานว่าจะไม่มาเก็บเลเวลกับอิจิโนเสะอีกเลยทีเดียว
“เอ่อ...ท่านจะให้พวกข้าช่วยกันทำให้นกพวกนี้คลุ้มคลั่งแล้วล่อไปที่กองทัพของอิกิ๋ม?” ขุนพันธ์หันมาพูดกับทีชด้วยสีหน้าปั้นยยาก
“ถูกต้องท่านพอจจะมีอาคมทำให้พวกนกเหล่านี้คลุ้มคลั่งบ้างหรือไม่หรือหากมีอาคมที่สามารถสะกดนกทุกตัวได้ยิ่งดีเลย” ทีช หันมาถามขุนพันธ์
“อาคมที่สะกดจิตนก!จะมีอาคมเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าแต่หากว่าอาคมที่ทำให้นกพวกนี้คลุ้มคลั่งหรือออกไล่ตามพวกเราก็พอจะมีอยู่บ้างแต่ข้าไม่เข้าใจว่านกที่ดูอ่อนแอพวกนี้จะชนะกองทัพกว่า 500 คนของอิกิ๋มได้อย่างไร”ขุนพันธ์ พูดในสิ่งที่ตัวเองสงสัย
“อ้อ...ข้าแค่ต้องการใช้งานนกพวกนี้เพื่อก่อกวนทัพของอิกิ๋มเท่านั้นข้าไม่ได้ต้องการให้พวกมันเอาชนะกองทัพของอิกิ๋มหรอก” ทีช พูดยิ้มๆ
ขุนพันธ์ที่เห็นท่าทีของทีชก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเขาจึงเลิกถามต่อแล้วหันหน้าไปเผชิญกับนกทั้งฝูงเขาเริ่มร่ายอาคมหรือก็คือเวทมนตร์นั่นเองแต่เป็นเวทมนตร์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไสยศาสตร์ไม่ใช่เวทมนตร์ตามธาตุต่างๆ เหมือนที่พวกจอมเวทชอบใช้ในการต่อสู้
ทีชที่เห็นขุนพันธ์กำลังหลับตาทำสมาธิเตรียมจะร่ายอาคมเขาที่ไม่อยากรบกวนสมาธิจึงขยับมายืนข้างข้าวต้มมัดพร้อมกับพูดขึ้นเบาๆ ว่า
“ท่านต้องการอาวุธอะไรข้ามีทั้งดาบและกระบี่”
“ข้าใช้อาวุธไม่เป็นสำหรับข้าแล้วร่างกายนี้นี่แหละคืออาวุธ”
ทีชได้ยึนก็อึ้งไปเล็กน้อยแต่ถึงแม้เขาจะเห็นว่าข้าวต้มมัดพูดอย่างมั่นใจแต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีเพราะเมื่อพวกเขาล่อสัตว์อสูรลงไปแล้วก็ต้องประจัญบานกับทหารที่มีชุดเกราะและอาวุธครบมือสุดท้ายทีชจึงแนะนำว่าให้ข้าวต้มมัดคอยอยู่คุ้มกันขุนพันธ์ใกล้ๆหรือถ้าเห็นจังหวะก็บุกไปช่วยฮิเดโยชิจัดการกับเหล่าทหาร
ทีชที่กำลังคุยอยู่กับข้าวต้มมัดต้องเงียบเสียงลงเพราะเวลานี้ขุนพันธ์เริ่มท่องคาถาอาคมออกมาแล้ว
“โอม...หากจิตใจสูญสิ้นสิ่งยึดเหนี่ยวกายก็ไม่อาจตอบสนอง...หากจิตใจสูญสิ้นสิ่งยึดเหนี่ยว กายก็ไม่อาจตอบสนอง” ขุนพันธ์ตั้งสมาธิท่องอาคมที่น่ากลัวที่สุดอาคมหนึ่งออกมา
พลังเวทแผ่ออกจากร่างกายของขุนพันธ์อย่างรุนแรงทีชและข้าวต้มมัดถึงกับต้องขยับออกห่างเพราะพวกเขาเริ่มรู้สึกอึดอัด
สัตว์อสูรนกกระทุ่มคล้ายกับรับรู้ได้ถึงเภทภัยพวกมันพากันโผบินขึ้นสูงเตรียมที่จะปล่อยเวทคมมีดสายลมของพวกมันออกมา แต่ทว่า
อาคมลวงตาล่อลวงจิตใจ!
วูบบบบบบบ!
จู่ๆก็มีลมกรรโชกออกจากตัวของขุนพันธ์วูบหนึ่ง หลังจากนั้นบรรยกาศรอบๆที่แต่เดิมมีเสียงของสัตว์อสูรนกกระทุ่มส่งเสียงร้องออกมาตลอดเวลานั้นกลับเงียบสงัดลงทันใด
อั๊ก!
“ระเร็วเข้าจำนวนของนกเหล่านี้มีมากเกินไป ข้ามิอาจรั้งอาคมไว้ได้นานข้าจะควบคุมให้นกสักฝูงหนึ่งคลุ้มคลั่งแล้วให้พวกมันเรียกตัวอื่นๆให้ติดตามพวกเราไปพวกท่านจงเตรียมพร้อมทันทีที่ข้าปลดอาคมพวกเราจะต้องวิ่งให้เร็วที่สุด!” ขุนพันธ์พูดขึ้นอย่างรวดเร็วคล้ายกับว่าถ้าหากพูดช้ากว่านี้อาคมจะสิ้นฤทธิ์เสียก่อน
“ได้!”“ตกลง!”
ทีชและข้าวต้มมัดตอบพร้อมกันทั้งคู่ตั้งท่าเตรียมวิ่งทันที ทีชโคจรลมปราณเตรียมใช้วิชาตัวเบา ‘เก้าทิศผันแปร’ออกทันที ส่วนข้าวต้มมัดนั้นกำลังยืดเส้นยืดสายด้วยการบิดตัวไปมาทีชเองก็แอบชำเลืองมองเล็กน้อยว่าข้าวต้มมัดนั้นจะมีวิชาตัวเบาขั้นไหนในขณะนั้นเอง
“ไป!”
ขุนพันธ์ที่หลับตาควบคุมอาคมอยู่กลับเปิดตาขึ้นพร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วข้าวต้มมัดเองพุ่งตามไปติดๆแสดงให้เห็นว่าเขานั้นมีการตอบสนองขั้นสุดยอดติดตัวอยู่มีแต่ทีชเท่านั้นที่ออกตัวช้าไปเล็กน้อยจึงอยู่รั้งท้าย แต่ทีชเองก็มั่นใจในวิชาตัวเบาของตนจึงพยายามเร่งความเร็วขึ้นแต่ทว่า
‘บ้าน่า!ข้าวต้มมัดทำได้ยังไงกัน ไม่มีวิชาตัวเบาอะไรทั้งนั้นใช้แค่ลมปราณพลังกายและความยืดหยุ่นของร่างกายก็วิ่งได้เร็วเท่ากับเราที่มีวิชาตัวเบาแล้วเนี่ยนะนี่ร่างกายของเขาคืออาวุธจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย’ ทีชคิดอย่างตกใจในสิ่งที่เขากำลังเห็น
สำหรับขุนพันธ์นั้นทีชไม่ตกใจมากนักเพราะขุนพันธ์มีอาคมหรือเวทมนตร์ช่วยอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่ขุนพันธ์จะมีความไวพอๆกับเขาแต่สำหรับคนที่ใช้แค่ร่างกายกับการโคจรลมปราณกลับวิ่งได้ไวเท่านั้นน่าทึ่งกว่ามากทีชอดคิดอย่างสงสัยในใจไม่ได้ว่า ถ้าหากข้าวต้มมัดฝึกวิชาตัวเบาละก็จะวิ่งได้เร็วขนาดไหนกันแน่
......
ป่าทึบที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณลานกว้างตรงตีนเขาฮิเดโยชินำกองกำลังซุ่มอยู่เงียบๆ หน้าที่ของเขาที่ได้รับมอบหมายมาคือ ‘รอ’
ตามแผนของทีชนั้นทีชจะรับหน้าที่ก่อกวนกองทัพของอิกิ๋มโดยให้เตียวเลี้ยวส่งคำท้าประลองเพื่อดึงตัวอิกิ๋มเอาไว้ส่วนจะก่อกวนกองทัพที่ไม่มีแม่ทัพคอยคุมให้แตกแถวจนเผยช่องโหว่แต่เมื่อทีชได้พบกับขุนพันธ์ทีชจึงเปลี่ยนใจมอบหมายหน้าที่ของตนให้ขุนพันธ์เพราะอาคมนั้นเหมาะแก่การก่อกวนมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ทีชยังคงแผนเดิมเอาไว้อยู่คือใช้กลุ่มสัตว์อสูรจำนวนมากมาช่วยก่อกวน
และตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวย่อมต้องเป็นนกกระทุ่มที่ทีชเคยเจอถึงแม้นกเหล่านี้จะไม่สามารถสู้กับทหารที่เป็น NPC ได้แต่ด้วยจำนวนที่มากมายมหาศาลและที่สำคัญคือพวกมันบินได้!และยังสามารถปล่อยเวทคมมีดสายลมได้บ่อยครั้งทีชจึงมั่นใจอย่างมากกว่าทหารต้องกระจายตัวกันเข้ารับมือนกเหล่านี้อย่างแน่นอนและนี่คือแผนขั้นแรกของเขาเท่านั้น
แผนขั้นที่สองของทีชนั้นเป็นหน้าที่ของแม่ทัพจากแดนอาทิตย์อุทัยแม่ทัพผู้เคยขึ้นเป็นไดเมียวของญี่ปุ่น ‘ฮิเดโยชิ’ นั่นเองเขามีหน้าที่นำกองกำลังทหารที่เหลือรอคอยโอกาสโอกาสที่ว่าคือจุดอ่อนหรือจะเรียกว่าช่องโหว่ก็ได้เมื่อทีชและขุนพันธ์ก่อกวนกองทัพได้สำเร็จ กองทัพที่มีขนาดเพียง 500 คนย่อมต้องเปิดช่องโหวให้เข้าตีซึ่งหากฮิเดโยชิสามารถออกคำสั่งบุกได้ถูกจุดและถูกจังหวะพวกเขาก็จะสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับกองทัพของอิกิ๋มได้และการถูกบุกจู่โจมอย่างกระทันหันนั้นย่อมส่งผลให้ขวัญกำลังใจของทหารตกต่ำลงด้วย
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ทีชยังมีแผนขั้นที่สามคือเตียวเลี้ยวที่ทีชมั่นใจว่าจะต้องเอาชนะการดวลตัวต่อตัวกับอิกิ๋มแล้วเอาชนะได้อย่างแน่นอนซึ่งเมื่อเตียวเลี้ยวเอาชนะได้ขวัญกำลังใจของทหารจะตกต่ำลงอีกครั้งและนี่คือการปิดประตูชัยชนะจากแผนที่ทีชตั้งชื่อไว้ว่า ‘แผน3 ขั้น’ ซึ่งเมื่อทีชบอกชื่อแผนออกไป คนอื่นๆกลับนิ่งเงียบมีเพียงข้าวต้มมัดคนเดียวที่พูดขึ้นมาว่า
“จะตั้งชื่อนี้จริงๆหรือขอรับ”
แต่ทีชนั้นไม่ได้บอกกับทุกคนว่าความจริงเขายังเตรียมแผนสำรองเอาไว้ด้วยเพราะเขาอยากให้ทุกคนตั้งใจต่อสู้อย่างเต็มที่ถือว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งและที่สำคัญคือหากเขาบอกไปว่า ‘หมิง’กำลังนำกองกำลังจากเมืองอู๋โจวมาช่วยซึ่งหากพวกเขารออยู่บนเขาย่อมมีโอกาสชนะมากกว่าโดยไม่ลำบากทุกคนก็จะต้องคอยตั้งรับอยู่ที่ค่ายโจรซึ่งทีชไม่ต้องการเช่นนั้นเพราะค่ายโจรนั้นไม่ได้มีทำเลสำหรับตั้งรับเลยและอิกิ๋มเองน่าจะรู้ทางหนีทีไล่ดีดูจากการที่เขายกทัพมาดักได้ถูกจุดตรงตีนเขาก็พอเดาได้และทีชก็ไม่รู้ว่าหมิงจะใช้เวลานานขนาดไหนในการรวมกองทัพและเดินทางมาสมทบ
อีกอย่างที่สำคัญคือทีชอยากซื้อใจเตียวเลี้ยวเขาจึงจำเป็นต้องแสดงความสามารถอะไรออกมาบ้างเขาจึงคิดแผนเหล่านี้ขึ้น แต่ก็ยังห่วงคนอื่นๆจึงส่งหมิงไปนำกองทัพมาสมทบเพื่อความปลอดภัยของเตียวเลี้ยวและฮิเดโยชิแต่ทว่าทีชกลับโชคดีเพราะเขาไม่ได้มีโอกาสซื้อใจเตียวเลี้ยวเพียงคนเดียวเท่านั้นแต่ยังมีโอกาสแสดงความสามารถและซื้อใจขุนพันธ์กับข้าวต้มมัดอีกด้วยต้องบอกว่าครั้งนี้ทีชโชคดีมากจริงๆ
มีเพียงสิ่งเดียวที่ทีชยังกังวลอยู่เล็กน้อยนั่นก็คือการมีอยู่ของบุคคลในประวัติศาสตร์อีกคนอย่าง ‘เออแชนฟร็องซัวส์ วิด็อค’ ที่ทีชรู้เพียงว่าเขาเป็นนักสืบคนแรกของโลกแต่ทีชไม่รู้ว่าเขาสามารถบัญชาการรบได้หรือไม่เพราะถ้าหากวิด็อคคนนี้สามารถบัญชาการรบได้ขึ้นมาแผนการก่อกวนในขั้นแรกของทีชคงทำได้ยากซึ่งหากเป็นแบบนั้นทีชก็จำเป็นต้องขอแรงข้าวต้มมัดเพื่อบุกเข้าไปจัดการพร้อมกับเขาเองเพราะการก่อกวนกองทัพนั้นจะได้ผลชัดเจนก็ต่อเมื่อขวัญกำลังใจของกองทัพตกต่ำและกองทัพขาดแม่ทัพบัญชาการ
......
เมืองจ้านลู่
“ท่านกุนซือเรียกพวกข้ากลับมาทำไมหรือ”อิจิโนเสะ เอ่ยถามกุยแกที่เรียกเธอและมอนจีให้กลับมาที่เมือง
“ข้าอยากไหว้วานท่านอิจิโนเสะและท่านมอนจีสักเรื่องหนึ่ง” กุยแก กำลังจะบอกสิ่งที่เขาต้องการ แต่ขณะนั้นเอง
“อ้าวแล้วข้าละท่านกุนซือท่านวานข้า...โอ๊ย!” เหิ่นซ่วย ถูกเขกหัวลงอีกครั้งโดยเว่ยเถียน เขาเอามือถูหัวตัวเองพร้อมกับหันไปหาอิจิโนเสะคล้ายกับเด็กที่กำลังจะฟ้องแม่ แต่อิจิโนเสะกลับยิ้มให้เหิ่นซ่วยแล้วพูดว่า
“เป็นเด็กอย่าเอ่ยแทรกเวลาผู้ใหญ่คุยกันมันไม่ดีนะรู้ไหม”
‘เฮือก!รอยยิ้มจากขุมนรก!’ เหิ่นซ่วย หลบสายตาของอิจิโนเสะแล้วกลับไปนั่งนิ่งๆอย่างเชื่อฟัง
“ขอโทษด้วยท่านกุนซือเชิญท่านว่าต่อเลยค่ะ” อิจิโนเสะ หันกลับไปกล่าวกับกุยแก
“ข้าต้องการให้ท่านนำกองกำลังออกค้นหาเหมืองแร่บนเขาข้าคิดว่าเขาลูกนี้น่าจะมีเหมืองแร่อยู่บ้างเวลานี้พวกเราจำเป็นต้องเร่งทำอาวุธและอุปกรณ์ข้าได้ให้เว่ยเถียนออกประกาศเพื่อเกณฑ์ชาวบ้านที่ยังแข็งแรงมาฝึกทหารเพิ่มแล้ว”กุยแก อธิบาย
“อ๋อถ้าเรื่องแค่นี้ท่านกุนซือน่าจะส่งจดหมายไปหาพวกข้าก็ได้นี่คะ”อิจิโนเสะพูดอย่างสงสัย กุยแกทำเพียงยิ้มให้เล็กน้อยไม่ได้ตอบคำแต่กลับเป็นมอนจีที่กลับมาพร้อมกับอิจิโนเสะและเหิ่นซ่วยเป็นคนพูดขึ้น
“ไม่หรอกอิจิโนเสะดูท่าเรื่องครั้งนี้น่าจะมีมากกว่าการตามหาแร่...” มอนจีที่กำลังก้มหน้าครุ่นคิดพร้อมกับพูดอยู่จู่ๆ ก็หยุดชงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับกุยแกแล้วถามขึ้นว่า “ศัตรูเป็นใครหรือ?”
แปะๆ ๆ ๆ
“สุดยอดดดดเป็นอย่างที่ท่านกุนซือบอกเอาไว้เป๊ะเลย ว่ามอนจีจะต้องเดาออก” เว่ยเถียนตบมือขึ้นพร้อมกับพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
“ท่านมอนจียังยอดเยี่ยมเหมือนเดิมถูกต้องพวกเรากำลังจะมีสงครามในเร็วๆ นี้เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องเตรียมพร้อมในทุกด้านอีกอย่างเลยคือข้าต้องการให้พวกท่านทั้งสองนำกองกำลังแยกกันออกค้นหาเพื่อที่จะได้พบกับเหมืองแร่ได้เร็วขึ้นและยังอาจพบชนเผ่าภูเขาเพิ่มด้วย”กุยแก ชมมอนจีพร้อมกับอธิบาย
กุยแกนั้นต้องการสร้างกองกำลังด้านการทหารให้ไวที่สุดเขาจึงจำเป็นต้องหยุดการค้นหาและสำรวจภูเขาแต่ให้มุ่งเน้นไปที่การหาเหมืองแร่และออกตามหาชนเผ่าภูเขาที่แข็งแกร่งก่อนเพราะสองสิ่งนี้จะช่วยให้กองทัพแข็งแกร่งได้ไวขึ้น
“ข้าพอจะตามทันแล้วแต่ท่านยังไม่ตอบคำถามของมอนจีเลยนะท่านกุนซือ” อิจิโนเสะที่ตามความคิดของกุยแกทันจึงถามกุยแกอีกครั้ง
เหิ่นซ่วยและเว่ยเถียนเองก็ขยับเก้าอี้พร้อมกับนั่งตัวตรงเตรียมรับฟังคำตอบเว่ยเถียนนั้นถึงแม้จะอยู่ข้างกายกุยแกแต่ก็เดาไม่ออกว่าใครกันที่จะมาก่อสงครามกับกิลแอดมิเรชั่น
กุยแกที่เห็นท่าทางของทุกคนก็ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นช้าๆว่า “โจโฉ…”