ครืน ครืนนน
ยามโหย่ว (17.00-18.59) เวลาพลบค่ำ
ภายนอกอารามปลีกวิเวกท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มตั้งเค้าขนาดย่อม เมฆหมอกลอยละล่องกลายเป็สีคล้ำ
สตรีนางหนึ่งในชุดสีท้องฟ้าที่กำลังนั่งจิบชาหอมหลังพึ่งกินลูกกลอนฟื้นฟูระดับสูงมองทิวทัศน์เขาเขียวอย่างเพลินตากลับสำลักเืออกมาสีดำเข้มความเ็ปปะทุขึ้นมากลางอก แววตากระจ่างใสแปรเปลี่ยนเป็แดงก่ำ
ยกมือสั่นเทากุมอกตั้งท่าจะถ่ายเทพลังปราณสถิตเข้าไปเพื่อระงับอาการกำเริบของพิษในตัวกลับพบว่ายามนี้ร่างกายช่างอ่อนเพลียพลังปราณสถิตค่อยๆ หายไปจากเส้นชีพจร
นางเบิกตากว้างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายพยายามฝืนสังขารเอื้อมไปหยิบล่วมยาลูกกลอนที่อยู่เยื้องไปทางขวามือแต่เพราะไม่เหลือเรี่ยวแรงใดจึงทำให้มือข้างนั้นตกลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยส่วนเรือนร่างของนางถลาไปกับพื้นป้านน้ำชาในถาดกระเด็นกระดอนเปรอะเปื้อนไปตามความยาวของกระโปรงสีท้องฟ้า
ก่อนความเ็ปจะทรมานนางเจียนตายบริเวณปลายหางตาก็มีร่างสูงสง่าของใครบางคนปรากฏกาย ความปีติแวบผ่านใบหน้าซีดเผือดค่อย ๆ ยันกายหันไปมองด้วยความยากลำบาก
“อะ อาจารย์…ชะ ช่วย ช่วย ศิษย์ด้วย”น้ำเสียงเจือความยินดีเหลือล้น
บนใบหน้าเมตตาของอาจารย์ยังคงมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ในนั้น เขาไม่พูดอะไรเพียงมองนางด้วยสายตานุ่มลึก
เดินตรงมาหาอย่างเชื่องช้าชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วไปตามแรงลมเอื่อยเฉื่อยให้ความรู้สึกสูงส่งจนไม่อาจทับเทียมก่อนจะยื่นมืออบอุ่นมาแตะข้างแก้มแดงปลั่งเพราะผลของฤทธิ์ยา
“ศิษย์รักเกิดอะไรขึ้นใครทำให้เ้าตกอยู่ในสภาพนี้"
นางเผยอปากออกลำคอแทบเปล่งเสียงไม่เป็คำพูด ริมฝีปากอวบอิ่มสีซีดถูกอาจารย์ใช้ปลายนิ้วถูเบา ๆอย่างที่เคยชอบทำเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเขาก้มลงประทับจุมพิตคลอเคลียกับกลีบปากกระแสไออุ่นไหลเข้ามาในตัวตามเส้นชีพจรกลิ่นอายบริสุทธิ์ช่วยทำให้ความเ็ปทุเลาลงเล็กน้อย
แต่เมื่อผละออกเขาก็นำพาไออุ่นนั้นไปด้วยนางกะพริบตาช้อนมองอย่างเลื่อนลอย
"น่าเสียดาย เ้าเคยเป็ลูกศิษย์ที่เชื่อฟังที่สุดแท้ๆ” อาจารย์กล่าววาจาที่นางฟังไม่เข้าใจ
“อะ อาจารย์”กว่าจะรวบรวมพละกำลังเปล่งเสียงออกมาเป็คำพูดต้องใช้แรงฮึดของทั้งชีวิต
ส่งสายตาอ้อนวอนจ้องสลับใบหน้าหล่อเหลาเบื้องหน้ากับล่วมยาข้างเขายาลูกกลอนสำหรับใช้ในยามคับขันอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือทำไมเขาถึงไม่หยิบให้นางเสียที
ความประหลาดใจผุดขึ้นมาหว่างคิ้วงามขมวดเข้าหากันทั้งผลจากความทรมานและความฉงนในท่าทีที่เปลี่ยนไป
สภาพดิ้นรนอย่างน่าสังเวชของนางไม่อยู่ในสายตาของอีกฝ่ายเขาก้มมองนางคล้ายกำลังมองสุนัขปางตายตัวหนึ่ง น้ำเสียงนิ่งสงบดังขึ้นอีกครั้ง
“หยกแห่งจันทรานิรันดร์อยู่ที่ใด”
คิ้วสองข้างของนางยิ่งผูกกันเป็ปมเมื่อได้ยินคำถามจากเขาหยก…หยกอะไร ท่านอาจารย์กำลังพูดถึงเื่อะไร นางไม่เข้าใจหากอยากรู้เื่อะไรเอาไว้ค่อยสนทนาหลังกินยาลูกกลอนได้หรือไม่
“ข้า…อึก…ข้าไม่รู้”
“ศิษย์เอ๋ย อาจารย์จะถามเ้าอีกครั้ง หยกแห่งจันทรานิรันดร์อยู่ไหน”คราวนี้น้ำเสียงที่เคยราบเรียบแฝงความหนักแน่นชนิดที่ทำให้หัวใจของนางบีบรัดชวนอึดอัด
ความรักความอบอุ่นที่เคยได้รับหายไปจากแววตาหัวใจของนางปวดแปลบทันที
ฉีซินอี๋ส่ายหน้าช้า ๆ ริมฝีปากแห้งผากแตกเป็ขุยลมหายใจเริ่มติดขัดหน้าอกสะท้านขึ้นลงอย่างหนักหน่วงเหงื่อแตกพลั่กกลางแผ่นหลังส่งผลให้ชุดกระโปรงตัวบางนาบลงกับลำตัวเผยให้เห็นร่างกายบอบบางใต้ร่มผ้าปอยผมที่ถูกมัดเป็มวยร่วงหล่น ปิ่นหยกสีขาวทำท่าจะหลุดออกมา
นางกลืนน้ำลายทีก็เ็ปไปทั้งทรวงที“อาจารย์…ท่าน…ท่านพูดถึงเื่อะไร”
เขายิ้มอ่อนโยนแต่คล้ายมีประกายไฟลุกโชนในแววตามือคลอเคลียแถวริมฝีปากเปลี่ยนมาจับปลายคางความเจ็บแล่นพล่านไม่รู้ว่าผลมาจากอาการพิษกำเริบหรือไม่
“อาซินเ้าควรจะรู้ว่าฟ้าสูงดินต่ำคืออะไรคิดจะหลอกลวงอาจารย์ควรให้แเีกว่านี้หน่อย”
นางขบริมฝีปากพยายามอธิบาย เื่หยกแห่งจันทรานิรันดร์ที่อาจารย์พูดถึงนางไม่รู้เื่จริงๆ เท่าที่นึกออกมีเพียงปิ่นหยกบนหัวที่ได้รับจากอาจารย์เท่านั้น
แม้จะได้รับความโปรดปรานั้แ่ก้าวเข้ามาในสำนักนางไม่กล้าหยิบฉวยสิ่งของที่ไม่ใช่ของตนแล้วอย่างนี้หยกที่อาจารย์พูดถึงนางจะรู้เื่ได้อย่างไร
“ข้าจะถามเ้าอีกครั้ง หยกแห่งจันทรานิรันดร์อยู่ที่ไหน”ใบหน้าเมตตาของเขาเริ่มดำทะมึนเล็กน้อยคงเพราะสายตาพร่ามัวจึงเห็นเป็เช่นนั้นหรือบางทีอาจเป็ด้านที่แท้จริงของอาจารย์ที่นางไม่เคยเห็น
“อะ อาจารย์ ขะ ข้าเจ็บ” เขาไม่ได้ออกแรงสักนิดทว่าแรงบีบตรงคางมนกลับร้าวรานขึ้นเรื่อยๆ
ได้ยินเสียงครวญครางอย่างอ่อนแรงเขาคล้ายจะรู้สึกตัวว่าเผลอหลุดท่าทีชั้นต่ำของมนุษย์ออกมา ปล่อยคางนางถอยหลังไปเว้นระยะห่างประมาณหนึ่ง่แขนเอามือไขว้ไว้ข้างหลัง เชิดหน้าขึ้นเสมือนทุกครั้งเวลา้าสั่งสอนศิษย์ดื้อรั้น
“เ้า…ทำให้ข้าไม่มีทางเลือก”
“ข้าเปล่า…”
ฉีซินอี๋ใช้กำลังอันน้อยนิดปฏิเสธข้อกล่าวหาอีกครั้งทว่าเสี้ยววินาทีนั้นกลับมีพลังสายสีขาวขุมหนึ่งโถมใส่กายนางจนล้มคะมำไปข้างหลังปิ่นหยกบนหัวตกลงสู่พื้นแตกออกเป็เสี่ยง ๆ เืสีดำซึมออกมาทางปากเช่นเดียวกับความรู้สึกขมขื่นในใจยังไม่ทันจะหันไปเสียงมีน้ำโหของสตรีนางหนึ่งพลันดังแทรกขึ้นมา
“ศิษย์พี่ใหญ่เหตุใดเ้าต้องปิดบังอาจารย์ด้วยเล่า!อาจารย์สู้อุตส่าห์พาตัวไร้ค่าเช่นเ้ามาชุบเลี้ยงโดยไม่สนวาจาคน แต่เ้ากลับอกตัญญูช่างเลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”
น้ำเสียงติเตียนไม่จำเป็ต้องเห็นใบหน้าเ้าตัวฉีซินอี๋คาดเดาได้ทันทีว่าเป็ ‘กู้ซินหยาน’ ศิษย์น้องที่เข้ามาหลังนางไม่กี่ปี
ระหว่างศิษย์ร่วมอาจารย์มักมีเื่ขัดแย้งไม่ลงรอยตามปกติยิ่งกู้ซินหยานอายุน้อยและมาจากตระกูลมีชื่อเสียงได้รับการเลี้ยงดูเป็อย่างดีดังนั้นเมื่อรู้ว่าได้ศิษย์พี่เป็คนไร้ความสามารถเช่นนางจึงไม่พอใจมาก
แต่ปัญหาเ่าั้มักจะหมดไปเวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะต้องเคารพนับถือศิษย์พี่ต่อหน้าอาจารย์หรือเพื่อความปรองดองในสำนักแต่เป็เพราะตัวของม่อเจียลี่ต่างหากที่ไม่ชอบสตรีปากไม่มีหูรูด
ดังนั้นกู้ซินหยานจึงแสร้งทำตัวอ่อนน้อมยอมลงให้นางเพื่อสร้างความประทับใจแก่อาจารย์
นึกถึงเื่กาลเก่าช่างเหนื่อยใจนางกุมอกข้างซ้ายหันมาเพื่อจะอธิบายอีกครั้ง เป็ต้องตกตะลึงจนกระอักเืจากหัวใจอีกหนศิษย์น้องกำลังควงแขนอาจารย์? แถมอาจารย์ไม่คิดจะปัดออกด้วย?
นี่ไม่ใช่วิสัยปกติของอาจารย์เขาจะเตรียมรับมือสตรีผู้ใดก็ตามที่เอื้อมมาแตะแขนเสื้ออย่างสุภาพชนปฏิเสธอย่างอ่อนโยนจนฝ่ายสตรีกระดากอาย ด้วยเหตุนี้ถึงได้ฉายา ‘ผู้ละวางทางโลก’จากผู้ฝึกตนทั่วแผ่นดินต้าเซียน
ทว่าทุกเื่ดังกล่าวมักจะเว้นอภิสิทธิ์ให้นางเสมอผลจากความใกล้ชิด การดูแลเอาใจใส่ทำให้นางกับอาจารย์แอบปลุกต้นรักเงียบ ๆ แต่เพราะกฎศิษย์อาจารย์ไม่อาจล้ำเส้นความรักงอกเงยระหว่างทั้งสองจึงไม่อาจเกินเลยไปกว่านี้ ทุกครั้งเวลาอาจารย์มาหาเป็ต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดข้อครหาระหว่างความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์
ไม่ใช่กับครั้งนี้ อาจารย์ถึงขั้นยอมจับมือกับกู้ซินหยานต่อหน้านาง!
อึก! าแทางใจยิ่งทำให้พิษกำเริบรุนแรงกว่าเดิม
“อาจารย์ไม่เห็นจำเป็ต้องพูดกับคนที่ฟังไม่รู้เื่ให้เสียเวลาท่านสู้อุตส่าห์กักตัวหลอมลูกกลอนสลายปราณสถิตชนิดพิเศษให้นางกินก็เพื่อวันนี้ข้าว่าเราใช้โอกาสนี้ค้นตัวนางกับหอนอนของนางก็น่าจะหาของเจอ”
ยาลูกกลอนสลายปราณสถิต? หมายความว่ายังไงนางช้อนแววตาเจ็บทุกข์ระทมถามเขา แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าละวางทางโลกกลับใบหน้าไม่เปลี่ยนสีจู่ ๆ ภายในใจนางพลางรู้สึกเย็นวาบนี่นับเป็ครั้งแรกที่ฉีซินอี๋รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยเข้าใจบุรุษตรงหน้าอย่างถ่องแท้
“เ้า อึก บะ บอกว่า ลูกกลอน...สลาย ปะปราณสถิต” น้ำเสียงแห้งเหือดกระซิบในลำคอ คนทั่วไปไม่มีทางได้ยินแต่ไม่ใช่กับผู้ฝึกพลังปราณสถิต
กู้ซินหยานเบ้ปากไขข้อกระจ่างให้นางทันที
“นี่เ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าลูกกลอนที่อาจารย์พึ่งให้เ้ากินคือลูกกลอนสลายปราณสถิตอืมมม ไม่รู้คงไม่แปลกเพราะอาจารย์มีความสามารถขนาดนั้นกะอีแค่หลอมลูกกลอนสลายปราณสถิตให้แตกต่างจากที่เ้าเคยเห็นแม้ต้องใช้เวลานานสักหน่อยย่อมไม่ใช่ปัญหาอ้อ ข้าลืมบอกไปว่าผลข้างเคียงของมันคือการกระตุ้นพิษในร่างกายเ้า”
“ซินหยาน” เขาปรายตามองมาปรามท่าทีปากมากของกู้ซินหยานทันที
กู้ซินหยานรู้ตัวว่าเผลอพูดเกินความจำเป็รีบหุบปากมุดเข้าวงแขนของม่อเจียลี่
ฉีซินอี๋ไม่อยากเชื่อแต่เมื่อเห็นสีหน้าของเขานางก็ต้องเชื่อทั้งที่ภายในใจเ็ปรวดร้าวเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาจารย์เคยสัญญาว่าจะช่วยถอนพิษที่ซึมลึกถึงกระดูกและชำระล้างไขกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นใหม่ให้นางไม่ใช่หรือทำไมถึงได้...