ฮวาชิงเหยียนเร่งรวบรวมพลังปราณรอบตัวเข้าสู่ร่าง นางรู้สึกได้ว่าพลังปราณรอบด้านหนาแน่นผิดปกติราวกับไร้ซึ่งขอบเขต พลังเ่าั้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างนางอย่างต่อเนื่องจนไปสู่จุดตันเถียน
นางหารู้ไม่ว่าในห้วงลึกของจิตใจ จิติญญาแห่งคัมภีร์ที่คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ได้แต่ตะลึงงัน แทบจะส่งเสียงร้องออกมาเมื่อเห็นว่านางสามารถดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างได้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
และยิ่งใยิ่งกว่าเมื่อเห็นว่าพลังปราณโดยรอบถูกดูดกลืนเข้าร่างนางราวกับสายน้ำหลาก กระทั่งใต้หล้าสะท้านะเืเลื่อนลั่น
เสียง ‘ฮึ่ม’ แ่เบาดังขึ้น เนื่องจากจิติญญาแห่งคัมภีร์เบิกตากว้างด้วยความใ นี่มันระดับหลอมปราณขั้นหนึ่ง ที่แม้แต่อัจฉริยะผู้มีรากิญญาเดี่ยวก็ยังต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน แต่นางกลับทำได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสียง ‘ฮึ่ม’ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พลังปราณโดยรอบพลันแปรปรวนเหมือนถูกดูดกลืนจนเกลี้ยง เกิดคลื่นกระเพื่อมเล็กน้อยจนไปรบกวนผู้คน
ฮวาเฮ่าเย่ว์ที่กำลังนวดขาอยู่ถึงกับสะดุ้ง เขารู้สึกได้ถึงการสั่นะเืของพลังปราณโดยรอบ และทั้งหมดนั่นล้วนมุ่งหน้าไปยังเรือนของน้องสาวตน ก่อนจะรู้สึกถึงพลังะเืเลื่อนลั่นอีกครั้ง
ระดับหลอมปราณขั้นสอง?!
ยังไม่ทันประหลาดใจ เสียงโวยวายก็ลอยมาจากนอกเรือน
“น้องสาวอิ่น! ฮวาชิงเหยียนเกินไปแล้ว! ไม่เพียงทำให้เย่ว์โหรวเกือบเสียชื่อเสียง ยังทำให้จื่อไป๋ของข้าจนบัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสติ ท่านต้องช่วยข้าเรียกร้องความยุติธรรม!”
เสียงสตรีวัยกลางคนผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยความโกรธ ฮวาเฮ่าเย่ว์เงยหน้ามองทางประตู พลันเห็นกลุ่มคนราวห้าหกคนเดินกรูกันเข้ามา ผู้ที่นำหน้านั้นคืออิ่นซื่อกับอิ่นฮูหยิน ส่วนสาวใช้กับหญิงรับใช้ที่ตามมาด้วยแต่ละนางล้วนสีหน้าเหี้ยมเกรียม ดูก็รู้ว่ามาร้ายอย่างแน่นอน
ฮวาเฮ่าเย่ว์คุ้นเคยกับเหตุการณ์เช่นนี้ดี เพราะพวกฮวาชิงมู่เคยพาคนมาหาเื่แบบนี้หลายครั้ง เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ท่านอาสะใภ้รองมาเยือนถึงที่นี่ มีธุระอันใดหรือขอรับ”
อิ่นซื่อกับอิ่นฮูหยินแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา เครื่องประดับล้วนเป็เครื่องเวทชั้นสูง อิ่นซื่อเอ่ยเสียงนุ่มแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ “เรียกฮวาชิงเหยียนออกมา นางทำให้บุตรชายตระกูลอิ่นาเ็สาหัสจนหมดสติ นางต้องไปขอขมาด้วยตนเอง”
อิ่นฮูหยินรีบกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงคั่งแค้น “แค่ขอขมาไม่พอ นางทำให้บุตรชายข้าสลบจนบัดนี้ยังไม่ตื่น นักหลอมโอสถหวังบอกว่าจำเป็ต้องใช้โอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ด ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันฟื้น! นางต้องชดใช้ทั้งคำขอขมาและโอสถเม็ดนั้น!”
ใบหน้าฮวาเฮ่าเย่ว์พลันมืดมนลงทันใด เขากล่าวเสียงเย็น “กล่าวจาบจ้วงเกินไปแล้ว! น้องสาวข้าไม่มีแม้แต่พลังฝึกตน อิ่นจื่อไป๋มีพลังระดับห้า ท่านอาสะใภ้รองกับอิ่นฮูหยินคิดว่าบ้านหลักนี้รังแกได้ง่ายนักหรืออย่างไร!”
เสียงหัวเราะเบาๆ พลันดังขึ้น
ก็เพราะรังแกง่ายน่ะสิ...
เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้พากันหัวเราะพลางยกมือปิดปาก
อิ่นซื่อเหลือบมองฮวาเฮ่าเย่ว์ด้วยแววตาดูแคลน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ฮวาชิงเหยียนทำร้ายบุตรชายตระกูลอิ่น มีผู้คนเป็พยานจะกล่าวปฏิเสธอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ นอกจากนี้นางยังใช้เล่ห์กลทำให้เย่ว์โหรวต้องมัวหมอง ข้าเห็นแก่นางเป็หลานสาวถึงไม่ได้ถือโทษ แต่ตอนนี้นางถึงขั้นทำร้ายจื่อไป๋ ข้าจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ เ้าหลีกทางแล้วไปเรียกฮวาชิงเหยียนออกมา!”
ฮวาเฮ่าเย่ว์เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “เป็ไปไม่ได้!” พลางขยับมาขวางหน้าประตูเรือนของน้องสาว
อิ่นซื่อแค่นเสียงเ็าก่อนสั่งการ “พวกเ้าไปลากฮวาชิงเหยียนออกมา!”
เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้รีบกรูเข้ามา ใครบางคนผลักรถเข็นของฮวาเฮ่าเย่ว์อย่างแรงจนพลิกคว่ำ
ฮวาเฮ่าเย่ว์ร่วงลงพื้นอย่างแรง ถึงแขนขาจะถูกเหยียบซ้ำหลายคราท่ามกลางความชุลมุนนั้น แต่เขาก็ยังคงะโลั่น “พวกเ้ารังแกกันเกินไปแล้ว! น้องสาวข้าไม่ได้ทำร้ายใคร พวกเ้าไม่มีสิทธิ์จับตัวนาง!”
ยังไม่ทันได้ยันตัวลุกขึ้น ขาของเขาก็ถูกหญิงรับใช้คนหนึ่งเหยียบอย่างแรง
เมื่อฮวาเฮ่าเย่ว์เงยหน้าก็เห็นหญิงรับใช้ร่างท้วมผู้มีสีหน้าเ้าเล่ห์กำลังใช้ปลายเท้าบดขาของเขาอย่างจงใจ
กึก!
“อ้าก! ขา...ขาข้า!”
แม้จะเจ็บจนแทบบ้า แต่ฮวาเฮ่าเย่ว์กลับกัดฟันไม่ส่งเสียง ทว่าทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าแรงกดนั้นหายวับไป ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงรับใช้
เขาหันไปมองก็เห็นฮวาชิงเหยียนยืนอยู่หน้าประตูเรือน ดวงหน้าหม่นหมองราวกับมีเพลิงแค้นกำลังสุมอยู่ในอก นางจับแขนของสาวใช้คนหนึ่งแล้วเตะเข้าที่หัวเข่าอย่างแม่นยำ
กึก!
เสียงกระดูกหักดังสนั่น
“อ้ากกกก! ขา...ขาข้าาา!”
เสียงกรีดร้องของหญิงรับใช้ที่จงใจเหยียบขาฮวาเฮ่าเย่ว์เมื่อครู่ดังลั่น
ยังไม่ทันที่ฮวาเฮ่าเย่ว์จะตั้งสติได้ เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้อีกสี่ห้าคนก็ถูกฮวาชิงเหยียนตอบโต้กลับอย่างเฉียบขาด พวกนางโดนหักทั้งแขนและขาก่อนจะถูกถีบกระเด็นไปไกลหลายจั้ง [1]
ไม่ถึงสิบลมหายใจ ร่างของคนพวกนั้นก็เกลื่อนพื้น พลางส่งเสียงคร่ำครวญด้วยความเ็ป
แม้ใบหน้าฮวาชิงเหยียนยังฉายชัดด้วยความเคียดแค้น แต่ท่าทีที่นางใช้ประคองฮวาเฮ่าเย่ว์ลุกขึ้นกลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน นางค่อยๆ ปัดฝุ่นที่เปื้อนตามเสื้อผ้าออกให้อย่างตั้งใจ
เสียงโอดครวญของเหล่าบ่าวรับใช้ปลุกให้อิ่นซื่อกับอิ่นฮูหยินตื่นจากความตะลึง พอพวกนางเห็นสภาพบริวาร ใบหน้าพลันเปลี่ยนสี
อิ่นซื่อตวาดลั่นด้วยความโกรธ “ฮวาชิงเหยียน เ้ากล้าทำร้ายคนของข้าหรือ!”
อิ่นฮูหยินก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ “ฮวาชิงเหยียน เ้าทำร้ายลูกข้า วันนี้ข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไปเด็ดขาด!”
แววตาของฮวาชิงเหยียนพลันเย็นะเื นางเหลือบมองมือทั้งสองข้างของฮวาเฮ่าเย่ว์ที่บวมช้ำ รังสีอาฆาตแล่นวาบผ่านั์ตา นางจ้องอิ่นซื่อเขม็งแล้วกล่าวเสียงกร้าว “กล้าทำร้ายพี่ข้า เช่นนั้นวันนี้พวกเ้าก็อย่าได้คิดว่าจะก้าวออกจากเรือนนี้ไปง่ายๆ!”
ฮวาชิงเหยียนยกมือหมายจะลงมืออีกครั้ง แต่พลันมีเสียงหนึ่งดังแ่เบา
“เหยียนเอ๋อร์ อย่าทำเลย...”
ฮวาชิงเหยียนรีบหันกลับไปมอง เห็นซูซื่อกำลังยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางอ่อนแรง นางซึ่งล้มหมอนนอนเสื่อมานานหลายปี กลับสามารถลุกขึ้นยืนได้ในวันนี้ด้วยฤทธิ์โอสถที่ฮวาชิงเหยียนปรุงให้
“ท่านแม่! อาการดีขึ้นแล้วหรือ!” ฮวาเฮ่าเย่ว์ไม่สนอาการาเ็ รีบบังคับรถเข็นเข้าไปหา
ทว่าในสายตาของฮวาชิงเหยียน นางรู้ดีว่ามารดากำลังฝืน จึงรีบเก็บมือแล้วเข้าไปประคองซูซื่อให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กกลางลานเรือนด้วยความห่วงใย
“ท่านแม่ ท่านอาการยังไม่ดีนัก ไม่ควรลุกเดินนะเ้าคะ”
เมื่อเห็นซูซื่อลุกขึ้นได้อิ่นซื่อเองก็อึ้งตะลึงจนอุทานในใจ
เป็ไปไม่ได้! ไหนว่าไร้หนทางรักษา แล้วที่ผ่านมาหลายปีข้าไม่เคยเห็นนางเดินเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้กลับ...!
ความไม่สบายใจเริ่มก่อตัว นางฝืนยิ้มเอ่ยว่า “พี่สะใภ้อาการดีขึ้นแล้วหรือ ดีจริงๆ ชิงเหยียนก่อเื่ใหญ่เช่นนี้ ท่านควรตักเตือนนางบ้าง นางทำให้บุตรชายตระกูลอิ่นอาการสาหัสยังไม่ฟื้น ซ้ำยังทำร้ายบ่าวไพร่จนาเ็ ข้าคิดว่าท่านสมควรให้ความยุติธรรมแก่ตระกูลอิ่นด้วย”
ซูซื่อใบหน้าซีดเซียว แก้มตอบจนเห็นกระดูกแต่ดวงตายังฉายแววมั่นคง นางมองอิ่นซื่อด้วยแววตาแน่วแน่ น้ำเสียงอ่อนแรงแต่หนักแน่น “ข้าเชื่อว่าบุตรสาวข้าไม่มีวันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล”
“ซูอันเหอ เ้าพูดจาเลอะเทอะ! เมื่อวานมีคนเห็นว่าลูกสาวเ้าทำร้ายลูกข้า อย่าคิดบิดเบือนความจริง! ถ้าเ้ารู้จักเจียมตัวก็ให้นางมาคุกเข่าขอโทษ แล้วมอบโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ดมาเสียโดยดี ไม่อย่างนั้นอย่าโทษว่าตระกูลอิ่นไม่ปรานี!”
“หึ ข้าเป็เพียงคนไร้ค่า แต่ลูกชายกลับอาการสาหัสโดยที่ข้ายังไม่ทันได้ต้องแตะต้อง เช่นนั้นเรียกเขาว่าอย่างไรดีเล่า เมื่อวานข้าอธิบายชัดแล้ว จื่อไป๋กลายเป็เช่นนี้เพราะร่างกายอ่อนแอสะสม ทั้งมัวเมาในสุรา ทั้งใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินวัย ข้าบอกท่านตรงนี้ หากไม่ได้โอสถกระตุ้นพลังปราณระดับเจ็ดภายในหนึ่งเดือน เขาตายแน่”
“เ้า...!” อิ่นฮูหยินถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
นางพยายามจะเถียงแต่กลับไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเมื่อเช้านางให้คนไปสืบเื่เมื่อวานมา พบว่าฮวาชิงเหยียนพูดเื่อาการจื่อไป๋ได้ตรงกับที่นักหลอมโอสถหวังกล่าวทุกประการ นั่นทำให้นางอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า...หรือฮวาชิงเหยียนจะมีฝีมือจริงๆ?