ตอนที่ 7 เธอต้องเข้าโรงพยาบาล (1)
ตกเย็น หลินชิงอี้กลับมาจากที่ทำงาน และหลินเสวี่ยก็กลับมาจากโรงเรียน
มีเื่ราวใหญ่โตเกิดขึ้นภายในครอบครัว ทำให้ทุกคนต่างไม่มีอารมณ์อยากอาหาร มิหนำซ้ำที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ รสชาติอาหารฝีมือของอู๋ซิ่วเหลียนยังเข้าขั้นห่วยบรม ทุกจานหากไม่ใส่เกลือมากจนเค็มแทบไตพัง ก็ไหม้เกรียมไปเกือบครึ่งจาน
อู๋ซิ่วเหลียนรีบขอโทษขอโพย
“ขอโทษนะทุกคน ฉันไม่ได้เข้าครัวทำอาหารมาหลายปีแล้ว ฝีมือตกลงไปเยอะเลย ยังไงพี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยก็ยังเก่งที่สุด หวังว่าคุณแม่กับพี่ชิงอี้จะพอกินได้นะคะ?”
หลินจิงซูมองไม่ผิด ตระหนักเห็นแววตาแสนเ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย อู๋ซิ่วเหลียนจงใจทำอาหารให้ออกมาห่วยแตกเช่นนี้ คงมีแผนจะใช้กลอุบายสกปรกเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ ที่ผ่านมามีหลายต่อหลายครั้งที่ป้ารองชอบใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อผลักภาระต่างๆให้แม่ของเธอ
แม้แต่เื่เล็กๆน้อยๆแค่นี้ยังเหลี่ยมจัดไม่หยุด หลินจิงซูไม่มีทางปล่อยผู้หญิงคนนี้ไว้แน่นอน!
หลินชิงอี้ขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า
“ไม่เป็ไรหรอก กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เดี๋ยว่เวลาแบบนี้ก็ผ่านไปแล้วล่ะ แต่จะว่าไป ่นี้เสวี่ยเสวี่ยเองก็ใกล้จะถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ในฐานะคนเป็แม่ก็คงต้องกังวลแทนลูกเป็ธรรมดา อาเหม่ย เธอเองก็เชี่ยวชาญเื่งานบ้านมากกว่านี่ ทำไมไม่รู้จักหัดช่วยซะบ้าง? ควรมีน้ำใจมากกว่านี้หน่อยนะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังจะตอบโต้ แต่ทว่าหลินจิงซูกลับหยุดเธอเอาไว้ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปโดยไม่แยแสใดๆ
บรรยากาศบนโต๊ะอากาศเริ่มเข้าสู่ความเงียบสงัด ไอเย็นแผ่ซ่านชวนให้รู้สึกขนลุก
หลินชิงอี้นั่งรอคำตอบอยู่นานสองนาน แต่เมื่อพบว่าไม่มีใครพูดจาอะไรขึ้นมาเสียที จึงเริ่มย่นคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
ทันใดนั้นเอง จู่ๆหลินจิงซูก็พูดขึ้นหน้าตาเฉยว่า
“หนูได้ยินมาว่า ก่อนที่แม่หนูจะย้ายเข้ามาที่บ้าน ป้ารองเคยทำอาหารอร่อยจะตาย ที่ตอนนี้ฝีมือตกคงเพราะไม่ได้เข้าครัวนานมากแล้ว หลังจากนี้ก็หัดเข้าครัวบ่อยๆสิคะ จะได้ปรับปรุงรสชาติอาหารไม่ให้แย่แบบนี้”
“นี่แกพูดอะไรนะ?”
หลินชิงอี้ไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งจะได้ยินลูกสาวที่แสนเชื่องของตนพูดจาแย่ๆอะไรแบบนี้ออกมา มิหนำซ้ำยังกล้าพูดต่อหน้าสมาชิกทั้งหมดในครอบครัวโดยไม่อายปากด้วยหรือนี่?
ที่สำคัญที่สุด หลินชิงอี้ไม่เคยยอมให้ใครมาต่อปากต่อคำกับเขาผู้ซึ่งเป็เสาหลักของครอบครัว!
เสียงหวดตะเกียบฟาดลงกับโต๊ะดังปัง เขาตะคอกใส่หลินจิงซูทันที
“หลินจิงซู! ใครสั่งใครสอนให้แกพูดจาโสโครกไม่เห็นหัวผู้ใหญ่แบบนี้! ที่ไปเรียนหนังสือทุกๆวัน ความรู้มันไม่เข้าสมองของแกบ้างเลยใช่มั้ย?”
หลินจิงซูเด็กสาวอายุสิบหกปีในวันนั้น อาจจะต้องทนให้พ่อตัวเองกดขี่อย่างไม่เป็ธรรมได้ แต่ไม่ใช่กับป้าในวัยสี่สิบที่อยู่โรงงานอาหารกระป๋องแมว และเป็ผู้มีประสบการณ์ชีวิตมาอย่างเจนจัดเช่นเธอในวันนี้แน่!
“นี่พ่อเคยสนใจเื่อาการป่วยของแม่บ้างรึเปล่า?”
หลินจิงซูส่งสายตาเย็นะเืใส่พ่อตนเอง ไร้ซึ่งอาการถ่อมตัวหรือหยิ่งผยองใดๆ เสมือนกับว่าเธอกำลังมองลึกลงไปถึงจิติญญาในตัวของหลินชิงอี้
“นี่แก!!”
หลินชิงอี้ไม่รู้จะหักล้างคำถามนี้ของเธออย่างไร จึงได้แต่ะโขึ้นเสียงใส่แทน
ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการประชดประชันของหลินจิงซูขณะนี้ ทำให้หลินชิงอี้รู้สึกประหม่าระคนอับอายขายขี้หน้าเป็อย่างมาก
ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ ติงเสวี่ยเหม่ยก็ยังคงแสดงอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่หลินชิงอี้กลับไม่เคยปริปากเอ่ยถามถึงอาการป่วยของเธอเลยสักคำ ในสายตาของเขา สนใจเพียงแค่อู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยเท่านั้นจริงๆ
ตอนนี้ เธอเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็ภรรยากับลูกสาวแท้ๆของเขา
ติงเสวี่ยเหม่ยกระแอมไอเบาๆเพราะข้าวติดคออยู่มุมหนึ่งตามลำพัง แต่จู่ๆหลินจิงซูก็รีบหันไปประคองด้วยความเป็ห่วง และจงใจะโเสียงดังขึ้นว่า
“แม่! แม่เป็อะไรรึเปล่า? อาการเจ็บหน้าอกกำเริบอีกแล้วเหรอคะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยตะลึงงันอยู่ชั่วขณะ เห็นว่าหลินจิงซูแอบขยิบตาส่งให้ แม้จะไม่เข้าใจว่าลูกสาวกำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่เธอก็ยังคงให้ความร่วมมือเป็อย่างดี และรีบยกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมะเิเสียงไอหนักอย่างต่อเนื่อง
“พ่อเห็นมั้ยคะว่าแม่หนูป่วยหนักขนาดไหน? ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่มีทาง!” ทันทีที่ย่าอู๋ได้ยินว่าต้องไปโรงพยาบาล เธอเป็คนแรกที่ออกตัวไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่ ตราบใดที่เกี่ยวพันถึงเื่เงินๆทองๆ หัวเด็ดตีนขาดยังไงเธอก็ไม่ยอมอย่างแน่นอน
“เราเพิ่งถูกโจรปล้นเงินก้อนใหญ่ไป จะให้ควักเนื้อใช้จ่ายกับเื่โรงพยาบาลอีกรึ? ฉันยอมไม่ได้!”
หลินจิงซูอธิบายแจกแจงอย่างใจเย็นว่า
“คุณย่าพูดผิดแล้ว ต่อให้เงินก้อนนั้นไม่ได้ถูกปล้นไป มันก็ต้องถูกเปลี่ยนเป็สร้อยทองให้พี่เสวี่ยอยู่ดี และถึงจะเป็แบบนั้นจริงๆ คุณย่ากล้าพูดมั้ยว่า คุณย่าจะยอมส่งตัวแม่หนูไปรักษาที่โรงพยาบาล?”
หลินชิงอี้สวนขึ้นทันควันด้วยความไม่พอใจ
“หลินจิงซู! ทำไมถึงได้พูดจากับคุณย่าแบบนั้น?! สัมมาคาราวะของแกหายไปไหนหมด!!”
“พ่อคะ ที่หนูต้องพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะเป็ห่วงแม่รึไง? วันนี้แม่ถูกโจรชั่วทุบตีอยู่ในตรอก ถ้าไม่เชื่อ พ่อก็ลองไปถามพวกชาวบ้านดูได้ ทุกคนล้วนเห็นกันหมดและเป็พยานได้ แต่ถ้าไปถามแล้ว หนูก็ไม่รับประกันนะคะว่า ป้าผางกับคนอื่นๆจะซุบซิบนินทาอะไรอีก บางทีอาจจะเป็เื่ดีหรือไม่ก็เป็เื่เสียหาย ถ้าข่าวซุบซิบเสียหายหลุดไปถึงที่ทำงานของพ่อล่ะก็…”
หลินชิงอี้หน้าเปลี่ยนถอดสีทันที ท้ายที่สุดแล้วเื่ที่เกิดขึ้นก็จะกระทบถึงหน้าที่การงานของเขาเช่นกัน
“ในเมื่ออาเหม่ยป่วยหนัก ถ้าอย่างนั้นก็ไปโรงพยาบาลตรวจดูสักเที่ยว!”