บทนำ
หวืด วิ๊ง วิ๊ง
เสียงหวืดหวือดังขึ้นพร้อมกับกระแสแรงลมที่พัดหมุนวนพาให้ข้าวของลอยตัวกระจัดกระจาย หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็พบกับม่านสีฟ้าระยิบระยับตั้งเด่นอยู่กลางห้องพัก ที่มองดูแล้วนั้นนั่นเปรียบเหมือนดังประตูมิติที่เห็นบ่อยๆในหนังแฟนตาซีหรือเว็บคอมมิค
แต่ว่าตอนนี้ ร่างกายของฉันกำลังเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กับเ้าสิ่งที่ดูเหมือนประตูมิตินั่นหรือจะเรียกให้ถูกก็คือ ร่างของฉันกำลังโดนดูดเข้าไปเสียซะมากกว่า
“อ๊ากกก อึก”
ไม่ได้การ ฉันต้องหาที่ยึดเอาไว้ แต่ว่า..มันกลับดันไม่มีที่ให้ยึดเกาะเนี่ยสิฉันหันกลับไปจ้องมองเ้าม่านมิติตรงหน้าอีกครั้ง ‘ไม่นะ ไม่นะ เดี๋ยว...!!’
‘อึก’ เสียงกลืนน้ำลายหนืดดังขึ้นผ่านโสตประสาทการรับรู้ของฉันดวงตาจ้องมองไปยังผู้ที่นั่งนิ่งอยู่เหนือบัลลังก์และเอนหันไปไล่สายตาสบมองกับเหล่าผู้ที่มีตำแหน่งเป็ถึงกษัตริย์อีกหกพระองค์รวมถึงเหล่าขุนนางที่ต่างยืนนิ่งและพากันทอดมองสายตาของตนมาที่ฉันจนเป็จุดเดียว ‘แล้วทำไมฉันต้องมายืนโง่ๆอยู่ตรงนี้ด้วยนะให้ตายสิ’
แต่พอเมื่อฉันงุดใบหน้าลงเพราะไม่อยากสบสายตาคมปลาบที่ต่างพากันจับจ้องมาที่ด้านหน้า ชายหนุ่มที่ฉันได้รู้จักมาก่อนหน้านั้นแล้วกำลังค้อมตัวคำนับต่อผู้ที่นั่งนิ่งเฉิดฉายอำนาจบารมีของตนอยู่บนเหนือแท่นบัลลังก์
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เรียกให้เหล่าสายตาทุกคู่ที่จับจ้องไปยังหญิงสาวเรือนผมสีแดงสดต้องผละละสายตาของตนหันกลับไปสบเข้ากับผู้ที่กำลังค้อมตัว“อย่างที่พระองค์ทรงได้ทอดพระเนตรและเห็นถึงความสามารถของนางในการฟื้นฟูต้นไม้แห่งชีวิต”เงยใบหน้าของตนกลับขึ้นสบกับพระเนตรของผู้มีตำแหน่งเป็ถึงองค์จักรพรรดิเบื้องหน้าอีกครั้ง“ซึ่งเป็ที่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ว่านางคือเทพีพฤกษาตามในตำนานของแรปฮิว”
‘ห๊ะ!!...นี่พูดอะไรออกไปเนี่ย’ให้ตายเถอะ ฉันอยากจะเดินเข้าไปกระชากคอเ้าหมอนี่แล้วะโถามออกไปเสียจริง ‘อะ...อะไรนะ เทพีพฤกษาอะไรนะ ฉันเนี่ยนะ’
“แล้วอีกอย่าง ยังมีสิ่งที่พระองค์ยังทรงไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”เสียงทุ้มจากบุคคลตรงหน้าเรียกให้หญิงสาวเรือนผมสีแดงสดต้องได้สติและเบือนหันกลับเข้าไปสบอีกครั้ง
เมื่อชายหนุ่มตรงหน้านั่นเบือนศีรษะของตนกลับมาก่อนจะเยื้องย่างพาตนตรงมายังหญิงสาวที่ยืนแน่นิ่งห่างออกไปด้านหลังไม่ไกล
ก่อนจะได้เริ่มเอื้อมคว้าฝ่ามือใหญ่จับหมับเข้ากับมือเรียวเล็กข้างซ้ายของหญิงสาวที่ตอนนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าห่างจากกายตนเพียงสองฝ่ามือ ยกมือเรียวเล็กนั้นขึ้นเบือนหันกลับไปหาผู้เป็องค์จักรพรรดิอีกครั้งและในจังหวะที่ผู้คนทั้งหมดรวมถึงหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีแดงสดที่ยืนแน่นิ่งอยู่ข้างกายกำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น
“ใน่เวลาระหว่างที่กระหม่อมได้หายไป”เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหมุนฝ่ามือเรียวที่ถูกหยิบยกขึ้นนั่น เอนหันให้หลายสายตาที่จับจ้องได้สังเกตและเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ยืนเด่นอยู่เบื้องหน้ากำลังว่ากล่าวสิ่งใด“กระหม่อมและนางได้ตกหลุมรักกันรวมถึงได้แต่งงานและตกลงจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
‘เฮือก ห๊ะ!!...เ้านี่มันพูดบ้าอะไรออกไปอีกแล้วล่ะเนี่ย’
เสียงฮือฮา อื้ออึงดังขึ้นในทันทีหลายคนเริ่มเอนหันเข้าไปกระซิบกระซาบกันพร้อมกับเริ่มเบือนสายตากลับมาสบเข้ากับสองบุคคลที่ยืนเด่นสง่าอยู่เบื้องหน้าแท่นบัลลังก์
“เพราะฉะนั้น...”เสียงทุ้มดังขึ้นเรียกให้เสียงกระซิบกระซาบทั้งหมดต้องหยุดลง“ทรงรักษาสัญญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ ว่าผู้ใดที่หาเทพีพฤกษาพบจะได้ขึ้นเป็องค์จักรพรรดิองค์ต่อไป”
“อืม...” องค์จักรพรรดิครางต่ำในลำคอขณะหรี่ตาจ้องมองไปยังบุคคลเบื้องหน้าอย่างพินิจพิจารณาก่อนจะเบิกเปลือกตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งวัยของตนกลับไปเป็ดังเดิมพร้อมกับแย้มรอยสรวลขึ้นอย่างชอบใจ “แน่นอน ข้ารักษาสัญญาที่ว่าไว้เสนอ ดังนั้นอะ..แฮ่ม” เหลือบสายตาขึ้นสบกับเหล่าผู้คนที่ต่างยืนเงียบและเป็สักขีพยาน“ขอประกาศ ว่าั้แ่บัดนี้ต่อไป ฮาลน์ ซัลเคย์เทล์ ไมลีย์คือว่าที่องค์จักรพรรดิองค์ถัดไปแห่งพาเวโรเนียร์”
และเมื่อครั้นสิ้นเสียงประกาศจากผู้เป็จักรพรรดิฮาลน์ ซัลเคย์เทล์ ไมลีย์ผู้ที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับหญิงสาวเรือนผมสีแดงสดก็ค้อมตัวลงคุกเข่าคำนับคำบัญชา
ก่อนจะผลันเหลือบเบือนสายตาคมปลาบไปยังบุคคลหนึ่งที่ยืนนิ่งเยื้องห่างออกไปไม่ไกลทอดมองสีหน้าเคืองขุ่นกรุ่นโกรธที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนก่อนจะลอบกระตุกยิ้มเยาะคนผู้นั้นอย่างนึกสะใจ
‘ฮึ เ้าแพ้แล้ว เจโรเซย์ จาค็อบ ฟิช’