ตอนที่ 9 การแต่งงานกับอนาคต
เซิ่งอันหนิงเก็บงำความคิดที่จะ้ายื่นหมูยื่นแมวเอาไว้ และต้มเกี๊ยวด้วยรอยยิ้ม
โจวสือซวินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และถอดเสื้อกันหนาวออกอย่างเงียบ ๆ หลังจากนั้นจึงไปล้างมือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเซิ่งอันหนิงที่สวมเสื้อไหมพรมสีเขียว และกางเกงสีน้ำตาล ผมเปียทั้งสองเส้นถูกมัดเข้าด้วยกัน ดูราวกับเป็ต้นหยางที่ยืนอยู่ข้างหม้อ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการพลิกเกี๊ยวในหม้อ
แต่เขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซิ่งอันหนิงจึงเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้?
หรือความเป็จริงแล้วหล่อนอาจจะมีจุดประสงค์อื่น?
เซิ่งอันหนิงต้มเกี๊ยวเสร็จ จึงทุบกระเทียมและเทน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย ตามด้วยการทำน้ำจิ้มอย่างง่าย ๆ
เกี๊ยวร้อน ๆ สองจานวางอยู่บนโต๊ะ ในห้องเต็มไปด้วยควันลอยตลบอบอวล และตามมาด้วยไอร้อน ๆ ของอาหาร นับเป็บรรยากาศที่แสนอบอุ่นเลยทีเดียว
เซิ่งอันหนิงเทน้ำจิ้มลงไปในชามของโจวสือซวิน “ฉันเห็นว่าในบ้านไม่มีพริกป่น เลยทำน้ำจิ้มเกี๊ยวนี่ขึ้นมา รสชาติดีเหมือนกัน คุณรีบกินสิ เมื่อตอนเที่ยงฉันกินข้าวเยอะมาก ตอนนี้เลยยังไม่ค่อยหิวน่ะ”
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงโดยไม่ได้เอ่ยอะไร และก้มหน้าก้มตากินเกี๊ยว
เซิ่งอันหนิงในตอนที่ทำงานนั้นเคร่งขรึมเป็อย่างมาก แต่เวลาอยู่ที่บ้านเธอจะช่างพูดจา เธอเองเป็คนชอบพูดมาก ๆ และจะรู้สึกอึดอัดหากบรรยากาศเงียบงันขึ้นมา
เธอจึงหาข้ออ้างสนทนากับโจวสือซวิน “สองวันมานี้ฉันคิด ๆ ดูแล้วว่าจะลองหางานทำ ถึงอย่างไรที่บ้านก็มีคุณทำงานอยู่คนเดียว เลยรู้สึกกดดันไม่น้อยน่ะค่ะ”
ด้วยกลัวว่าโจวสือซวินจะเคลือบแคลงสงสัย เธอจึงรีบอธิบายขึ้นมา “ฉันจะหาวิธีด้วยตัวเองน่ะค่ะ หากว่าคุณสมบัติของฉันเพียงพอ ฉันก็อยากจะเรียนวัฒนธรรมเพิ่มเติมเล็กน้อย”
เธอจำได้ว่าในปีนี้นั้นเริ่มใช้นโยบายสอบเข้ามหาวิทยาลัย และยังจำได้อีกว่าการสอบนั้นจะเริ่ม่สิ้นปี
ติดที่ว่านโยบายนี้เริ่มใช้เมื่อใด และตอนนี้เริ่มบังคับใช้แล้วหรือยังเท่านั้นเอง
โจวสือซวินได้ยินแล้วตีความไปว่าเซิ่งอันหนิงนั้นมาได้เดี๋ยวเดียวก็อยากกลับเข้าตัวจังหวัดแล้ว เขาคิดที่จะหาคำตอบกลับไป ชายหนุ่มเงียบไปสักพัก และเอ่ยตอบ “จะเข้าเมืองไม่กี่วันทำไม ถ้าอยากอยู่ในเมือง ก็อยู่ที่นั่นเสียสิ”
เซิ่งอันหนิงดีใจขึ้นมาเล็กน้อย “ฉันอยู่ในเมืองได้ด้วยหรือคะ?”
โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงที่ไม่สามารถปิดบังความปีติยินดีเอาไว้ได้ ดวงตาของเธอเป็ประกายขึ้นมาทันที ซึ่งทำให้ใบหน้าเล็กอันงดงามดูน่าสนใจขึ้นมา เขาพยักหน้ารับ “อื้ม อยู่ได้สิ”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้คิดสิ่งอื่นเลย เธอรู้สึกว่าได้เอ่ยเื่ทั้งหมดจนครบจบกระบวนความแล้ว และโจวสือซวินก็เห็นว่าเธอพูดได้ดี หญิงสาวจึงเอ่ยความในใจออกมา “ถ้าเกิดว่า… พวกเราหย่ากัน มันจะส่งผลกระทบต่องานของคุณมากขนาดไหนคะ?”
โจวสือซวินคาดไม่ถึงว่าจู่ ๆ เซิ่งอันหนิงจะพูดเื่หย่าขึ้นมา มือที่ถือตะเกียบของเขาชะงักลง หลังจากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมามองเซิ่งอันหนิง แววตาดูลึกซึ้งจนไม่สามารถอ่านความคิดในนั้นออก
ผ่านไปสักครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้น “ไม่เป็ไร ในเมื่อคุณคิดดีแล้ว มาบอกผมก็ดีแล้ว”
พูดเสร็จเขาก็ก้มหน้าลงไปกินเกี๊ยวต่ออย่างเงียบ ๆ
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงได้รู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น จึงคิดว่าตัวเองอาจจะป่วยเสียแล้ว!
โจวสือซวินกินอาหารเสร็จก็ยังคงเงียบเช่นเดิม ชายหนุ่มนำเนื้อลงไปเก็บไว้ในโถเกลือ ก่อนจะกลับมาเก็บกวาดจานชาม ตะเกียบ และโต๊ะ ราวกับคำพูดเมื่อสักครู่ของเซิ่งอันหนิงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชายหนุ่มเลย
ในขณะที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงคนเรียกดังมาจากประตู “โจวสือซวิน นายออกมาหน่อย”
โจวสือซวินวางผ้าขี้ริ้วลง ชายหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อกันหนาว และออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เซิ่งอันหนิงไม่ค่อยได้เห็นสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมของโจวสือซวิน ชายหนุ่มค่อย ๆ ก้มมองผ่านรอยแตกบริเวณประตู บริเวณกลางลานบ้านมีชายหนึ่งคนยืนอยู่ ส่วนอีกสองคนสนทนากันเล็กน้อยก่อนเดินออกไปข้างนอก
……
จงจื้อกั๋วก้าวออกมาไม่กี่ก้าว เหลือบมองโจวสือซวินที่อยู่ข้าง ๆ เขาหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าและยื่นออกไป “สักมวนไหม?”
โจวสือซวินรับบุหรี่มา และเข้าไปจุดบุหรี่ด้วยไม้ขีดของจงจื้อกั๋ว
เนื่องจากเงื่อนไขของงาน ทำให้เมื่อก่อนชายหนุ่มสูบบุหรี่น้อยมาก หลังจากย้ายมาที่นี่ก็ไม่ได้ติดบุหรี่อีก นอกเสียจากเวลาที่เขานั้นเจอกับปัญหา เขาจึงจะสูบสักหนึ่งมวน
ครั้งก่อนที่สูบบุหรี่ ก็เพราะตัดสินใจแต่งงานกับเซิ่งอันหนิง
จงจื้อกั๋วอัดควันบุหรี่เข้าไป หลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “นายจัดการความสัมพันธ์กับอันหนิงดีแล้วหรือยัง? นายเองก็รู้ว่าการเลื่อนขั้นครั้งนี้สำคัญมาก นายไปพูดกับอันหนิงดี ๆ เลย เป็สามีภรรยากันจะขัดแย้งอะไรกันนักหนา? วัน ๆ เอาแต่ทะเลาะกันแบบนี้ จะต้องมีคนเอาไปเขียนเป็บทความแน่นอน”
โจวสือซวินไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงสูบบุหรี่อย่างเงียบ ๆ และค่อย ๆ พ่นควันออกมา
จงจื้อกั๋วไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโจวสือซวินกำลังคิดอะไรอยู่ “โอกาสนี้มันไม่ใช่จะได้มาง่าย ๆ นะ กว่าที่จะได้เลื่อนขั้นและได้เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง ตอนนี้เงื่อนไขทั้งหมดของนายถือว่าดีมาก ๆ แล้ว สิ่งเดียวนั่นก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยังแย่อยู่ วัน ๆ เอาแต่ทะเลาะกันในบ้านก็คงไม่ดีแน่”
ต่อให้จะสมบูรณ์แบบสักแค่ไหน ก็มักจะมีคนเอาขวากหนามมาให้เสมอ
โจวสือซวินสูบบุหรี่เสร็จไปหนึ่งมวน และดีดก้นบุหรี่ทิ้งลงบนพื้น จากนั้นจึงกล่าวเสียงเรียบ “ไปหาคนอื่นเถอะ พวกเราจะหย่ากันแล้ว”
“พูดบ้าอะไร!”
จงจื้อกั๋วโมโหขึ้นมาในทันที “หย่า? ไม่ใช่ว่านายอยากจะกลับบ้านหรอกเหรอ? โจวสือซวิน นายลองคิดดู กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องเสียแรงไปมากมายเท่าไหร่ ทำไมถึงหย่าล่ะ? อันหนิงเป็คนเสนอใช่หรือไม่? ฉันจะไปคุยกับหล่อนให้”
“ไม่ใช่หล่อนแต่เป็ฉัน ฉันเป็คนเสนอว่าจะหย่าเอง หล่อนไม่ควรจะมาลำบากกับฉัน”
จงจื้อกั๋วรู้สึกขัดใจเป็อย่างมาก “นายบ้าไปแล้วเหรอ! คิดว่าการแต่งงานนั้นเป็เื่เด็กเล่นหรือไง! นายก็รู้นี่ว่าถ้าเกิดหย่ากันขึ้นมา มันก็จะเป็ตราบาปติดตัวนาย ซึ่งนั่นเป็ปัญหาใหญ่มาก! ถ้ากลัวว่าหล่อนจะมาลำบากกับนายแล้ว นายจะยื่นคำขอแต่งงานกับหล่อนไปทำไมั้แ่แรก?”
เมื่อพบว่าโจวสือซวินยืนเป็ท่อนไม้อยู่ตรงหน้า เขาก็อยากจะะโถีบขาคู่ใส่อีกฝ่ายเพื่อระบายโทสะในใจเหลือเกิน
จงจื้อกั๋วที่มองดูโจวสือซวินเติบโต จะทนมองดูเขาทำลายชีวิตตัวเองได้เช่นไร?
ชายหนุ่มหันรีหันขวางอยู่หลายรอบแล้วกลับมายืนอยู่ข้างหน้าโจวสือซวิน จากนั้นก็จ้องเขม็ง “นาย… ไม่เคยหลับนอนร่วมกันหรือ? ปิดไฟแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือยังไง? จะว่าไปแล้ว ผู้หญิงงอนแต่นายไม่ได้ง้อหรือยังไง?”
เมื่อคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าโจวสือซวินคงไม่สามารถง้อผู้ใดได้ “นายน่ะทึ่มทื่อราวกับท่อนไม้ ผู้หญิงที่ไหนจะมาชอบ? ผู้หญิงเขาชอบฟังอะไรที่มันน่าฟัง เซิ่งอันหนิงอายุน้อยกว่านายมาก แถมยังเป็ผู้หญิงในเมือง หล่อนจะหยิ่งก็เป็เื่ปกติ จะว่าไปแล้วหลานสาวของผู้ตรวจการคนเก่าคนนั้นน่ะไม่มีเหตุผลหนักกว่าเสียอีก”
การกระทำทั้งหมดของเซิ่งอันหนิง จงจื้อกั๋วเองก็ได้ยินมาไม่น้อย แต่ก็รู้สึกว่าหล่อนมีความหยิ่งผยองแค่บางเวลา และนี่ก็คือผลของการที่โจวสือซวินง้อหญิงสาวไม่ได้
โจวสือซวินยังคงไม่เอ่ยอะไรออกมาเช่นเคย ราวกับเป็ต้นสนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าจงจื้อกั๋ว
จงจื้อกั๋วไม่ได้โมโหมากแล้ว จึงเตะเข้าไปที่น่องของโจวสือซวิน “ไป รีบไปซะ! ถ้านายกล้าส่งรายงานการหย่ามาให้ฉัน วันต่อไปก็ไสหัวไปและอย่ามาให้เห็นหน้าอีก!”
ในตอนที่โจวสือซวินกลับมานั้น เซิ่งอันหนิงก็ได้ยกน้ำร้อนเข้าไปอาบแล้ว
ชายหนุ่มยังได้ยินเสียงฮัมเพลงเบา ๆ ของเซิ่งอันหนิง ซึ่งเพลงทำนองนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับรู้สึกว่าไพเราะเป็อย่างมาก
……
พอถึงกลางดึกก็เกิดเสียงฟ้าผ่าลงกลางหลังคา ราวกับว่ามันจะแยกบ้านออกเป็สองส่วน
เซิ่งอันหนิงใตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่า เธอใจนต้องลุกขึ้นนั่ง และฟังเสียงฝนที่ตกอยู่ข้างนอก
และยังมีหยดน้ำหยดลงบนใบหน้า
เซิ่งอันหนิงคิดว่ามันเป็ภาพหลอน และเมื่อเม็ดฝนตกลงมา เธอก็นึกขึ้นได้ในภายหลังว่าบ้านกำลังรั่ว!
เธอจึงรีบดึงสวิตช์หลอดไฟภายในความมืด แต่ไฟกลับดับ!
ข้างนอกฝนตก ส่วนในห้องก็มีเสียงน้ำหยดดังเป็ระยะ
เซิ่งอันหนิงจึงะโออกมา “โจวสือซวิน!”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
ท่าทางการหย่าร้างในสมัยนั้นน่าจะเป็เื่ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานอยู่พอสมควรนะคะ คนรอบตัวถึงเอาแต่เกลี้ยกล่อมไม่ให้หย่า
บ้านรั่วแล้ว จะซ่อมยังไงนี่
ไหหม่า(海馬)