บทที่ 3
เตรียมงานประลอง
“หา! พลังฌานสัมบูรณ์!!!”
เสียงะโด้วยความใของผู้คนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ทุกคนต่างหันมามองปราณเป็จุดเดียว
ศักดิ์ชัยมองหน้าผู้อยู่เบื้องล่างแล้วอธิบายเพิ่มเติม“พลังฌานสัมบูรณ์ ว่ากันว่าเป็พลังฌานในตำนาน ตลอดระยะเวลา 100 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีมีใครเคยเห็นบุคคลที่มีพลังฌานสัมบูรณ์มาก่อนผู้ที่มีพลังฌานสัมบูรณ์คนก่อน มีอายุเพียง 10 ขวบและได้สร้างปาฏิหาริย์บนอาณาจักรไชยคราม สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ (พลังฌานยุทธ์ขั้น91-99) ด้วยอายุเพียง 54 ปี เท่านั้น”
ศักดิ์ชัย ซับเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าแล้วพูดต่อ“ข้าขอแสดงความยินดีด้วยปีนี้หมู่บ้านพยัคฆ์คำรามได้ตัวแทนเข้าศึกษาพลังฌานยุทธ์ที่โรงเรียนมหรรณพาลัยแล้ว...เออ...เ้าหนูเ้าชื่ออะไร? ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเ้าเลย”
“ข้าชื่อปราณ โอฬารปฐี อายุ 6 ขวบพ่อของข้านายช่างปรมาจารย์ยุทธ์บุญ สำนักนภาเวหาหาว แม่ของข้าอาจารย์ยุทธ์วรรณ สำนักคณิตสัจพจน์”
“หา! พะพะพ่อของเ้าคือนายช่างปรมาจารย์ยุทธ์บุญส่วนแม่ของเ้าคือ อะ...อะ...อาจารย์ยุทธ์วรรณหรือเนี่ย?”
ปราณพยักหน้ายิ่งทำเอาครุยุทธ์หนุ่มเหงื่อผุดอีกรอบ ท่ามกลางความมึนงงของคนในหมู่บ้าน ชื่อของชายหญิงสองคนนี้อาจจะธรรมดาสำหรับสามัญชนทั่วไปแต่สำหรับแวดวงนักฌานยุทธ์แล้ว ล้วนรู้จักนายช่างปรมาจารย์ยุทธ์บุญและอาจารย์ยุทธ์วรรณเป็อย่างดีเพราะทั้งคู่เป็ผู้สอนพลังฌานสมาธิเบื้องต้นในด้านการบินและการคำนวณซึ่งเป็เื่พื้นฐานที่นักฌานยุทธ์ทั้งหลายต้องเรียนรู้
ศักดิ์ชัยถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยเสียงเบาลง “ที่แท้เป็นายน้อยสกุลโอฬารปฐีนี่เองไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเ้าถึงมีพลังฌานสัมบูรณ์”
ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ยังไม่เข้าใจกับท่าทีของครุยุทธ์ศักดิ์ชัยที่นอบน้อมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องพูดออกมา...
“เออ...คือ” ครุยุทธ์บัว์อึกอักไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ และเป็จังหวะเดียวกับที่ปราณกระตุกแขนเสื้อครุยุทธ์บัว์แล้วส่ายศีรษะเหมือนห้ามไม่ให้บอกว่าเขาเป็ใคร ศักดิ์ชัยอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแล้วหันมองทุกคน
“ตอนนี้ หมู่บ้านพยัคฆ์คำรามมีตัวแทนไปเรียนต่อคือ ปราณ โอฬารปฐี”
เสียงปรบมือยินดีกับเด็กน้อย ทุกคนก็เห็นด้วยตาแล้วว่าปราณคือเด็กที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอาจจะพูดได้ว่าคุณสมบัติเกินมาตฐานน่าจะถูกต้องยิ่งกว่า ปราณเหมาะสมที่จะได้ทุนพยัคฆ์คำรามจำนวน 5,000 เหรียญทอง ไปศึกษาต่อซึ่งนี่คือหน้าตาของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งเขาจะต้องสร้างเสียงชื่อให้หมู่บ้านเป็ที่รู้จัก
“ท่านอย่าบอกเื่นี้กับใครนะครับท่านพ่อและท่านแม่ ไม่อยากให้รู้ตัวตนของข้า”
“ก็ได้ๆ ข้าจะยังไม่บอกใคร มีเวลาเตรียมตัวเดินทางอีก1 เดือน หน้าที่ของข้าหมดแล้วคงต้องเดินทางไปเปิดผนึกฌานยุทธ์ที่หมู่บ้านต่อไปดูแลตัวเองให้ดีที่โรงเรียนมหรรณพาลัย ไม่เหมือนกับที่นี่ที่นั่นอยู่ได้ด้วยความแข็งแกร่งเท่านั้น ไว้เรามีโอกาสคงได้เจอกัน ข้าขอลาก่อน”ครุยุทธ์บัว์โค้งศีรษะคำนับนายน้อยแห่งสกุลโอฬารปฐีแล้วออกเดินทางทันที
***********
เมื่อผู้คนต่างรู้ความสามารถด้านฌานยุทธ์ที่แท้จริงของปราณต่างก็พากันสงสัยว่าทำไมเด็กน้อยต้องปิดบังตัวตนแล้วต้องมายอมทนเป็ไอ้ขี้แพ้มาหลายปี
ปราณโบกมือแล้วส่ายหัวช้าๆ มองหน้าทุกๆ คนแล้วอธิบาย “ข้าเป็เด็ก ให้ข้าได้ใช้ชีวิตแบบเด็กๆต่อไปดีกว่า ข้าไม่อยากเป็ผู้นำความเดือดร้อนมาสู่หมู่บ้านของเราซึ่งพวกท่านก็เห็นอยู่ว่าหมู่บ้านของเราอยู่ใต้อำนาจใครพยัคฆ์คำรามเป็แค่หมู่บ้านเล็กๆ ไม่มีใครในหมู่บ้านที่มีทักษะฌานยุทธ์มากพอที่จะปกป้องหมู่บ้านของเราได้อยู่แบบนี้จะปลอดภัยและมีความสุขกว่านะครับ”
ทุกคนเริ่มเข้าใจและเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดต่างก็ไม่อยากเชื่อว่านี่คือความคิดของเด็กอายุ 6 ขวบ สิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่ และท่านลุงได้แนะนำสั่งสอนเขามาโดยตลอด่แรกๆ อาจจะลำบากเพราะต้องตัดอารมณ์โกรธ หลง อิจฉา ริษยา ทิ้งให้หมด แต่เมื่อสามารถฝึกฝนได้บ่อยๆสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน สิ่งที่กระตุ้นใจในเชิงลบจะไม่กวนจิตให้ฟุ้งซ่าน แต่จะยิ่งเพิ่มพลังฌานและพลังจิตสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
การที่ปราณสามารถควบคุมอารมณ์โกรธและโมโหได้อย่างชัดเจนด้วยอายุเพียงเท่านี้ถือเป็รากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะฌานยุทธ์ในแบบนอกตำรา ซึ่งเป็คำแนะนำของท่านลุงซึ่งไม่มีใครใช้วิธีนี้แม้จะต้องเจ็บตัวอยู่บ้างแต่ผลลัพธ์ระยะยาวของมันย่อมคุ้มค่าอย่างแน่นอน
‘ผู้ชนะที่เก่งที่สุด คือที่สามารถเอาชนะใจตัวเอง พลังฌานยุทธ์จะพัฒนาได้รวดเร็วมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสภาพอารมณ์และจิตใจที่ประกอบด้วยสติอันแน่วแน่จงอย่าหวั่นไหวกับสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะความโกรธและเกรี้ยวกราดของผู้คน’
คำสอนของท่านพ่อปรากฏอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกของสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจสามารถอดทนจนพัฒนาสู่ระดับฌานสัมบูรณ์ได้ในที่สุด! ไม่มีความสำเร็จขั้นตอนใดได้มาอย่างง่ายดายยิ่งความสำเร็จอยู่สูง ยิ่งที่แลกเปลี่ยนก็แปรผันตามเช่นกัน
พลังฌานสัมบูรณ์ของปราณต้องแลกกับความอดทนเป็แรมปีนี่คือทักษะพื้นฐานแบบก้าวะโนอกตำราการฝึกพลังฌานยุทธ์ที่ท่านลุงลึกลับปรารถนาให้เขาฝึกฝนแม้ครั้งแรกจะไม่เข้าใจและฝืนความรู้สึกอย่างรุนแรง แต่เมื่อปราณบรรลุระดับฌานสัมบูรณ์แล้วย่อมถือว่าคุ้มค่ากับ่เวลาที่เขายอมแลกมา
**********
ยามบ่ายณ จวนท่านเ้าเมืองเชียงคลอง
“เ้าว่ายังไงนะ? มีเด็กน้อยพลังฌานสัมบูรณ์ในหมู่บ้านพยัคฆ์คำรามไอ้หมู่บ้านเล็กๆ จนๆ นั่นรึ?” เ้าสุเมธาธิบดีใเมื่อได้รับแจ้งข่าวจากทหารยามรักษาการณ์
“ใช่ครับท่านเ้าเมืองคนในหมู่บ้านต่างก็โจษจันกันใหญ่”
“มันเป็ใคร? นำตัวมันมาให้ข้าได้เห็นหน้าชัดๆ สิ”
“ขอรับท่าน!!!”
เพียงเวลาไม่กี่อึดใจทหารยามก็นำเด็กน้อยปราณเข้ามาในจวนท่านเ้าเมือง
“คุกเข่าลง!!!”
ปราณยืนนิ่งไม่คุกเข่าจิตใจของเขาเริ่มกังวลไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้างไม่คิดว่าการที่ตัวเองมีพลังฌานสัมบูรณ์จะกลายเป็เื่ราวใหญ่โตถึงขนาดถูกเรียกเข้าจวนท่านเ้าเมือง!
“ไม่ต้องบังคับเขา...ไม่เป็ไร...ข้าไม่ถือ!” เ้าสุเมธาธิบดีเดินลงมาจากบัลลังก์กลางห้องโถงใหญ่ยกมือให้ทหารสองคนที่ยืนขนาบข้างปราณให้ถอยออกไป “ข้าอยากเห็นหน้าเ้าหนูคนนี้ชัดๆไหน? เ้าชื่ออะไร?”
“เออ...ข้าชื่อปราณครับ”
“ปราณอ๋อ...คนเดียวกันกับที่เป็ไอ้เ้าคนขี้แพ้ที่ถูกลูกข้าแกล้งเสมอๆ น่ะหรือ?”
เด็กน้อยพยักหน้าช้าๆ มันเป็คำพูดที่เหยียดหยามเสียเหลือเกินแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ‘ฝึกฝึกฝึกและฝึกความอดทนเท่านั้นที่จะเอาชนะทุกอย่างได้’
“ฮะฮะฮะฮ่า! ท่าทางเื่ที่ชาวบ้านโจษจันกันน่าจะเป็เื่ไร้สาระซะแล้วมั๊ง!...ข้าขอถามเ้าหน่อยเ้าหนู...เหตุใดเ้ามีพลังฌานสัมบูรณ์แล้วจึงทำตัวเป็ไอ้ขี้แพ้?”
“เออ...ข้าเกรงว่าอาจจะเป็ความโชคดีของข้าก็ได้กระมัง!ข้ามิได้เก่งกล้าอะไรเลยเป็แค่เด็กธรรมดาๆ เท่านั้นเองครับ” ปราณก้มหน้าลงแสดงความเคารพพร้อมกับบอกเหตุผลที่ไม่ได้เป็ความจริงเลยสักนิด
ท่านเ้าเมืองเดินวนรอบๆตัวของปราณอย่างพิจารณา แล้วเทวาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ท่านพ่อครับ ท่านเรียกหาข้า มีอะไรหรือ?”
“เ้ามาก็ดีแล้ว เทวา!...เ้าเด็กคนนี้ชื่อปราณ เป็คนเดียวกับที่เ้าเล่าให้พ่อฟังหรือเปล่า?”
ทันที่ที่เทวาได้เห็นหน้าใกล้ๆ ก็แสยะยิ้มแล้วแสดงท่าทางรังเกียจ“หึ!...ใช่ครับท่านพ่อ!ข้าเห็นมันแต่ไกลก็จำได้แล้ว มันนี่แหละไอ้ขี้แพ้ที่เล่าให้ท่านฟัง”มือชี้หน้าปราณแยกเขี้ยวแสดงท่าทางยั่วยุ แต่ปราณยังนั่งนิ่งไม่ขยับแม้ในใจจะเริ่มร้อนรุ่มอยู่บ้างก็ตาม!!!
“คนในหมู่บ้านพูดกันว่าเ้าเด็กปราณนี่พลังฌานสัมบูรณ์”ท่านเ้าเมืองถามลูกชายซ้ำอีกรอบ
“ฮ่าๆๆๆ ท่านพ่อเอาอะไรมาพูดครับ!ถ้ามันมีพลังแบบนั้นจริงๆ ทำไมมันทนเป็มือเป็ตีนยอมให้ข้าแกล้งมันเป็ปีสองปีซ้ำยังยอมเป็ไอ้ขี้แพ้ให้พวกข้าอีก ฮ่าๆๆๆๆ” เทวาหัวเราะเย้ยหยันอย่างสุดขีดยิ่งอยู่ต่อหน้าท่านพ่อยิ่งแสดงความกร่างกว่าปกติยิ่งนัก!
ปราณกัดกรามแน่น มือกำหมัดด้วยความสั่นเทา ‘ก็เพราะข้าเอาเ้าเป็เครื่องฝึกจิตใจและสมาธิของข้ายังไง! แล้วทำไมข้าต้องบอกเ้าด้วยล่ะ?’
“ข้าก็ว่าแบบนั้นนะ คนอะไรจะทนถูกเ้าและเพื่อนๆกลั่นแกล้งเป็ปีๆ โดยไม่โต้ตอบบ้าง”
“คนอื่นก็คงจะเพ้อเจ้อกันมากกว่าน่ะครับท่านพ่ออย่าไปใส่ใจเลย” น้ำเสียงของเทวาที่เอ่ยออกมา ช่างเป็ถ้อยคำที่เหยียดหยามปราณแทบทุกประโยคยิ่งแววตาที่จ้องมอง ราวกับอยากจะซ้อมปราณให้เ็ปทรมานให้ได้
“แต่...เออ...ท่านเ้าเมืองครับ เ้าเด็กนี่ได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนที่โรงเรียนมหรรณพาลัยนะครับ!”ทหารยามรีบบอกย้ำทันที
“ฮ่าๆๆๆๆ เอาล่ะๆ ถ้าพูดขนาดนั้นจริงล่ะก็...เ้าหนูปราณ!บอกข้ามาตามตรงเื่พลังฌานสัมบูรณ์ของเ้า เป็เื่จริงหรือไม่?”น้ำเสียงท่านเ้าเมืองเปลี่ยนไปฟังดูจริงจังมากขึ้นปราณก้มหน้าลงช้าๆ ไม่มีคำตอบ
เ้าสุเมธาธิบดีนิ่งเงียบครู่หนึ่ง เพื่อให้ปราณพูดแต่ก็ยังไม่มีคำพูดใดๆจากเด็กน้อย จนท่านเ้าเมืองต้องถอนหายใจและเป็ฝ่ายเสนอเอง
“ข้ามีสองทางเลือกให้เ้า คือ หนึ่ง...ให้เ้าสู้กับเทวาลูกชายของข้าถ้าเ้าแพ้เ้าต้องอยู่ที่จวนเป็บ่าวให้ลูกชายของข้าแต่ถ้าเ้าเอาชนะได้ข้าจะปล่อยให้เ้าได้ไปเรียนต่อ!”
“ท่านพ่อ!” เสียงแหลมเล็กของลูกชายตัวดีขี้แกล้งโวยวายท่านพ่อที่ตัดสินใจโดยไม่ถาม ใบหน้าแสดงความไม่พอใจ
เ้าสุเมธาธิบดีจ้องหน้าลูกชายหัวดื้อ “หยุดนะเทวา! เ้าจะมาแสดงกิริยาแบบนี้ต่อหน้าข้าไม่ได้ข้าเคยสอนเ้าแล้วใช่ไหม? ว่าการเป็ผู้ดีสูงศักดิ์ต้องทำตัวอย่างไร?แค่นี้เ้าก็ไม่เคยจำ”
ทันทีที่ปราณได้ยินคำพูดสั่งสอนเทวาก็เอะใจเกี่ยวคำนินทาของชาวบ้านนทันที‘แปลกแฮะ!ท่านเ้าเมืองไม่ได้โหดร้ายเอาแต่ใจแบบที่ใครต่อใครพูดกันเลยนี่นา...แต่ทำไมพูดกันไปเรื่อยว่าปกครองโหดร้ายแค่เื่สอนเทวายังไม่ปล่อยปละเลย ไฉนเลยจะปล่อยปละชาวบ้านต้องเป็ข่าวใส่ความแน่นอน’
ปราณมองหน้าท่านเ้าเมือง แล้วเอ่ยช้าๆ “เออ ข้า...ไม่อยากสู้กับคุณหนูเทวาครับ!”
สุเมธาธิบดีขมวดคิ้วกับคำพูดของปราณ “เ้าอยากจะเป็บ่าวตลอดชีวิตหรือไงกัน? มีความสามารถแต่ไม่อยากแสดงออก ...ถ้าเ้ามีพลังฌานสัมบูรณ์จริงมันถือเป็สิ่งดีที่สุดในชีวิต ข้าก็ขอแสดงความยินดีด้วย เอาเป็ว่าข้าอยากเห็นฝีมือที่แท้จริงของเ้ามากกว่าคำพูด...ตกลงตามนี้แหละ!...”
ท่านเ้าเมืองกลับขึ้นมานั่งเก้าอี้สูงตามเดิมแล้วสั่งการทหารให้ไปจัดเตรียมพื้นที่เวทีต่อสู้ที่วงเวียนน้ำพุ
“ประกาศบอกทุกคนพรุ่งตอนบ่าย ข้าจัดให้มีการประลองฝีมือระหว่างปราณและเทวาถ้าเทวาชนะปราณจะเป็บ่าวรับใช้และอยู่ในจวนตลอดไปแต่ถ้าปราณชนะจะได้ไปเรียนต่อพร้อมกับทุนการศึกษาอีก 1,000เหรียญทอง!”