ตอนที่ 4 ยืนหยัดสู้ (2)
เมื่อนึกถึงอดีตที่ท่านพ่อและท่านแม่ต้องมาตายอย่างน่าอนาถในคุกกรมอาญา นางไม่แม้แต่จะได้จัดการศพและเก็บเถ้ากระดูกของพวกเขาด้วยซ้ำ เ็ปเหมือนดั่งถูกมีดกรีดใจ
ผู้ทำดีกลับไม่ตายดี บนโลกนี้มีหลักการเช่นนี้ด้วยหรือ
ในเมื่อนางกลับมาที่นี่ก็ต้องปกป้องพวกเขาไว้ให้ดี หากใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายท่านพ่อกับท่านแม่ เช่นนั้นก็...กำจัดคนพวกนี้ไปก่อน!
เถาซื่อไม่ทันสังเกตเห็นไอสังหารที่วาบผ่านสีหน้าของเยี่ยสุย กลับกันนางเอ่ยว่า “อาหนิง เื่พวกนี้เ้าจงตั้งใจดูให้ดี และจดจำให้ละเอียดขึ้นใจ...”
สตรีตระกูลเถาเรียบง่าย เื่วิวาทในตระกูลมีน้อยนิด ทว่าเมื่อแต่งเข้าเรือนตระกูลเยี่ยแล้ว นางกลับต้องมาต่อสู้ดิ้นรนตกระกำลำบาก
นางไม่อยากให้บุตรสาวเป็เหมือนกับตนเอง เมื่อปีก่อนเถาซื่อได้ชี้แนะหลักการบางอย่างของตระกูลให้เยี่ยสุย และชี้ให้เยี่ยสุยเห็นความลับบางสิ่งในตระกูลด้วย
ทว่าเมื่อดูจากอายุและอุปนิสัยของเยี่ยสุยแล้ว จึงไม่ได้พูดอย่างละเอียดเกินไปนัก
เื่หน่วยองครักษ์อี๋หลวนในขณะนี้ เถาซื่อก็ชี้นำแบบเดียวกันหวังเพียงว่าเยี่ยสุยจะเรียนรู้ประสบการณ์นี้ด้วยตนเองมากพอ และเข้าใจเื่ราวได้อย่างถ่องแท้
เจตนารมณ์ของเถาซื่อ เยี่ยสุยวัยสิบห้าปีในตอนนั้นไม่เข้าใจอะไรเลยและคร้านที่จะใส่ใจนึก แต่เยี่ยสุยในตอนนี้กลับชัดเจนยิ่งแล้ว
นางกะพริบตาปริบพลางตอบว่า “ท่านแม่ หากท่านย่าพูดโน้มน้าวท่านปู่ได้ก็คงดี…”
เถาซื่อดวงตาเป็ประกายขึ้นมาโดยพลัน รู้ว่าบุตรสาวตัวน้อยในที่สุดก็เข้าใจ และรู้ว่าประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหนเสียที
อาหนิงพูดถูก หากท่านย่าของนางไม่ขี้ขลาดเพียงนั้น อย่างน้อยก็เป็แรงหนุนของเรือนสามได้ และเรือนสามก็คงไม่ปากกัดตีนถีบมาถึงขั้นนี้
น่าเสียดายเหลือเกิน!
ท่านย่าของนางแต่เดิมก็เป็ถึงบุตรสาวในตระกูลขุนนาง แม้ชาติตระกูลอาจเทียบตระกูลเยี่ยไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับด้อยมาก เหตุใดนิสัยถึงอ่อนแอเพียงนี้
จี้ซื่อเป็ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลเยี่ย ไม่เพียงแต่ปกป้องเรือนสามไม่ได้ ซ้ำยังเป็เพราะความกังวลและเกรงกลัวของนาง เรือนสามถึงได้ยอมถอยมาครั้งแล้วครั้งเล่า
ในเมื่อท่านย่าเป็เช่นนี้ เถาซื่อไม่รู้จริงๆ ว่าควรกล่าวอย่างไร
เยี่ยสุยก้มหน้าเอ่ย “ท่านย่าเป็ห่วงชื่อเสียงเกินไป”
เถาซื่อผงกศีรษะ เห็นด้วยกับจุดนี้เป็อย่างยิ่ง ท่านย่าของนางใช้ชีวิตลำบากยากเย็นเช่นนี้ ก็เพราะนิสัยอ่อนแอ และหวงแหนชื่อเสียงจนเกินไปมิใช่หรือ
เมื่อจี้ซื่อแต่งเข้าตระกูลเยี่ย่แรก นางมีทีท่าระแวดระวัง เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะติฉินนินทาว่าตนเองเป็มารดาเลี้ยงใจทราม นางไม่ได้ทุ่มเทใส่ใจเยี่ยอันไท่และเยี่ยอันกู้มากนัก แต่ก็ยังดีต่อพวกเขามากกว่าลูกตัวเองในระดับหนึ่ง
แล้วอย่างไรเล่า
ทว่าครั้นจี้ซื่อแต่งเข้าตระกูลเยี่ย เยี่ยอันไท่และเยี่ยอันกู้อายุอานามไม่น้อยแล้ว ทั้งยังมีแม่นมที่เดาใจยากคอยเสี้ยมสอนดูแล แต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาก็ไม่มีความซาบซึ้งอะไรต่อจี้ซื่อนัก
จนถึงสุดท้าย ผู้ที่อดทนยอมถอยและคิดถึงจี้ซื่อก็ยังคงเป็เยี่ยอันซื่อเหมือนเดิม
การที่จี้ซื่อเป็คนเช่นนี้ก็ใช่ว่าเป็เื่ชั่วข้ามคืน เถาซื่อหมดคำพูดกับเื่นี้แล้ว ตอนนี้ไม่อยากพูดอะไรอีก ได้แต่ถามไถ่เื่ที่เยี่ยสุยอยู่ในสนามอาชาเทียนเอินแทน
เยี่ยสุยกลอกตา ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “สนามอาชาเทียนเอินสมกับเป็ที่ฝึกม้าของราชวงศ์จริงๆ ใหญ่กว่าสนามม้าที่อื่นเป็ไหนๆ ใช่แล้ว ท่านแม่ ข้ายังได้ยินพี่หญิงฮุ่ยเล่าอะไรบางอย่างให้ฟังด้วยนะเ้าคะ”
เถาซื่อหลงคิดว่าเป็ความลับเล็กน้อยของเหล่าสตรี จึงถามต่อว่า “หืม เล่าอะไรหรือ ขนมอบจิงจ้าวร้านไหนอร่อยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่เสียหน่อย พี่หญิงฮุ่ยพูดถึงเื่หน่วยองครักษ์อี๋หลวนครั้งนี้ต่างหากเ้าค่ะ พี่หญิงฮุ่ยบอกว่า การคัดเลือกหน่วยองครักษ์อี๋หลวนในรอบนี้ไม่ง่ายเลย ได้ยินว่าต่อไปนี้หน่วยองครักษ์อี๋หลวนจะกลายเป็หน่วยองครักษ์ส่วนพระองค์ที่รับผิดชอบถวายงาน” เยี่ยสุยตอบกลับไปเช่นนี้
นางพูดโกหกด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน ที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เื่โกหก ต่อไปหน่วยองครักษ์อี๋หลวนจะกลายเป็องครักษ์ส่วนพระองค์ของโอรส์ และสุดท้ายจะเข้ามาแทนที่หน่วยสืบราชการลับอีกด้วย กลับกลายเป็ชื่อเสียงเรียงนามขจรไกล
ทว่าข่าวนี้ไม่ใช่ฟังจากคำบอกของพี่หญิงฮุ่ย แต่เป็นางที่เห็นด้วยตาด้วยตัวเอง
ฐานะของหน่วยองครักษ์อี๋หลวนต่อไปจะสำคัญมาก ดังนั้นท่านพี่จะต้องเข้าไปให้ได้!
นางผู้มาจากอนาคตก็บังเอิญรู้ว่า...การสอบของหน่วยองครักษ์อี๋หลวนรอบนี้จะสอบสิ่งใดบ้าง