ภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ๋ของจวนกั๋วกง สถานที่ที่ควรจะพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินเข้าออกจำนวนมาก แต่บัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับจะได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่อยู่ด้านใน
กั๋วกงผู้เฒ่ายืนเหยียดหลังตรงอยู่บริเวณกลางห้องในตอนที่เย่วโลวเดินนำขบวนบ่าวรับใช้เข้ามาด้วยท่าทางอ่อนแอ ก่อนที่บ่าวติดตามขบวนกลุ่มนั้นจะถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องกักตัวไว้ภายนอก
ภายในห้องนั้นยังมีชายหนุ่มกับแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านหลังจางกั๋วกงในสภาพเปียกปอนไม่ต่างอะไรจากตอนที่นางเพิ่งจากมา
เย่วโลวได้แต่ขมวดคิ้วงามเข้าหากัน แม้จะโล่งอกที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกลงโทษ แต่ก็ยังรู้สึกขัดใจต่อการดูแล ‘ บุรุษของนาง ‘ ก่อนร่างบอบบางจะเดินเข้ามานั่งคุกเขาห่างจากชายหนุ่มผู้นั้นไม่ถึงห้าก้าว
ทันทีที่ร่างนางแตะพื้น เย่วโลวก็รีบเอ่ยประโยคที่ฟังดูธรรมดาออกมา
"หลานอกตัญญูมาพบท่านตาแล้ว"
คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากนางโดยอัตโนมัติ ราวกับเป็นสิ่งที่ควรจะต้องพูด แต่ในใจนางกลับรู้สึกยินดีนัก
จางกั๋วกงหันหน้ากลับมาหาคนสองคนช้าๆ ตวัดมือชี้ไปไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มตรงหน้า
“ เจ้า ดูหน้ามันให้ชัดๆ “
เย่วโลวนึกถึงคำตำหนิหลายต่อหลายคำจากปากของผู้เป็นตา แต่นึกไม่ถึงว่าคำแรกที่เอ่ยออกมา จะเป็นประโยคบอกเล่าแฝงความกราดเกรี้ยวเช่นนี้ กระนั้นแม้จะไม่เข้าใจ แต่นางก็ค่อยๆเชยตามองไปที่บุรุษร่างสูงที่ยังคงก้มหน้านิ่งอยู่ด้านข้างจนเริ่มตระหนักได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างที่นางไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะภาพของชายหนุ่ม ที่คอยแต่จะก้มหน้านิ่ง ไร้ท่าทางองอาจเย่อหยิ่ง ต่างจากภาพจำของนางโดยสิ้นเชิง เฉพาะแค่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตอนนี้หญิงสาวก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาในใจบ้างแล้ว
ใบหน้าด้านข้างของเขานางมองเห็นไม่ค่อยชัดนัก กระทั่งต้องหรี่ดวงตาเพ่งมองให้ถนัดชัดขึ้นไปอีก
“ หันหน้าไปให้นางดูชัดๆ เดี๋ยวนี้! “ เสียงตวาดลั่นของจางกั๋วกงดังก้องไปทั่วห้อง ชายหนุ่มจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
เย่วโลวหลุบสายตาเอียงอายลงชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปประสานสายตากับคนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง
ชั่วขณะที่ได้เห็นใบหน้าเขาเต็มตา กลับเป็นนางที่มีใบหน้าซีดเผือด ดวงตาพลันเบิกกว้าง ในหัวมีแต่เสียงอื้ออึง
“ ไม่! ต้องไม่เป็นเช่นนี้ “ ชายคนนี้ไม่ใช่เป้าหมายของนาง
ร่างของหญิงสาวพลันล้มลงไปทางด้านหลังกระเถิบตัวถอยออกห่างจากคนแปลกหน้าด้านข้างไปอีกหลายก้าว
“ ไม่ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ “ นางยังคงส่ายหัวไปมา แววตาฉายความรังเกียจและสับสน
“หึ ! จนป่านนี้แล้ว.. เจ้ายังไม่สำนึกอีก “จางกั๋วกงโกรธจัด
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าหลานสาวคนโปรดของเขาจะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้
คนผู้นี้ไม่ใช่เป้าหมายของหญิงสาวจริงๆ ถึงแม้นางจะเห็นเขาในระยะไกลยามที่เขาเดินตามหลังบิดาเข้ามาภายในจวน แต่นางไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน ทุกท่วงท่าของเขา ทุกอิริยาบทของเขา ล้วนฝังอยู่ในความทรงจำของนางมานานหลายปีแล้ว แต่คนที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่ด้านข้าง แม้ว่ารูปร่างไกล้เคียงกับบุรุษในความทรงจำของนาง แต่นอกเหนือจากสิ่งนี้แล้ว เขาก็ไม่มีส่วนอื่นๆ ที่จะเทียบเคียงกับคนคนนั้นได้เลย
“ ท่านตา ต้องมีอะไรเข้าใจผิดไปอย่างแน่นอน คนๆ นี้หลานไม่เคยกระทั่งเห็นหน้า แล้ว.. “
“ ปึง! “ เสียงตบโต๊ะดังขึ้น ขัดน้ำเสียงตะกุกตะกักขาดห้วงของเย่วโลวเสียก่อน ทำเอานางต้องหยุดและเงยหน้าขึ้นไปมองเบื้องหน้าอีกครั้ง เมื่อประสานเข้ากับสายตาหม่นที่มองออกชัดเจนกว่าอยู่ในอารมณ์ครุกรุ่นขนาดใหน นางพลันชะงักและเก็บคำพูดที่เหลือกลับคืนไปทันที
“ หึ จนป่านนี้แล้ว.. เจ้ายังจะคิดแก้ตัวอีกหรือ “ จางกั๋วกงเอ่ยรอดไรฟันออกมา
วิธีการไร้สาระเช่นนี้ หากตัวเขาเองยังมองไม่ออก ไม่ใช่ประสบการณที่ผ่านมาตลอดช่วงชีวิตของเขาจะเสียเปล่าหรือ เพียงแต่เรื่องนี้อยู่นอกเหนือจากความคาดการณ์ของเขาเกินไป คิดไม่ถึงว่าหลานสาวที่เฝ้าเลี้ยงดูทะนุทะนอมไว้ในฝ่ามือ จะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ จะให้เขามาไล่เบี้ยสอบสวนถึงความสับเพร่าเวรยาม และเหล่าบ่าวไพร่ให้เสียเวลาไปไย รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยเฉพาะมาช่วงหนึ่งแล้ว กระทั่งมาอ้างชื่อของเขาเพื่อแยกเซียวอี้หลุนออกไปอีก แค่คิดก็โมโหจนแทบจะกระอักเลือด
“ ข้าส้่งสอนเจ้ามาเช่นไร เจ้าคิดว่าการที่เจ้าจะผูกมัดคนแซ่เซียวผู้นั้นด้วยวิธีนี้แล้วเขาจะยอมเป็นหมากในมือให้เจ้าเช่นนั้นหรือ จะยอมทำตามที่เจ้าต้องการ? “ จางกั๋วกงตะโกนต่อว่านางออกมาเป็นชุดใหญ่ ในขณะที่ก้าวลงไปยืนเบื้องหน้าชายหนุ่มคนนั้น แล้วตวัดขาเตะเข้าไปบริเวณยอดอกของเขาเต็มแรง แม้จะไม่หนักจนกระทั่งทำให้เขาตายได้ แต่กระนั้นก็ยังทำให้เขากระเด็นถอยหลังลงไปนอนหงายกระอักเลือดออกมา
หากไม่ใช่เพราะเขาตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น นางก็คงไม่เห็นว่าขาทั้งสองข้างของชายคนนั้นถูกกรีดดึงเอาเส้นเอ็นออกแล้ว ภาพตรงหน้าทำเอานางใจคอไม่ดีไปด้วย น้ำตาของหญิงสาวพลันรื้อขึ้นมา ไม่ใช่เพราะความสงสารแต่กลับเป็นเพราะความกลัว ร่างเล็กรีบพลุนผลันลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกเสียงดังตวาดห้ามไว้
“ คุกเข่าลง ใครอนุญาติให้เจ้าลุกขึ้น “ น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่อ่อนข้อ ทำให้นางต้องงอเข่าลงไปก้มหน้านิ่งอยู่บนพื้นเย็นๆ อีกครั้ง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกท่านตา ซึ่งเป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวของนางตำหนิอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาล้วนไม่เคยเกิดขึ้น นางเป็นคนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ถือเป็นทายาทสายตรงที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของกั๋วกง ไม่ว่านางต้องการอะไรล้วนได้มาโดยง่าย แต่ครั้งนี้แผนการที่นางทุ่มเทวางแผนกระทั่งสับเปลี่ยนตัวบ่าวในเรือนก็ยังสู้อุส่าห์ผิดพลาดได้ หากจะบอกว่าตกใจและหวาดกลัวอารมณ์ของท่านตาในตอนนี้ก็นับว่าไม่ผิด เพียงแต่ความสับสนและผิดหวังที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจของนางนั้นมีมากกว่า
“ ท่านตา หลานไม่คิดว่า เรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ บัดนี้หลานสำนึกผิดแล้วจริงๆ “ หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง เอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเจือก้อนสะอื้น
แต่สิ่งนี้ไม่ทำให้จางกั๋วกงบรรเทาความโกรธลงได้
เขายังคงถามนางกลับไป “ เจ้าคิดว่าคนอย่างเซียวหลงจะติดกับดักโง่ๆ เช่นนี้ของเจ้าอย่างนั้นหรือ “
เย่วโลวเงยหน้าขึ้นสบตาชายชราเบื้องหน้า อยากจะเอ่ยตอบไปว่า ‘ คิด หากไม่คิด นางจะลงมือหรือ ’
เพียงแต่เมื่อคาดถึงผลลัพท์ที่ต้องเผชิญแล้วจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบแทนคำตอบไปแทน
แต่จะอย่างไรได้เล่า หากนางไม่คิดมีหรือจะวางแผนวิ่งวุ่นวายอยู่หลายวัน ทั้งๆ ที่คิดว่าแผนการณ์นี้ย่อมไม่มีช่องโหว่ใดๆ อีกแล้ว อีกทั้งคนที่นางเตรียมไว้ล้วนแต่มีวรยุทธ์ แต่เหตุใดเขายังหลบฉากออกไปจากสภาพการณ์คับขันเช่นนั้นได้อีก
“ บอกมา นอกจากคนในเรือนของเจ้าแล้ว ใครเป็นคนจัดหาคนนอกเหล่านี้เข้ามาภายในจวน ใครเป็นคนหาควันมอมเมาเหล่านั้นมาให้เจ้าใช้ “ จางกั๋วกงยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง เพียงแต่เย่วโลวในเวลานี้หรือจะกล้าดื้อรั้น นางเห็นเพียงรองเท้าหนังจิ้งจอกสีดำปักลายเสือสีเหลืองทองแลดูน่าเกรงขามมาหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าห่างออกไปเพียงก้าวเดียว มีเพียงห้วงเวลานี้เท่านั้นที่สมองของนางรู้สึกหวาดกลัวและตื้อตัน กระทั่งเสียงที่ตอบกลับมายังตะกุกตะกักไม่เป็นตัวของตัวเองเหมือนเช่นทุกครา
“ เป็นข้าที่ดึงดันก่อเรื่องเองทั้งหมด มาถึงขั้นนี้แล้วทุกสิ่งล้วนน้อมรับผิด “ นางเอ่ยออกมาเพื่อชั่งน้ำหนักของนางในใจของผู้อาวุโสตรงหน้า เพียงแต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้ เสียงแหบหนักเอ่ยกระแทกสวนออกมา
“ ได้! เจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร “ ตามมาด้วยเสียงตะโกนที่พยายามควบคุมอารมณ์ของชายชรา
“ ลากทุกคนในเรือนคุณหนูออกไปตีจนกว่าจะมีคนสารภาพ "
เสียงคำสั่งที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ สร้างความตกตะลึงให้กับเย่วโลว หญิงสาวถึงกับตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว
นางไม่เคยคิดฝันมาก่อน ว่าท่านตาจะโกรธขนาดพาลไปลงโทษคนในเรือนของนางด้วย ในหัวจึงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและความหวาดกลัว
หลังตั้งสติได้ เย่วโลวรีบคลานเข่าเข้าหาจางกั๋วกง กอดขาของเขาไว้แน่น
"ท่านตาได้โปรดอย่าลงโทษพวกเขาเลย ข้าผิดเอง ข้าเป็นคนริเริ่มแผนการทั้งหมด หากต้องการจะลงโทษ ก็ลงโทษข้าเถิด “ นางมั่นใจว่า โทษของนางที่สุดก็แค่คุกเข่า ทุกครั้งก็ล้วนเป็นเช่นนี้
แต่ทว่าสถานการณ์วันนี้กลับเลวร้ายเกินกว่าที่เย่วโลวคาดคิดไว้ เสียงร้องโหยหวนของบ่าวคนสนิทดังก้องไปทั่วระเบียงห้อง ราวกับสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นที่ลงฑัณฑ์ทรมานไปเสียแล้ว
“ท่านตา หยุดมือก่อน!” เย่วโลวสะอื้นไห้ร้องขอ นางไม่คิดว่าเรื่องราวเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ จะต้องลงเอยด้วยการลงโทษบ่าวรับใช้ที่เหลือ ซึ่งทำหน้าที่เพียงรอรับคำสั่งจากนางเท่านั้น
“ใครเป็นคนติดต่อคนนอก?” จางกั๋วกงเอ่ยถามย้ำเสียงเข้ม ตาก็จ้องมองไปที่หลานสาวผู้กำลังคุกเข่ากอดขาเขาไว้แน่น
“ข้าสั่งเหลียงหมัวมัวให้ทำค่ะ มีแค่บ่าวชายสามคนเท่านั้นที่ไปซื้อตัวมาจากพ่อค้าทาส ไม่มีใครอื่นอีก” เย่วโลวเงยหน้าขึ้นสบตากับจางกั๋วกง ใบหน้าของนางซีดขาว เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว
“ดี ดี …องครักษ์ ลากหมัวมัวไปตีให้ตาย!” สิ้นคำสั่ง เสียงกรีดร้องน่าเวทนาก็ดังโหยหวนขึ้น จากนั้นก็เงียบหายไป จางกั๋วกงสะบัดแขนเสื้อ เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้พนักพิงตัวใหญ่ หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห ก่อนจะทอดถอนใจระบายความโกรธที่สุมอยู่เต็มอกออกมา
เขาไม่ได้อธิบายสาเหตุของการลงโทษที่รุนแรงนี้ให้กับหลานสาวฟัง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภายใต้ร่มเงาของเขา หลานสาวคนเดียวถูกเลี้ยงดูให้ห่างไกลจากวังวนของความขัดแย้งทั้งหลาย ให้นางมีชีวิตที่สุขสบาย เรียกร้องสิ่งใดก็ได้ดังใจ โดยไม่ต้องกังวลระแวดระวัง แม้แต่การพูดจายังไม่ต้องสนใจใคร แต่นางกลับทำสิ่งที่ไร้สติเช่นนี้ในวันนี้
“เจ้าจงไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนสามวัน และห้ามออกนอกจวนเป็นเวลาสามเดือน!” กั๋วกงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาคาดเดาอารมณ์ได้ยาก ก่อนจะตวัดมือไล่นางออกไป แต่นางจะยอมเชื่อฟังเขาโดยง่ายหรือ
ภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ของจวนกั๋วกง เย่วโลวหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธและเสียใจ "ทำไมคนที่ลงไปในสระถึงไม่ใช่คุณชายสาม? เกิดอะไรขึ้น? ข้าวางแผนทุกอย่างไว้รัดกุมแล้วแท้ๆ ทำไมกัน !"
ทว่าคำถามของนางกลับไม่ได้รับคำตอบ เพียงแต่ชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าจ้องมองเย่วโลวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก สายตานั้นส่งผลต่อจิตใจของเย่วโลวอย่างมาก มันทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกดูถูกเหยียดหยาม ราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า
จางกั๋วกงพลันมองไปที่หลานสาวด้วยความสงสาร หลานสาวของเขาช่างไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก เขาได้แต่โทษตัวเองที่ปล่อยปละละเลยจนหลานสาวขาดสติ เรื่องราวทั้งหมดนั้นเรียบง่าย แต่จนป่านนี้นางก็ยังไม่เข้าใจ
“มีใครอยู่บ้าง มาพาตัวคุณหนูออกไป ” เขาเอ่ยสั่งเสียงเรียบๆ องครักษ์สองคนก็เข้ามารวบตัวนางออกไปจากห้องทันที
ภายในห้องเหลือเพียงชายชราหน้าตาดำเครียดและชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา
“ก่อนตาย เจ้ามีอะไรจะบอกข้าไหม?” จางกั๋วกงเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
เขาสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย
" หลานสาวของท่านต่างหากที่เป็นผู้ก่อเรื่อง ข้าเป็นเพียงคนที่ถูกซื้อมา เหตุใดท่านจึงมาซักถามข้าเล่า” เขาเอ่ยปากพูดในที่สุด แต่ไม่ได้ร้องขอความเมตตาให้แก่ตัวเอง เพียงยกมือสองข้างขึ้นมาดูด้วยดวงตาเยือกเย็นเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนจากท่าคุกเข่าเมื่อครู่เป็นท่านั่งเอนหลังไปเล็กน้อยด้วยท่าทีผ่อนคลาย แล้วเอ่ยต่อว่า
“แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ต่อให้ถูกทรมานก็คงบอกอะไรท่านไม่ได้อยู่ดี มิสู้...” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ท้าทาย
“ในเมื่อเจ้าไม่กลัวตาย เช่นนั้นก็ดี” เสียงของคนที่อยู่สูงกว่าเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที ก่อนจะกวาดสายตาไปมาบนร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ แม้จะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็บอกไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นอะไร ก่อนจะละสายตามองเลยผ่านร่างเขาไปยังประตูแทน
องครักษ์สามคนเดินกรูกันเข้ามาภายในห้องเงียบๆ
“เอาตัวมันไปสอบสวน หากมันเป็นเพียงทาสไร้ค่าจริงๆ ก็ฆ่าทิ้งได้เลย คนที่เหลืออีกสองคนด้วย ” สิ้นคำสั่ง เหล่าองครักษ์ก็เข้ามาลากตัวชายหนุ่มออกไปทันที
เรื่องราวภายในจวนกั๋วกงนั้น หากไม่คิดจะเปิด ก็ไม่มีทางที่จะหลุดลอดออกไป เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถปิดกั้นฟ้าได้ทั้งหมด นับประสาอะไรกับการกระทำของหลานสาว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้จะมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากน้อยแค่ไหน นับเป็นสิ่งที่เขาต้องกลับมาทบทวนให้ละเอียดอีกครั้ง รวมไปถึง
สายตาที่ดูลังเลของจางกั๋วกงเมื่อทบทวนท่าทางของชายหนุ่มที่เขาเพิ่งสั่งให้ลากตัวออกไปเมื่อครู่