เพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน

    ผิดพลาด

    ภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ๋ของจวนกั๋วกง สถานที่ที่ควรจะพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินเข้าออกจำนวนมาก แต่บัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับจะได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่อยู่ด้านใน

    กั๋วกงผู้เฒ่ายืนเหยียดหลังตรงอยู่บริเวณกลางห้องในตอนที่เย่วโลวเดินนำขบวนบ่าวรับใช้เข้ามาด้วยท่าทางอ่อนแอ ก่อนที่บ่าวติดตามขบวนกลุ่มนั้นจะถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องกักตัวไว้ภายนอก 

    ภายในห้องนั้นยังมีชายหนุ่มกับแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านหลังจางกั๋วกงในสภาพเปียกปอนไม่ต่างอะไรจากตอนที่นางเพิ่งจากมา 

    เย่วโลวได้แต่ขมวดคิ้วงามเข้าหากัน แม้จะโล่งอกที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกลงโทษ แต่ก็ยังรู้สึกขัดใจต่อการดูแล ‘ บุรุษของนาง ‘ ก่อนร่างบอบบางจะเดินเข้ามานั่งคุกเขาห่างจากชายหนุ่มผู้นั้นไม่ถึงห้าก้าว

    ทันทีที่ร่างนางแตะพื้น เย่วโลวก็รีบเอ่ยประโยคที่ฟังดูธรรมดาออกมา

    "หลานอกตัญญูมาพบท่านตาแล้ว"

    คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากนางโดยอัตโนมัติ   ราวกับเป็นสิ่งที่ควรจะต้องพูด   แต่ในใจนางกลับรู้สึกยินดีนัก

    จางกั๋วกงหันหน้ากลับมาหาคนสองคนช้าๆ ตวัดมือชี้ไปไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มตรงหน้า

    “ เจ้า ดูหน้ามันให้ชัดๆ “

    เย่วโลวนึกถึงคำตำหนิหลายต่อหลายคำจากปากของผู้เป็นตา แต่นึกไม่ถึงว่าคำแรกที่เอ่ยออกมา จะเป็นประโยคบอกเล่าแฝงความกราดเกรี้ยวเช่นนี้ กระนั้นแม้จะไม่เข้าใจ แต่นางก็ค่อยๆเชยตามองไปที่บุรุษร่างสูงที่ยังคงก้มหน้านิ่งอยู่ด้านข้างจนเริ่มตระหนักได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างที่นางไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะภาพของชายหนุ่ม ที่คอยแต่จะก้มหน้านิ่ง ไร้ท่าทางองอาจเย่อหยิ่ง ต่างจากภาพจำของนางโดยสิ้นเชิง เฉพาะแค่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาตอนนี้หญิงสาวก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาในใจบ้างแล้ว

    ใบหน้าด้านข้างของเขานางมองเห็นไม่ค่อยชัดนัก กระทั่งต้องหรี่ดวงตาเพ่งมองให้ถนัดชัดขึ้นไปอีก

    “ หันหน้าไปให้นางดูชัดๆ เดี๋ยวนี้! “ เสียงตวาดลั่นของจางกั๋วกงดังก้องไปทั่วห้อง ชายหนุ่มจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ

    เย่วโลวหลุบสายตาเอียงอายลงชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปประสานสายตากับคนที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง

    ชั่วขณะที่ได้เห็นใบหน้าเขาเต็มตา  กลับเป็นนางที่มีใบหน้าซีดเผือด ดวงตาพลันเบิกกว้าง ในหัวมีแต่เสียงอื้ออึง 

    “ ไม่! ต้องไม่เป็นเช่นนี้ “    ชายคนนี้ไม่ใช่เป้าหมายของนาง 

    ร่างของหญิงสาวพลันล้มลงไปทางด้านหลังกระเถิบตัวถอยออกห่างจากคนแปลกหน้าด้านข้างไปอีกหลายก้าว

    “ ไม่ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ “ นางยังคงส่ายหัวไปมา แววตาฉายความรังเกียจและสับสน

    “หึ ! จนป่านนี้แล้ว.. เจ้ายังไม่สำนึกอีก “จางกั๋วกงโกรธจัด

    เขาไม่อยากจะเชื่อว่าหลานสาวคนโปรดของเขาจะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้

    คนผู้นี้ไม่ใช่เป้าหมายของหญิงสาวจริงๆ ถึงแม้นางจะเห็นเขาในระยะไกลยามที่เขาเดินตามหลังบิดาเข้ามาภายในจวน แต่นางไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน ทุกท่วงท่าของเขา ทุกอิริยาบทของเขา ล้วนฝังอยู่ในความทรงจำของนางมานานหลายปีแล้ว แต่คนที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่ด้านข้าง แม้ว่ารูปร่างไกล้เคียงกับบุรุษในความทรงจำของนาง แต่นอกเหนือจากสิ่งนี้แล้ว เขาก็ไม่มีส่วนอื่นๆ ที่จะเทียบเคียงกับคนคนนั้นได้เลย

    “ ท่านตา ต้องมีอะไรเข้าใจผิดไปอย่างแน่นอน คนๆ นี้หลานไม่เคยกระทั่งเห็นหน้า แล้ว.. “

    “ ปึง! “ เสียงตบโต๊ะดังขึ้น ขัดน้ำเสียงตะกุกตะกักขาดห้วงของเย่วโลวเสียก่อน ทำเอานางต้องหยุดและเงยหน้าขึ้นไปมองเบื้องหน้าอีกครั้ง เมื่อประสานเข้ากับสายตาหม่นที่มองออกชัดเจนกว่าอยู่ในอารมณ์ครุกรุ่นขนาดใหน นางพลันชะงักและเก็บคำพูดที่เหลือกลับคืนไปทันที

    “ หึ จนป่านนี้แล้ว.. เจ้ายังจะคิดแก้ตัวอีกหรือ “ จางกั๋วกงเอ่ยรอดไรฟันออกมา

    วิธีการไร้สาระเช่นนี้ หากตัวเขาเองยังมองไม่ออก ไม่ใช่ประสบการณที่ผ่านมาตลอดช่วงชีวิตของเขาจะเสียเปล่าหรือ เพียงแต่เรื่องนี้อยู่นอกเหนือจากความคาดการณ์ของเขาเกินไป คิดไม่ถึงว่าหลานสาวที่เฝ้าเลี้ยงดูทะนุทะนอมไว้ในฝ่ามือ จะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ จะให้เขามาไล่เบี้ยสอบสวนถึงความสับเพร่าเวรยาม และเหล่าบ่าวไพร่ให้เสียเวลาไปไย รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยเฉพาะมาช่วงหนึ่งแล้ว กระทั่งมาอ้างชื่อของเขาเพื่อแยกเซียวอี้หลุนออกไปอีก แค่คิดก็โมโหจนแทบจะกระอักเลือด

    “ ข้าส้่งสอนเจ้ามาเช่นไร เจ้าคิดว่าการที่เจ้าจะผูกมัดคนแซ่เซียวผู้นั้นด้วยวิธีนี้แล้วเขาจะยอมเป็นหมากในมือให้เจ้าเช่นนั้นหรือ จะยอมทำตามที่เจ้าต้องการ? “ จางกั๋วกงตะโกนต่อว่านางออกมาเป็นชุดใหญ่ ในขณะที่ก้าวลงไปยืนเบื้องหน้าชายหนุ่มคนนั้น แล้วตวัดขาเตะเข้าไปบริเวณยอดอกของเขาเต็มแรง แม้จะไม่หนักจนกระทั่งทำให้เขาตายได้ แต่กระนั้นก็ยังทำให้เขากระเด็นถอยหลังลงไปนอนหงายกระอักเลือดออกมา  

    หากไม่ใช่เพราะเขาตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น นางก็คงไม่เห็นว่าขาทั้งสองข้างของชายคนนั้นถูกกรีดดึงเอาเส้นเอ็นออกแล้ว ภาพตรงหน้าทำเอานางใจคอไม่ดีไปด้วย น้ำตาของหญิงสาวพลันรื้อขึ้นมา ไม่ใช่เพราะความสงสารแต่กลับเป็นเพราะความกลัว ร่างเล็กรีบพลุนผลันลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกเสียงดังตวาดห้ามไว้

    “ คุกเข่าลง ใครอนุญาติให้เจ้าลุกขึ้น “ น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่อ่อนข้อ ทำให้นางต้องงอเข่าลงไปก้มหน้านิ่งอยู่บนพื้นเย็นๆ อีกครั้ง

    นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกท่านตา ซึ่งเป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวของนางตำหนิอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาล้วนไม่เคยเกิดขึ้น นางเป็นคนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ถือเป็นทายาทสายตรงที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของกั๋วกง ไม่ว่านางต้องการอะไรล้วนได้มาโดยง่าย แต่ครั้งนี้แผนการที่นางทุ่มเทวางแผนกระทั่งสับเปลี่ยนตัวบ่าวในเรือนก็ยังสู้อุส่าห์ผิดพลาดได้ หากจะบอกว่าตกใจและหวาดกลัวอารมณ์ของท่านตาในตอนนี้ก็นับว่าไม่ผิด เพียงแต่ความสับสนและผิดหวังที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจของนางนั้นมีมากกว่า

    “ ท่านตา หลานไม่คิดว่า เรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ บัดนี้หลานสำนึกผิดแล้วจริงๆ “ หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง เอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเจือก้อนสะอื้น

    แต่สิ่งนี้ไม่ทำให้จางกั๋วกงบรรเทาความโกรธลงได้

    เขายังคงถามนางกลับไป “ เจ้าคิดว่าคนอย่างเซียวหลงจะติดกับดักโง่ๆ เช่นนี้ของเจ้าอย่างนั้นหรือ “

    เย่วโลวเงยหน้าขึ้นสบตาชายชราเบื้องหน้า อยากจะเอ่ยตอบไปว่า ‘ คิด หากไม่คิด นางจะลงมือหรือ ’

     เพียงแต่เมื่อคาดถึงผลลัพท์ที่ต้องเผชิญแล้วจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบแทนคำตอบไปแทน

    แต่จะอย่างไรได้เล่า หากนางไม่คิดมีหรือจะวางแผนวิ่งวุ่นวายอยู่หลายวัน ทั้งๆ ที่คิดว่าแผนการณ์นี้ย่อมไม่มีช่องโหว่ใดๆ อีกแล้ว อีกทั้งคนที่นางเตรียมไว้ล้วนแต่มีวรยุทธ์  แต่เหตุใดเขายังหลบฉากออกไปจากสภาพการณ์คับขันเช่นนั้นได้อีก

    “ บอกมา นอกจากคนในเรือนของเจ้าแล้ว ใครเป็นคนจัดหาคนนอกเหล่านี้เข้ามาภายในจวน ใครเป็นคนหาควันมอมเมาเหล่านั้นมาให้เจ้าใช้ “ จางกั๋วกงยืนมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง เพียงแต่เย่วโลวในเวลานี้หรือจะกล้าดื้อรั้น นางเห็นเพียงรองเท้าหนังจิ้งจอกสีดำปักลายเสือสีเหลืองทองแลดูน่าเกรงขามมาหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าห่างออกไปเพียงก้าวเดียว มีเพียงห้วงเวลานี้เท่านั้นที่สมองของนางรู้สึกหวาดกลัวและตื้อตัน กระทั่งเสียงที่ตอบกลับมายังตะกุกตะกักไม่เป็นตัวของตัวเองเหมือนเช่นทุกครา

    “ เป็นข้าที่ดึงดันก่อเรื่องเองทั้งหมด มาถึงขั้นนี้แล้วทุกสิ่งล้วนน้อมรับผิด “ นางเอ่ยออกมาเพื่อชั่งน้ำหนักของนางในใจของผู้อาวุโสตรงหน้า เพียงแต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้ เสียงแหบหนักเอ่ยกระแทกสวนออกมา 

    “ ได้! เจ้าไม่บอกก็ไม่เป็นไร  “ ตามมาด้วยเสียงตะโกนที่พยายามควบคุมอารมณ์ของชายชรา

    “ ลากทุกคนในเรือนคุณหนูออกไปตีจนกว่าจะมีคนสารภาพ "

    เสียงคำสั่งที่ดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ สร้างความตกตะลึงให้กับเย่วโลว หญิงสาวถึงกับตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว

    นางไม่เคยคิดฝันมาก่อน ว่าท่านตาจะโกรธขนาดพาลไปลงโทษคนในเรือนของนางด้วย ในหัวจึงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและความหวาดกลัว

    หลังตั้งสติได้ เย่วโลวรีบคลานเข่าเข้าหาจางกั๋วกง กอดขาของเขาไว้แน่น   

    "ท่านตาได้โปรดอย่าลงโทษพวกเขาเลย ข้าผิดเอง ข้าเป็นคนริเริ่มแผนการทั้งหมด หากต้องการจะลงโทษ ก็ลงโทษข้าเถิด “ นางมั่นใจว่า โทษของนางที่สุดก็แค่คุกเข่า ทุกครั้งก็ล้วนเป็นเช่นนี้ 

    แต่ทว่าสถานการณ์วันนี้กลับเลวร้ายเกินกว่าที่เย่วโลวคาดคิดไว้ เสียงร้องโหยหวนของบ่าวคนสนิทดังก้องไปทั่วระเบียงห้อง  ราวกับสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นที่ลงฑัณฑ์ทรมานไปเสียแล้ว

    “ท่านตา หยุดมือก่อน!” เย่วโลวสะอื้นไห้ร้องขอ นางไม่คิดว่าเรื่องราวเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ จะต้องลงเอยด้วยการลงโทษบ่าวรับใช้ที่เหลือ ซึ่งทำหน้าที่เพียงรอรับคำสั่งจากนางเท่านั้น

    “ใครเป็นคนติดต่อคนนอก?” จางกั๋วกงเอ่ยถามย้ำเสียงเข้ม ตาก็จ้องมองไปที่หลานสาวผู้กำลังคุกเข่ากอดขาเขาไว้แน่น

    “ข้าสั่งเหลียงหมัวมัวให้ทำค่ะ มีแค่บ่าวชายสามคนเท่านั้นที่ไปซื้อตัวมาจากพ่อค้าทาส ไม่มีใครอื่นอีก” เย่วโลวเงยหน้าขึ้นสบตากับจางกั๋วกง ใบหน้าของนางซีดขาว เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว

    “ดี ดี …องครักษ์ ลากหมัวมัวไปตีให้ตาย!” สิ้นคำสั่ง เสียงกรีดร้องน่าเวทนาก็ดังโหยหวนขึ้น จากนั้นก็เงียบหายไป จางกั๋วกงสะบัดแขนเสื้อ เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้พนักพิงตัวใหญ่ หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห ก่อนจะทอดถอนใจระบายความโกรธที่สุมอยู่เต็มอกออกมา

    เขาไม่ได้อธิบายสาเหตุของการลงโทษที่รุนแรงนี้ให้กับหลานสาวฟัง

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภายใต้ร่มเงาของเขา หลานสาวคนเดียวถูกเลี้ยงดูให้ห่างไกลจากวังวนของความขัดแย้งทั้งหลาย ให้นางมีชีวิตที่สุขสบาย เรียกร้องสิ่งใดก็ได้ดังใจ โดยไม่ต้องกังวลระแวดระวัง แม้แต่การพูดจายังไม่ต้องสนใจใคร แต่นางกลับทำสิ่งที่ไร้สติเช่นนี้ในวันนี้

    “เจ้าจงไปคุกเข่าสำนึกผิดที่ศาลบรรพชนสามวัน และห้ามออกนอกจวนเป็นเวลาสามเดือน!” กั๋วกงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาคาดเดาอารมณ์ได้ยาก ก่อนจะตวัดมือไล่นางออกไป แต่นางจะยอมเชื่อฟังเขาโดยง่ายหรือ

    ภายในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ของจวนกั๋วกง เย่วโลวหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธและเสียใจ "ทำไมคนที่ลงไปในสระถึงไม่ใช่คุณชายสาม? เกิดอะไรขึ้น? ข้าวางแผนทุกอย่างไว้รัดกุมแล้วแท้ๆ ทำไมกัน !"

    ทว่าคำถามของนางกลับไม่ได้รับคำตอบ เพียงแต่ชายหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าจ้องมองเย่วโลวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก สายตานั้นส่งผลต่อจิตใจของเย่วโลวอย่างมาก มันทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกดูถูกเหยียดหยาม ราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า 

    จางกั๋วกงพลันมองไปที่หลานสาวด้วยความสงสาร หลานสาวของเขาช่างไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก เขาได้แต่โทษตัวเองที่ปล่อยปละละเลยจนหลานสาวขาดสติ เรื่องราวทั้งหมดนั้นเรียบง่าย แต่จนป่านนี้นางก็ยังไม่เข้าใจ

    “มีใครอยู่บ้าง มาพาตัวคุณหนูออกไป ” เขาเอ่ยสั่งเสียงเรียบๆ องครักษ์สองคนก็เข้ามารวบตัวนางออกไปจากห้องทันที 

    ภายในห้องเหลือเพียงชายชราหน้าตาดำเครียดและชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา

    “ก่อนตาย เจ้ามีอะไรจะบอกข้าไหม?” จางกั๋วกงเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

    เขาสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย

    " หลานสาวของท่านต่างหากที่เป็นผู้ก่อเรื่อง ข้าเป็นเพียงคนที่ถูกซื้อมา เหตุใดท่านจึงมาซักถามข้าเล่า” เขาเอ่ยปากพูดในที่สุด แต่ไม่ได้ร้องขอความเมตตาให้แก่ตัวเอง เพียงยกมือสองข้างขึ้นมาดูด้วยดวงตาเยือกเย็นเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนจากท่าคุกเข่าเมื่อครู่เป็นท่านั่งเอนหลังไปเล็กน้อยด้วยท่าทีผ่อนคลาย แล้วเอ่ยต่อว่า 

    “แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ต่อให้ถูกทรมานก็คงบอกอะไรท่านไม่ได้อยู่ดี มิสู้...”  น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ท้าทาย

    “ในเมื่อเจ้าไม่กลัวตาย เช่นนั้นก็ดี” เสียงของคนที่อยู่สูงกว่าเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที ก่อนจะกวาดสายตาไปมาบนร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ แม้จะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็บอกไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นอะไร ก่อนจะละสายตามองเลยผ่านร่างเขาไปยังประตูแทน

    องครักษ์สามคนเดินกรูกันเข้ามาภายในห้องเงียบๆ

    “เอาตัวมันไปสอบสวน หากมันเป็นเพียงทาสไร้ค่าจริงๆ ก็ฆ่าทิ้งได้เลย คนที่เหลืออีกสองคนด้วย ” สิ้นคำสั่ง เหล่าองครักษ์ก็เข้ามาลากตัวชายหนุ่มออกไปทันที

    เรื่องราวภายในจวนกั๋วกงนั้น หากไม่คิดจะเปิด ก็ไม่มีทางที่จะหลุดลอดออกไป เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถปิดกั้นฟ้าได้ทั้งหมด นับประสาอะไรกับการกระทำของหลานสาว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้จะมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากน้อยแค่ไหน นับเป็นสิ่งที่เขาต้องกลับมาทบทวนให้ละเอียดอีกครั้ง รวมไปถึง

    สายตาที่ดูลังเลของจางกั๋วกงเมื่อทบทวนท่าทางของชายหนุ่มที่เขาเพิ่งสั่งให้ลากตัวออกไปเมื่อครู่

    คล้ายกับเรื่องเพียงสายลมแห่งทิศบูรพาพัดผ่าน สองเราไม่มีวันหวนคืน ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508