หาทางออก
ศิลาไม่ได้ตอบ เพียงหันมามองหน้า พงศ์เกษมแว๊บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองทิศทางเดิมอย่างคนสิ้นหวัง
พงศ์เกษมเดินเข้าไปในห้องครัวสักครู่ แล้วเดินออกมาพร้อมถาดอาหาร นำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร แล้วเดินไปหาเพื่อนที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ไปทานข้าวก่อนเถอะ ฉันซื้อข้าวต้มปลาของโปรดของนายมาฝาก ร้านนี้เขาทำอร่อยมากเชียวนะ ไปเถอะเดี๋ยวจะเย็นเสียหมด “พงศ์เกษมเอ่ยปากชวนเพื่อน
ศิลาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาขอบคุณ จึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร ข้าวต้มปลาส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แต่ศิลากลับไม่อยากทาน แต่ก็กลัวเพื่อนจะเสียน้ำใจ จึงตักทานไปเพียงสี่ห้าคำจึงวางช้อน เพราะรู้สึกว่าลำคอมันตีบตันจนกลืนอะไรไม่ลง เขาจึงยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแทน
“อิ่มแล้วหรือ ทำไมทานน้อยจังเลย ไม่อร่อยหรือไง “พงศ์เกษมถามเพื่อนอย่างเอาใจ
“ฉันทานไม่ลง ขอบใจนายมาก ที่ดูแลฉันเป็อย่างดี “
ศิลายังคงนั่งนิ่ง อย่างซังกะตาย ไม่ไหวติง พอสักพักเขาจึงได้เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
“ฉันอยากดื่มเหล้า “
พงศ์เกษมถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วจึงเดินเข้ามาหาศิลา จับบ่าทั้งสองของเพื่อนบีบเบา ๆ แทนการปลอบโยน
“นายเลิกดื่มมันมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ เหล้ามันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอก มีแต่ขาดสติและก็ยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ฉันขอเถอะนะอย่าแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้เลย “
พงศ์เกษมไม่อยากให้เพื่อน กลับไปเป็คนขี้เหล้าเมายา เหมือนอย่างแต่ก่อน
“แล้วนายจะให้ทำอย่างไรวะ ฉันกลุ้มใจจะบ้าตายอยู่แล้ว “ศิลาโวยวายน้อย ๆ ด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“เอาอย่างนี้นายไปแต่งตัว เดี๋ยวฉันจะพานายไปคลายทุกข์ รับรองว่านายจะต้องติดใจ ไปซิไปแต่งตัว “พงศ์เกษมคะยั้นคะยอเพื่อนแกมบังคับ
ศิลาทำตามอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าที่จะมานั่งจมกองทุกข์ อยู่ในห้องแบบนี้
“นายจะพาฉันไปไหนเนี่ย “ศิลาถามเมื่อเห็นว่ารถแล่นมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที
“เดี๋ยวนายก็รู้ มาที่นี่ดีกว่าดื่มเหล้าเป็ไหน ๆ “พงศ์เกษมอวดสรรพคุณ
ศิลามองหน้าเพื่อนอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้สอบถามอะไรต่อจากเพื่อน เขานั่งเงียบ ๆ อยู่สักครู่พงศ์เกษมจึงเลี้ยวรถ แล้วขับต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
“ที่นี่นะหรือที่นายบอก “ศิลาถามอย่างฉงน เมื่อเพื่อนจอดรถเรียบร้อยแล้ว
“ก็ใช่น่ะซิ ไม่มีที่ไหนจะดีเท่าที่นี่อีกแล้ว ไปกันเถอะ แล้วนายก็จะรู้ว่าดีจริง ๆ อย่างที่ฉันบอก “
ศิลาเดินตามพงศ์เกษมเข้าไปในโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง พงศ์เกษมจุดธูปแล้วส่งให้เพื่อน
ศิลายื่นมือไปรับธูปที่เพื่อนส่งมาให้ แล้วทำตามคำแนะนำของพงศ์เกษม
“ไหว้พระเสร็จแล้ว นายตามฉันมา ฉันจะพาไปหาหลวงพ่อ “พงศ์เกษมบอกเพื่อน
พงศ์เกษมเดินนำหน้าเพื่อน เดินอ้อมไปทางด้านหลังของโบสถ์ พาเขาเดินไปตามทางปูนเล็ก ๆ สักครู่ก็ถึงกุฏิ ทั้งคู่พากันขึ้นไปบนกุฏิ
“เจริญพรเถอะโยม ไปไงมาไงกันล่ะ ถึงมาถึงที่นี่ได้ “หลวงพ่อเอ่ยทัก เมื่อบุรุษทั้งสอง ก้มกราบเรียบร้อยแล้ว
“ผมพาเพื่อนมากราบหลวงพ่อขอรับ “พงศ์เกษมเรียนกับหลวงพ่อ
หลวงพ่อมองหน้าศิลาด้วยแววตาอ่อนโยน และเต็มไปด้วยความเมตตาชายหนุ่ม หลวงพ่อยิ้มน้อย ๆ อย่างสำรวมให้กับชายหนุ่ม
“ศิลา เพื่อนของผมขอรับหลวงพ่อ “พงศ์เกษมแนะนำ
ศิลาก้มกราบหลวงพ่ออีกครั้ง
“เจริญพรเถอะโยม “หลวงพ่อกล่าว
หลวงพ่อ พงศ์เกษมและศิลา นั่งสนทนาธรรมกันอยู่สักพัก จึงขอตัวลากลับ
พงศ์เกษมเดินลงกุฏิเป็คนแรก ตามด้วยศิลา แต่ก่อนที่ศิลาจะก้าวลงบันได หลวงพ่อพูดเบา ๆ ได้ยินเพียงแค่สองคน
“โยมศิลา รักคือทุกข์ และยิ่งเป็ทุกข์ที่เกิดจากเราเป็ผู้ก่อ เราก็ต้องดับทุกข์นั้นด้วยตัวของเราเอง จำคำอาตมาไว้นะ “
ศิลาก้มกราบหลวงพ่อ แล้วก้าวเดินตามพงศ์เกษมไป โดยหารู้ไหมว่า หลวงพ่อมองตามด้วยความเมตตา
ทั้งคู่เดินทางออกจากวัด ได้สักพักใหญ่ ๆ
“เป็ไง ดีขึ้นบ้างไหม “พงศ์เกษมถามเพื่อน เมื่อเห็นศิลานั่งเงียบ แต่สีหน้าดีขึ้นกว่าตอนขามามาก
“ขอบใจนายมาก “ศิลากล่าวสั้น ๆ
“แล้วเป็ไงบ้างล่ะ ดีอย่างที่ฉันคุยไหม “
ศิลาพยักหน้าแทนการพูด
“ฉันบอกแล้วไง ว่าดีกว่านั่งหรือดื่มเหล้าเป็ไหน ๆ เหล้ามันให้คำแนะนำกับเราไม่ได้หรอก ยิ่งดื่มยิ่งขาดสติ แต่ถ้าเราคุยกับพระกับเ้า ท่านจะให้ข้อคิด ชี้แนะหนทางสว่างให้เรา ช่วยให้จิตใจเราสบายขึ้น เมื่อใจสบายมันก็มีสติมากขึ้น เมื่อมีสติมากขึ้น มันก็มีปัญญาที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ฉันจึงไม่อยากให้นายหันไปดื่มเหล้าอีก เพราะมันช่วยให้เราปลดทุกข์ไม่ได้ “พงศ์เกษมบอกเหตุผลเพื่อนที่พามาวัด
“จริงอย่างนายพูด เหล้ามันช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ ฉันสบายใจขึ้นมาบ้าง ดีเหมือนกันที่ได้มาคุยกับพระกับเ้า ได้แง่คิดอะไรหลายอย่าง ทำให้จิตใจปลอดโปร่งดีเหมือนกัน “
ศิลาเอ่ย แต่ในสมองยังวุ่นวายสับสน ด้วยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี กับชีวิตของตนเอง ศิลาถอนใจเฮือกใหญ่ จนพงศ์เกษมต้องชำเลืองตามอง
“ค่อย ๆ คิด ใจเย็น ๆ ฉันเชื่อว่านาย จะต้องพบหนทางแก้ไขปัญหา ได้อย่างแน่นอน “พงศ์เกษมพูดให้กำลังใจเพื่อน
ศิลาเอนตัวพิงเบาะรถ สายตาเพ่งมองไปข้างหน้า อย่างคนคิดหนัก
รักคือทุกข์ ยิ่งเป็ทุกข์ที่เราก่อขึ้นเอง เราก็ต้องดับเอง จริงอย่างที่หลวงพ่อบอกทุกอย่าง ทุกข์ทุกอย่างจะดับได้ ก็ด้วยตัวของเราเอง
ศิลานึกถึงคำที่หลวงพ่อกล่าว
พงศ์เกษมเหลือบตามองเพื่อนอีกครั้ง เห็นเพื่อนนั่งนิ่ง เขาจึงไม่อยากชวนคุย จึงปล่อยให้ศิลาใช้ความคิดไปอย่างเงียบ ๆ และตัวเขาก็ไม่้าให้ตัวเอง เป็ตัวขัดความคิดของเพื่อน เขา้าให้ศิลาใช้เวลาที่มีอยู่ หาทางแก้ปัญหาชีวิตที่สับสนวุ่นวาย
“นายไปหาคุณแพรมาหรือ “
พงศ์เกษมถามเพื่อนเมื่อเห็นศิลา มีอาการท่าทางค่อนข้างอ่อนเพลีย ใบหน้ามันไปด้วยคราบเหงื่อ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไปหาแพรพิมพ์มา ทำไมถึงเหมือนกับ คนทำงานกลางแจ้งเช่นนี้ “
ศิลาเดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำใส่แก้ว ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด อย่างคนกระหาย
“ฉันถามว่านายไปหาคุณแพรมาหรือ “พงศ์เกษมถามซ้ำอีก เมื่อศิลาเดินมานั่งข้าง ๆ
ศิลามองหน้าเพื่อน ด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่ส่ายศีรษะไปมาแทนคำพูด
“นายไม่ได้ไปหาคุณแพร แล้วนายไปไหนมา สองสามวันนี้ฉันว่านายดูแปลก ๆ ไปนะ “
พงศ์เกษมเอ่ย เมื่อเริ่มเห็นสิ่งผิดปกติ บางอย่างในตัวเพื่อนเปลี่ยนไป
“อะไรทำให้นายคิดเช่นนั้น “ศิลาถามด้วยน้ำเสียงปกติ โดยมิได้หันหน้าไปมองหน้าเพื่อน
“ก็นายกลับมาทีไร หน้ามันเยิ้มมาทุกที ท่าทางก็ดูเพลีย ๆ แต่ที่เห็นได้ชัด สีหน้าและแววตาดูเปลี่ยนไปมาก ฉันถามตรง ๆ เถอะ นายไปไหนมาและไปทำอะไรที่ไหน “พงศ์เกษมวิเคราะห์ และอดสงสัยไม่ได้
ศิลาไม่ตอบ แต่กลับเริ่มสนทนา อยากเป็เื่เป็ราว จนพงศ์เกษมถึงกับงง เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อน
“พรุ่งนี้ฉันจะกลับกรุงเทพฯ “ศิลาโพล่งออกมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และก็ไม่สนใจคำถามของเพื่อน
“เฮ้ย! อะไรกันวะ “พงศ์เกษมอุทานอย่างแปลกใจ
“ไม่ต้องเฮ้ยหรอก นายได้ยินไม่ผิดหรอก “
“นายบอกว่า นายจะกลับก็ต่อเมื่อ เื่ระหว่างนายกับคุณแพรจะเรียบร้อยแล้วไง “
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว “ศิลาบอกตรง ๆ
ภายในสมองหวนไปนึกถึง คำพูดของหลวงพ่อ ซึ่งเขาได้สนทนากับท่านมา อีกทั้งได้ช่วยเหลืองานบางอย่างที่สามารถจะทำได้ จนเริ่มเห็นหนทางที่จะแก้ปัญหาได้
ทำไมโยมไม่ลองใช้ธรรมไล่ความทุกข์ดูบ้างล่ะ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวังสักรายเลย มีแต่ความสุขที่แท้จริง โยมลองไปตรองดู แล้วโยมก็จะรู้ว่าทุกอย่าง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสนั้นเป็สัจธรรมและเป็จริงทุกอย่าง ขยะที่อยู่ในใจของเรา ถ้าเรากวาดทิ้งไปเสียบ้าง ถังขยะหัวใจของเราก็ว่างเปล่าเบาสบาย ความทุกข์ก็เปรียบเหมือนขยะ ที่คอยส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเราเอามันไปทิ้งเสียบ้าง เราก็จะรู้สึกเบาสบาย ทำไมโยมไม่กวาดมันทิ้งเสียบ้าง เหมือนอย่างที่เรากำลังกวาดใบไม้ร่วงบนพื้นลานวัดนี้ไง
ศิลานึกถึงคำที่หลวงพ่อบอก ขณะที่ช่วยกันกวาดลานวัด ที่มีเศษใบไม้ที่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นดิน คำพูดของหลวงพ่อ ยังก้องอยู่ในโสตประสาทและห้วงลึกในหัวใจของเขา
“นายไม่สบายหรือเปล่า “พงศ์เกษมถามอย่างเป็ห่วง เมื่อเห็นอาการของเพื่อนผิดปกติ
“เปล่า เพียงแต่ฉันหาทางออกให้กับตัวเองได้แล้ว เมื่อทุกข์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะฉัน ฉันก็จะต้องดับทุกข์ทั้งหมด ด้วยตัวของฉันเอง มัวแต่จะให้คนอื่นมาดับทุกข์ให้ คงเป็ไปไม่ได้ เพราะทุกข์ใดใครก่อ คน ๆ นั้นก็ต้องดับเอง
ศิลารีบเฉไฉไปเสียทางอื่น เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนงง ๆ กับความคิดคำพูดของเขา
“ฉันยังไม่เสร็จธุระ คงจะตามนายไปทีหลัง “พงศ์เกษมตอบอย่างเลื่อนลอย ด้วยยังงง ๆ กับท่าทางและคำพูดของศิลา
“นั้นฉันไปเก็บเสื้อผ้าก่อนแล้วกัน “ศิลาตัดบท บอกด้วยสีหน้าราบเรียบ แววตาที่เคยร้อนรุ่มอย่างรุนแรง แทบจะไม่เหลือให้เห็นอีกเลย
“คุณศิลาไม่มาด้วยเหรอคะ “จันทร์แขถาม เมื่อเห็นพงศ์เกษมนั่งอยู่ ในห้องรับแขกเพียงคนเดียว
“ไม่ได้มาครับ “เขาบอกพร้อม ๆ กลับถอนหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคิดอย่างหนัก
จันทร์แขทรุดตัว นั่งฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม สังเกตเห็นอาการผิดปกติของเขาอย่างชัดเจน เธอจึงถามด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“คุณพงศ์เป็อะไรหรือเปล่าคะ ดูแปลก ๆ จังเลย “จันทร์แขถาม เมื่อเห็นคนรักผิดไปจากทุกครั้งที่มา
“ก็นายใหญ่น่ะซิ ท่าทางดูแปลก ๆ พูดจาก็ชอบกล “
พงศ์เกษมบ่น เมื่อนึกถึงคำพูดและท่าทางของเพื่อนรัก
“แปลกอย่างไรคะ “จันทร์แขอดสงสัยไปด้วยไม่ได้
“สองสามวันนี้ นายใหญ่มาหา คุณแพรกับเสือน้อยหรือเปล่า “พงศ์เกษมเริ่มลำดับเื่
“เปล่าค่ะ แขก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าทำไมสองสามวันนี้ ไม่เห็นคุณศิลา แอบมาหาเสือน้อยเลย “จันทร์แขคล้อยตาม เหตุการณ์ที่พงศ์เกษมลำดับ
“ถ้าไม่มาแล้วศิลาไปไหน หายไปทีเป็วัน ๆ กลับมาทีไรเพลียมาทุกที ท่าทางก็ดูเปลี่ยนไป ดูสงบขึ้น นี่คุณแพรรู้ไหมว่าศิลาจะกลับกรุงเทพ นี่ก็อีกเื่อยู่ ๆ ก็พูดโพล่งออกมา จนผมตั้งตัวตั้งสติไม่ทัน ทั้ง ๆ ที่มันก็เคยบอกว่า จะกลับก็ต่อเมื่อ เื่ของมันกับคุณแพรจบลงด้วยดี ผมสงสัยจริง ๆ ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ “
พงศ์เกษมเริ่มหงุดหงิด ด้วยความเป็ห่วงเพื่อน และยิ่งเห็นเพื่อนเปลี่ยนไปอย่างมาก ยิ่งทำให้พงศ์เกษมไม่สบายใจ
จันทร์แขพลอยเดือดเนื้อร้อนใจไปด้วย
“กลับเมื่อไหร่นะคะ “จันทร์แขถาม เสียงสูงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“พรุ่งนี้ “
“ทำไมรีบร้อนนักค่ะ “
“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พูดจาก็แปลก ๆ ราวกับว่ามันจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่สนใจไยดีเลย “
“หมายความว่าอะไรคะ ไม่สนใจไยดี แล้วแพรกับเสือน้อยล่ะ คุณศิลาก็ไม่สนด้วยหรือคะ “
จันทร์แขถาม ด้วยหัวใจสับสนและปนสงสัย
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน และก็ไม่รู้ด้วยว่า มันกำลังคิดหรือกำลังทำอะไรของมัน แขรู้ไหมนายใหญ่พูดว่า มันเป็คนก่อทุกข์ มันก็ต้องเป็คนดับทุกข์ด้วยตัวของมันเอง ผมบอกตรง ๆ เลยนะ ว่าผมเป็ห่วงนายใหญ่มากเหลือเกิน กลัวว่ามันจะคิดสั้น หรือไม่ก็คิดไปในทางที่ผิด “พงศ์เกษมกังวลและไม่สบายใจ
“ถ้าเป็อย่างที่คิด แล้วเราจะทำกันอย่างไรดีล่ะค่ะ แขใจคอไม่ดีเลยค่ะ “จันทร์แขพลอยไม่สบายใจไปด้วย
“เอาอย่างนี้ ผมจะรีบเคลียร์งาน ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด แล้วผมจะรีบกลับกรุงเทพฯทันที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป “พงศ์เกษมบอกอย่างไม่เป็สุข
“คุณแขค่ะ อาหารตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะ “สะอิ้งรายงาน
การสนทนาของคนทั้งคู่ จึงยุติลงโดยปริยาย
“แข ว่าเราไปทานอาหาร กันก่อนดีกว่าค่ะ “แล้วเดี๋ยวค่อยปรึกษาหารือกันอีกที ว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อไป
“นายจะกลับเช้านี้เลยหรือ “พงศ์เกษมถาม เมื่อเห็นศิลายกกระเป๋าเดินทาง ที่จัดเตรียมไว้ั้แ่เมื่อวาน ออกมาวางไว้นอกห้องนอน
“ยังหรอก ฉันจะแวะไปหาแพรกับลูกก่อน แล้วตอนเย็นจึงจะกลับ “ศิลาบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ
“นายกลับไปเที่ยวนี้แล้ว นายจะกลับมาที่นี่อีกไหม “
พงศ์เกษมถามความคิดของเพื่อน
ศิลามองหน้าเพื่อน ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวและมั่นคง
“คงจะไม่กลับมาอีกแล้ว ฉันอาจจะไปจากที่นี่ตลอดกาล ฉันจะทำตามที่แพร้า คือฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเขาและลูกต่อไป ถึงแม้ว่าฉันจะต้องฝืนความรู้สึก ของฉันอย่างแสนสาหัสก็ตามที ฉันไปก่อนนะยังมีธุระต้องทำอีกหลายเื่ “
ศิลาพูดจบ ก็เดินออกจากห้องพักทันที โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้พงศ์เกษมได้ตั้งคำถามถามเขา พงศ์เกษมได้แต่ยืนงง และใช้ความคิดอย่างสับสนเพียงคนเดียว โดยไม่เข้าใจว่าศิลาทำไมถึงพูดเช่นนั้น เขาล้มเลิกความคิดที่จะขอคืนดีกับแพรพิมพ์แล้วหรือ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น ก็มีอาการจะเป็จะตายเกี่ยวกับเื่นี้
ศิลาเดินอ้อมไปยังหลังตึกทันที เมื่อสอบถามสะอิ้งว่า แพรพิมพ์อยู่ที่ไหน เขาเร่งฝีเท้าจนเดินพ้นมุมตึก ภาพที่เขาเห็นเบื้องหน้าคือ ภาพของหญิงอันเป็ที่รัก กำลังนั่งเล่นอยู่กับเด็กน้อย ก็คือลูกของเขานั่นเอง เขายืนมองและช่างใจอยู่สักครู่ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา เมื่อเขาเดินไปใกล้คนทั้งสอง ความรู้สึกเ็ปรวดร้าว เริ่มมาจับที่ขั้วหัวใจ ชายหนุ่มพยายามหักห้ามความรู้สึก แล้วก้าวเดินต่อไป ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว เป็่พอดีที่เสือน้อยเหลือบสายตาเห็นเข้าพอดี เด็กชายวัยน่ารักจึงเรียก และทำท่าจะลุกแล้วเดินมาหา ด้วยความดีใจตามประสาเด็กๆ แพรพิมพ์หันมามอง แล้วคว้ามือลูกชายไว้ทันที ลุกขึ้นยืนอุ้มลูกไว้แนบอก พร้อมกับถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อศิลาเดินมายืนอยู่ใกล้ ๆ ศิลาเดินมายืนจนประชิดตัวหญิงสาว แพรพิมพ์ขยับถอยหลัง เพื่อไม่ให้ศิลายืนประชิดตัวเธอและลูก มากจนเกินไป ศิลาเห็นอาการของหญิงสาว ยิ่งสร้างความเ็ปรวดร้าว ให้กับเขามากขึ้นเป็ทวีคูณ แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็ต้องแข็งใจพูด
“ไม่ต้องกลัวผมหรอก ผมมีเื่อยากจะขอร้อง แพรเป็ครั้งสุดท้าย ผมสัญญาหลังจากวันนี้แล้ว ผมจะไม่มารบกวนคุณกับลูกอีกเลย “
หัวใจของหญิงสาวหวิวหวิว เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม
“ผมจะมาลาแพรกับลูก ผมขอกอดลูกสักครั้งจะได้ไหมครับ “
ชายหนุ่มส่งสายตาวิงวอน หญิงสาวมองดูชายหนุ่มอย่างเต็มตา เขาเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปมากจริงๆ ผอมลงไปมาก ใบหน้าซีดเซียว แววตาแห้งผากขาดความสุข แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยทุกข์ ความรู้สึกสงสารแล่นมาจับที่ขั้วหัวใจทันที เธอจึงช่างใจอยู่สักครู่ จึงปล่อยตัวเสือน้อยจากอ้อมกอด เสือน้อยเมื่อเป็อิสระจากมารดา จึงโผเข้าไปหาชายหนุ่มทันที
ศิลากอดลูกด้วยความดีใจ เขาพรมจูบจนทั่วดวงหน้าน้อย ๆ ของลูก ด้วยความรักความเสน่หา และด้วยความรักความอาวรณ์
“เสือน้อยคิดถึงคุณลุงจังคับ “เสียงใส ๆ บอกความรู้สึก ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ของตัวเอง
ศิลาได้ยินคำพูดของลูก หัวใจแทบสลาย เขากระชับวงแขนให้แน่นขึ้น
“พ ..... เออ! ลุงก็คิดถึงเสือน้อยเหมือนกัน คิดถึงมากถึงมากที่สุดเลยลูก “ชายหนุ่มกระท่อนกระแท่นพูด ราวกับลำคอตีบตัน
ถ้าเสือน้อยเรียกเขาว่าพ่อ เขาคงจะมีความสุขมากกว่านี้อีกหลายเท่า แพรพิมพ์ยืนมองศิลากอดเสือน้อย ด้วยความรักความเสน่หา โดยปราศจากการแสร้งใด ๆ ความรู้สึกสะท้านใจแล่นขึ้นมาในสมองทันที ความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามากลางใจ ทำให้เธอสงสารชายหนุ่มขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ด้วยเพราะกิริยาของพ่อที่แสดงออกต่อลูก มันทำให้ความทิฐิอาฆาตของเธอเริ่มอ่อนลง
ศิลาคลายกอดลูก แล้วเอามือทั้งสองข้าง ค่อย ๆ ประคองวงหน้าน้อย ๆ ของลูกไว้ แล้วจ้องมองราวกับว่า จะจดจำภาพวันนี้ไว้จนวันตาย
“เรียกลุงว่า พ่อ สักครั้งได้ไหมลูก “ศิลาถามเบา ๆ เกรงว่าแพรพิมพ์จะได้ยินเขาพูด
เด็กน้อยมองเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์
“ได้ไหมลูก “ศิลาถามซ้ำ ด้วยน้ำเสียงสะอื้นในอก แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้
“คุณพ่อ “เด็กน้อยเปล่งเสียงเบา ๆ ออกมา ด้วยความเต็มใจ และความใสบริสุทธิ์ตามวัย
ศิลากอดลูกไว้แน่น น้ำตาความปลื้มใจดีใจ ที่เขาพยายามสกัดกั้นเอาไว้ ซึมออกมาที่ดวงตาอย่างห้ามไม่ได้ เขาดีใจอย่างเหลือล้น ถึงแม้เขาจะมีโอกาสได้ยินลูกเรียก เพียงครั้งเดียวก็ตามที เขาก็พอใจแล้ว ความปีติปลาบปลื้มที่เขาได้รับนั้นมันก่อเกิดจนเต็มหัวใจของเขา
สะอิ้งเดินถือถาดน้ำเข้ามา แพรพิมพ์จึงบอกให้พาเสือน้อยไปอาบน้ำ และพาไปทานอาหารเช้าด้วย
ศิลาค่อย ๆ จุมพิตที่หน้าผาก ของเด็กน้อยเป็ครั้งสุดท้าย เขามองหน้าและบอกเบาๆ กับเสือน้อยว่า
“พ่อรักลูกมากนะครับ จำไว้ว่า พ่อรักเสือน้อยมากที่สุดในโลก “
แล้วเขาก็ส่งตัวให้กับพี่เลี้ยงไป เขามองดูสะอิ้งจูงมือเสือน้อยไป เขายืนมองจนลับตา ศิลาลุกขึ้นยืน เขาก้มหน้าอย่างใช้ความคิด ถอนหายใจน้อย ๆ ด้วยความโหยหาเเล้วก็ตัดสินใจรวบรวมสติ ที่กระเจิดกระเจิงแล้วเปลี่ยนมาเป็ความกล้าอีกครั้ง ก้าวเข้าไปยืนตรงหน้าหญิงสาว พูดออกไปกึ่งกล้ากึ่งกลัว