บทที่ 8 เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
เซียวหลิงอวิ๋นมุมปากกระตุกก่อนจะหันไปถามพ่อค้าแผงข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก
“พวกนั้นคือปรมาจารย์สื่อิญญาหรือ”
พ่อค้าแผงข้างๆมีใบหน้ากลมแลดูใจดี เขาแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“แม่นางนี่พูดอะไรตลกดีนะ ปรมาจารย์สื่อิญญาพบเจอได้ง่ายเสียที่ไหนพวกนั้นน่ะ ก็แค่ผู้สื่อิญญาฝึกหัดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งชีวิตนี้จะบรรลุเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาได้หรือเปล่า”
ผู้สื่อิญญาฝึกหัด?
เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับอึ้งงันพ่อค้าใจดีผู้นั้นดูไม่ถือสาที่บนหน้านางยังมีรอยจุดแดงน่าเกลียดอยู่เขาจึงอธิบายอย่างกระตือรือร้นถึงความแตกต่างระหว่างผู้สื่อิญญาฝึกหัดกับปรมาจารย์สื่อิญญาให้ฟัง
ผู้สื่อิญญาฝึกหัดก็คือศิษย์ฝึกหัดทั่วไปในแผ่นดินเสวียนชาง เหล่าผู้ฝึกยุทธ์มากมายล้วนอยากเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาเพราะมีเกียรติและหาเงินได้ง่ายที่สุด ดังนั้นแม้รู้ว่าตนไม่มีพร์ก็ยังยอมฝากตัวเป็ศิษย์ของปรมาจารย์สื่อิญญา จากนั้นจึงออกมาตั้งแผงหากินไม่ใช่แค่ในแคว้นฮั่วหลีแม้แต่ในดินแดนอื่นก็มีผู้สื่อิญญาฝึกหัดอยู่มากมายเช่นกัน
เซียวหลิงอวิ๋นถึงกับขมวดคิ้วแน่นรู้สึกทดท้อใจด้วยความสิ้นหวัง เช่นนั้นพรุ่งนี้หากนางตั้งแผงขายของคนก็คงคิดว่านางเป็ผู้สื่อิญญาฝึกหัดจอมต้มตุ๋นเหมือนคนพวกนี้กระมัง
นางกล่าวขอบคุณพ่อค้าหน้ากลมเล็กน้อย
“ขอบคุณที่บอก ขากลับวันนี้พ่อค้าอย่าเดินผ่านหน้าร้านสุราิญญาจะดีกว่านะ”
พูดจบเซียวหลิงอวิ๋นก็หมุนตัวจากไป ทิ้งพ่อค้าไว้กับรอยยิ้มขัน
เขารู้สึกว่าแม่นางน้อยผู้นี้ดูประหลาดอยู่ไม่น้อยคำพูดที่ออกมาก็ช่างเหมือนคนที่ชอบพูดลอยๆ ไปเรื่อยเปื่อย
แต่เมื่อถึงตอนเย็นขณะกำลังกลับบ้าน พ่อค้าผู้นั้นเดินมาถึงทางเข้าตรอกแคบสายหนึ่งตามปกติตรอกนี้เป็เส้นทางลัด และมีร้านสุราิญญาตั้งอยู่และมักส่งกลิ่นหอมของสุราออกมาทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน
ขณะกำลังจะเดินเข้าไปในตรอกก็หยุดชะงักไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆ ก็หวนคิดถึงคำเตือนของแม่นางน้อยผู้นั้นขึ้นมาแม้จะคิดว่านางพูดเล่น แต่กลับเผลอเปลี่ยนใจเดินอ้อมกลับทางถนนใหญ่ที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้แทน
ทั้งคืนผ่านไปอย่างสงบสุขพอรุ่งเช้าเขาก็มาตั้งแผงเช่นเคย พร้อมบ่นกับตัวเองว่าเมื่อวานคงเสียสติไปแล้ว
ทว่าไม่นานนักพ่อค้าแผงข้างเคียงที่คุ้นเคยกันก็กรูกันเข้ามาเล่าเื่ด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“รู้หรือเปล่า เมื่อคืนที่ร้านสุราในตรอกเย่จื่อเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแล้ว!ได้ยินว่ามีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งดื่มสุราิญญาเข้าไปแล้วเกิดคลุ้มคลั่งฆ่าคนในร้านจนหมด แม้แต่คนที่เดินผ่านก็ไม่รอดเลยสักคน ไม่มีใครช่วยไว้ทันเหตุเพิ่งเกิดขึ้นเย็นเมื่อวานนี้เอง!”
พ่อค้าหน้ากลมสะดุ้งเฮือกในหัวมีแต่เสียงสะท้อนของคำว่า “เมื่อวานเย็น...ตรอกเย่จื่อ...”
นั่นมันตรอกทางลัดที่เขาใช้เป็ประจำ!
พอคิดได้ดังนั้นเขาก็อดใจหายวาบไม่ได้ โชคดีที่เมื่อวานเขาอ้อมไปอีกสองสาม่ถนนไม่เช่นนั้น...ยังไม่แน่ว่าตัวเองจะรอดกลับมาบ้านได้หรือไม่
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาพ่อค้าหน้ากลมก็เริ่มตามหาแม่นางที่ใบหน้ามีจุดแดงเล็กๆ อย่างเซียวหลิงอวิ๋นไปทั่วแต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ
แน่นอนว่าเื่ราวของพ่อค้าหน้ากลมนั่นเป็เื่ที่เกิดขึ้นในภายหลังเพราะหลังเซียวหลิงอวิ๋นเอ่ยเตือนเสร็จก็ไปเดินชมตลาดต่อ กระทั่งยามเย็นเมื่อกลับถึงหน้าจวนเจิ้นกั๋วโหว ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในประตูใหญ่ก็ถูกทหารยามขวางไว้ก่อน
“คุณหนูใหญ่ ฮูหยินสั่งไว้ว่าให้ท่านไปพบทันทีที่กลับมา”
ดวงตาเซียวหลิงอวิ๋นวาววับฉายแววอันตราย
ซ่างกวนหลิวบอกให้ไปนางก็ต้องไปหรือ...หึ!
‘โครก...’
เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นอย่างไม่รู้กาลเทศะเซียวหลิงอวิ๋นคิดได้ทันทีว่านี่คงถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เช่นนั้นซ่างกวนหลิวคงเชิญนางไปกินข้าวใช่หรือไม่ในเมื่ออีกฝ่ายมีน้ำใจ นางก็ไม่เกรงใจแล้วกัน
เมื่อก้าวเข้าสู่จวนนางก็มุ่งหน้าไปยังเรือนของซ่างกวนหลิวโดยตรง
เรือนของซ่างกวนหลิวนั้นหรูหรางดงามถึงที่สุดต้นไม้ในสวนล้วนเป็ต้นไม้ิญญาราคาแพงไหนจะดอกไม้ิญญาที่เบ่งบานงดงามไปทั่วทุกมุมสวนและห้องโถงก็ยังประดับด้วยหยกิญญานานาชนิด
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงกลิ่นหอมของอาหารที่อวลไปด้วยพลังิญญาก็โชยมาเตะจมูกบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวชั้นเลิศที่เ้าของร่างเดิมเคยได้กินแค่ใน่ปีใหม่ตอนบิดากลับมาบ้านเท่านั้นส่วนวันปกติ แม้แต่อาหารเหลือยังไม่มีให้นางกินด้วยซ้ำ
ที่โต๊ะอาหารซ่างกวนหลิวนั่งอยู่กับเซียวเย่ว์หยา ทั้งคู่กำลังจะเริ่มลงมือกินพอดี
เซียวเย่ว์หยาหยิบตะเกียบขึ้นพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ท่านแม่ ทำไมนางตัวดีนั่นถึงยังไม่มาขอโทษอีกหรือมันกล้าขัดคำสั่งของท่านแม่ ถ้าเป็อย่างนั้นท่านแม่ต้องไม่ปล่อยมันไว้เด็ดขาด!”
เสียงหนึ่งสวนขึ้นมาอย่างเ็า
“นางตัวดี พูดถึงใครกัน!”
ทั้งเซียวเย่ว์หยาและซ่างกวนหลิวสะดุ้งโหยงเซียวเย่ว์หยาตั้งสติได้ก็โกรธจนหน้าบึ้งตึง ะโกลับอย่างไม่ลดราวาศอก
“จะใครล่ะ ก็พูดถึงเ้าน่ะสิ!”
พูดจบนางก็เพิ่งรู้ตัวว่าด่าตัวเองเข้าแล้วใบหน้าจึงแดงก่ำด้วยความอับอาย สบถออกมาเสียงดัง
“นางสารเลว มาที่นี่ทำไม ที่นี่ใช่ที่ที่เ้าจะเข้ามาได้หรือ! ไสหัวไป!อย่ามาทำให้เรือนของท่านแม่สกปรก!”
เซียวหลิงอวิ๋นใบหน้าเย็นเยียบทันทีนางเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างไม่แยแสน้ำเสียงยามเปล่งวาจาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“เ้าจะไล่ข้า? เ้าคิดว่าเ้ามีสิทธิ์อะไรเ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน!”
เซียวเย่ว์หยายังไม่ทันได้ตอบโต้เซียวหลิงอวิ๋นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มตักกับข้าวที่มีพลังิญญาเข้มข้นบนโต๊ะกินอย่างสง่างามท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
เสียงร้องดังขึ้นทันที
“อ๋า! เนื้อิญญาร้อยรส! น้ำแกงรังนก! เซียวหลิงอวิ๋น หยุดกินเดี๋ยวนี้ห้ามแตะต้องนะ!”
เซียวเย่ว์หยามองดูอาหาริญญาจานโปรดที่มารดาสั่งให้ห้องครัวจัดทำโดยเฉพาะพร่องไปอย่างรวดเร็วดวงตาเบิกกว้างแทบถลน โกรธจนแทบจะกรีดร้องและกระทืบเท้าอยู่ตรงนั้น
ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นยังคงกินไม่หยุดพลางพูดตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ซ่างกวนหลิวเรียกข้ามาก็แปลว่าเชิญมาร่วมโต๊ะมิใช่หรือข้าจะกินไม่ได้ได้อย่างไร”
‘ปัง!’
ซ่างกวนหลิวตบโต๊ะดังสนั่นใบหน้าแสดงความไม่พอใจเต็มที่ เพ่งมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความโกรธเกรี้ยว
“คุณหนูใหญ่ เ้ารู้จักมารยาทบ้างไหม ยังจะไม่วางช้อนตะเกียบอีก!”
เซียวหลิงอวิ๋นหัวเราะเยาะอยู่ในใจมือยังคีบอาหารเข้าปากไม่หยุดขณะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเ็า
“ซ่างกวนหลิว ที่ไร้มารยาทคือพวกเ้ามากกว่ากระมัง ขณะกินไม่พูดขณะนอนไม่คุย เป็มารยาทเบื้องต้นที่แม้แต่เด็กสามขวบยังรู้เ้าในฐานะสตรีผู้ทรงคุณธรรมอันดับหนึ่ง แค่นี้ก็ไม่รู้หรือ”
คำพูดของเซียวหลิงอวิ๋นย้อนกลับทำเอาซ่างกวนหลิวกับเซียวเย่ว์หยาแทบกระอักเื
สภาพของหญิงตรงหน้าช่างเหมือนผีอดตายลุกขึ้นมาจากหลุมทว่าท่วงท่ายามกินกลับมีมารยาทไร้ที่ติ ทำให้พวกนางพูดอะไรไม่ออก
เซียวเย่ว์หยาทนไม่ไหวอีกต่อไปเมื่อเห็นอาหารจานโปรดแทบจะเกลี้ยงจานแล้วนางกรีดร้องขึ้นมา
“เซียวหลิงอวิ๋น หยุดกิน! ข้าบอกให้หยุด! ใครบอกว่านี่คือเวลาอาหาร!”
ได้ยินดังนั้นเซียวหลิงอวิ๋นถึงกับชะงักเล็กน้อย หยุดคีบอาหารต่อแล้วเคี้ยวอาหารคำสุดท้ายจนกลืนลงคอเรียบร้อย
ซ่างกวนหลิวกับเซียวเย่ว์หยาถอนหายใจด้วยความโล่งอกทว่าเมื่อหันไปมองบนโต๊ะที่เหลือเพียงเศษอาหารและเห็นถ้วยเปล่าในมือเซียวหลิงอวิ๋น ใบหน้าทั้งสองคนก็พลันมืดครึ้ม
ซ่างกวนหลิวนึกขึ้นได้ว่าเมื่อ่เช้านางเพิ่งให้รังนกเืิญญาซึ่งเป็ของบำรุงร่างกายให้เซียวเย่ว์หยากินแต่กลับถูกเซียวหลิงอวิ๋นกินไปจนหมด ทำเอานางโกรธจัดจนแทบล้มโต๊ะ
“คุณหนูใหญ่ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเช้าเ้ากินรังนกเืิญญาที่เตรียมไว้บำรุงร่างกายเย่ว์หยาหมดเลยงั้นหรือนั่นเป็ของขวัญจากองค์ชายสาม เ้ากินเข้าไปแล้วไม่กลัวเขาจะโกรธเลยหรือ!”
ในอดีตเพียงแค่พูดถึงของที่องค์ชายสามมอบให้เซียวเย่ว์หยาเซียวหลิงอวิ๋นก็จะเ็ปและรู้สึกด้อยค่าทุกครั้ง
แต่คราวนี้เซียวหลิงอวิ๋นเพียงลูบหน้าท้องตึงอุ่นของตนเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยท่าทีเฉื่อยชา
“ในเมื่อของพวกนั้นเป็ของหลีเทียนเหยียนส่งมา ข้ายิ่งสมควรต้องกินหากเื่นี้แพร่ออกไปว่า หลีเทียนเหยียนปล่อยให้คู่หมั้นโดยชอบธรรมของตนเองอดอยากปากแห้งแต่กลับมอบรังนกเืิญญาซึ่งมีค่ามหาศาลให้แก่น้องสาวของคู่หมั้นพวกเ้าคิดว่าเขาจะถูกคนเขียนฎีกาเล่นงานมากน้อยแค่ไหน”
สีหน้าของซ่างกวนหลิวกับเซียวเย่ว์หยาพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหากเื่นี้แพร่ออกไป ย่อมถูกคนเจตนาร้ายจับไปขยายผลแน่
เพราะเหตุนี้เององค์ชายสามจึงมักใช้ชื่อเซียวหลิงอวิ๋นในการส่งของขวัญแล้วค่อยนำของเ่าั้ไปให้เซียวเย่ว์หยา
เซียวหลิงอวิ๋นสังเกตสีหน้าทั้งสองแล้วหัวเราะเยาะเบาๆก่อนจะกล่าวต่อ
“จริงสิ วันนี้ข้ายังมีอีกสองเื่ที่จะมาแจ้งหนึ่งคือของสินเดิมของมารดาข้า เ้าก็เก็บไว้ตั้งสิบกว่าปีแล้วถึงเวลากลับคืนมาได้แล้วกระมัง สองคือเสื้อผ้าอาหารเครื่องใช้ในเรือนของข้าต่อจากนี้จะต้องเทียบเท่าเซียวเย่ว์หยา ถ้าไม่ทำตาม...ผลลัพธ์จะเป็อย่างไร พวกเ้าก็ลองจินตนาการดูเอาเองแล้วกัน”