วันรุ่งขึ้น ชเวกังยูทำกิจวัตรประจำวันยามเช้าอย่างเป็ปกติ จากนั้นจึงเตรียมสิ่งของจำเป็รวมถึงดาบสั้นเล่มหนึ่งติดกระเป๋าไปด้วย
พ่อกับแม่ของเขาออกไปข้างนอกก่อนเขาแล้ว และเขาก็ได้บอกกับเพื่อนของเขาเอาไว้แล้วว่าตัวเขาไม่ได้ไปเรียนทั้งสองวันนี้ แน่นอนว่าเพื่อนๆ ของเขาก็แสดงความกังวลออกมาเพราะไม่คิดว่าคนที่แข็งแรงและไม่เคยขาดเรียนมาก่อนแบบเขา จู่ๆ ก็ลาอย่างกระทันหัน แถมยังเป็หลังจากเมื่อวานที่เขาได้ดูคลิปนั้นอีกด้วย
ใครๆ ก็สามารถบอกได้ว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเป็แบบนี้อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะคลิปนั้นที่เป็ต้นเหตุ อันที่จริงพวกเขาก็สนใจมันเช่นกัน ดังนั้นหลังจากที่พวกเขากลับบ้านของตัวเองกันไปแล้ว พวกเขาก็เริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคลิปนั้นทันที
แต่ช่างน่าเสียดาย เพราะพวกเขาค้นหาข้อมูลในวงแคบๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำเหมือนกับชเวกังยูที่หาทุกอย่างที่พอจะหาได้โดยใช้ความน่าจะเป็ และประสบการณ์ของเขาเอง จากนั้นจึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน และใช้มันวิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมด
มันจึงยังทำให้พวกเขาไม่สามารถรับรู้อะไรได้มากกว่านั้น
หลังจากเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เขาจึงโดยสารรถแท็กซี่ไปยังจังหวัดคย็องกี ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง โดยใช้รถขนส่งสาธารณะ และรถไฟฟ้าใต้ดินกว่าจะมาถึงนัมฮันซานซอง
เมื่อเขามาถึง ผู้คนค่อนข้างบางตาอย่างมาก โดยปกติแล้วสถานที่แห่งนี้แม้จะเป็วันธรรมดาก็ตาม อย่างน้อยๆ มันจะต้องมีนักท่องเที่ยวมากกว่านี้อย่างแน่นอน
เพราะสถานที่แห่งนี้นั้นคือสถานที่ท่องเที่ยวป้อมปราการนัมฮันซานซอง หนึ่งในแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้ มันเป็เมืองที่ออกแบบเพื่อใช้เป็เมืองหลวงสำหรับกรณีฉุกเฉินของราชวงศ์โชซอนในอดีต
การที่นักท่องเที่ยวน้อยลงแบบนี้ มันก็เป็เพราะว่าใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มันมีเหตุการณ์การหายตัวไปของนักท่องเที่ยวอย่างลึกลับอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณวัดแกวอนซา และวัดมังวอลซา ที่อยู่ในส่วนลึกของูเา
แต่ข่าวค่อนข้างเงียบมาก มันยากมากที่ผู้คนจะสนใจมัน การหายตัวไปของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคมมากนัก ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันค่อนข้างสนใจในสิ่งที่เป็กระแสเท่านั้น ส่วนเื่แบบนี้พวกเขามักจะไม่ใส่ใจเพราะมีคนจำนวนหนึ่งหายไปทุกปีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็ด้วยโรคความจำเสื่อม ออทิสติก หรืออื่นๆ ก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ชินชากับมันเสียแล้ว
เนื่องจากชเวกังยูยังไม่ได้ทานอาหารยามเช้า เขาจึงตัดสินใจเข้าร้านอาหารในนัมฮันซานซอง และสั่งเมนูง่ายๆ มากิน
“่นี้คนน้อยจังเลยนะครับ”
ในขณะที่เคี้ยวอาหารในปากหมดไปหนึ่งคำ ชะเวกังยูก็ริเริ่มพูดคุยกับเ้าของร้านด้วยบทสนทนาง่ายๆ ไม่กี่คำ
“เฮ้อ... ่นี้มีข่าวเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวหายตัวไปเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เลยน่ะสิ”
“พ่อหนุ่มมาเที่ยวแถวนี้ก็ระมัดระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดีนะ ลุงไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ถ้าข่าวการหายตัวไปยังคงมีเพิ่มขึ้นอีก เห็นทีลุงคงจะต้องเซ้งร้านซะแล้วล่ะนะ”
ตอนนี้รถยนต์ที่วิ่งเข้าออกน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าข่าวจะไม่ได้อยู่ในกระแส อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้คนที่้ามาท่องเที่ยวในสถานที่บางแห่งที่ซึ่งกำลังมีข่าวลือหนาหูนั้น มันก็สามารถทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจไปที่อื่นแทนได้
ท้ายที่สุดนั้น สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่ได้มีแห่งเดียวอยู่แล้ว
“ขอบคุณที่แนะนำนะครับ”
ชเวกังยูรู้อยู่แล้วว่าทำไมผู้คนจึงซบเซาลงเช่นนี้ เขาได้ทำการหาข้อมูลมาค่อนข้างดี เขาใช้ข้อมูลเ่าั้จำกัดพื้นที่ที่มีความน่าจะเป็ และต้องเป็พื้นที่ซึ่งใกล้กับเขามากที่สุด มันจะได้ใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบ และกลับบ้านโดยไม่ทำให้พ่อกับแม่ของเขาต้องสงสัย
เขาไม่เคยหยุดเรียนมาก่อน ดังนั้นหากทั้งสองรับรู้เื่นี้จะต้องเกิดความสงสัย และตั้งคำถามมากมายอย่างแน่นอน ถ้าเป็อย่างนั้นเขาคงจะปวดหัวน่าดู
ชเวกังยูรีบกินข้าวให้หมดจาน จากนั้นจึงเช็คบิล และนั่งรถขนส่งที่ผ่านมา เดินทางไปยังจุดที่ใกล้กับทางเข้าของวัดแกวอนซามากที่สุด
วัดแกวอนซาได้ปิดทำการชั่วคราว มีตำรวจเข้าออกอยู่เป็ประจำ ตรงทางเข้าถูกปิดกั้นไม่ให้คนนอกเข้าไปได้
แต่สิ่งนี้มันไม่เป็ปัญหาสำหรับชเวกังยูแม้แต่น้อย ด้วยความที่รัฐบาล้าทำให้เื่มันเงียบมากที่สุด โดยทำให้มันดูเหมือนเป็คดีลึกลับ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานในการคลี่คลายคดี จึงทำให้พวกเขาใช้ตำรวจท้องที่ปิดกั้นเฉพาะพื้นที่สำคัญเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เส้นทางตามปกติที่คนธรรมดาทั่วไปที่ยากจะเดินทางได้ พวกเขาไม่ได้สนใจมัน
โดยปกติแล้ว การเดินทางผ่านพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกถางเป็เส้นทางในยุคปัจจุบันนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงมันเป็ธรรมดาอยู่แล้ว ประจวบกับการที่ระดับสูงสั่งการมาให้ตำรวจชุดที่ทำคดีนี้ต้องดำเนินการตามนั้น พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อทำให้เื่เป็ความลับ และไม่น่าสงสัยมากที่สุด
ด้วยการวิ่งผ่านป่าเขา ด้วยการก้าวเท้าอย่างมั่นคง ซึ่งเป็วิชาตัวเบาประจำตัวของเขา ไม่นานนักเขาก็มาถึงวัดแกวอนซาแล้ว
“ตำรวจส่วนใหญ่จะประจำตามจุดต่างๆ แต่คนนอกกลุ่มนั้นดูไปแล้ว เหมือนพวกเขาไม่ใช่ตำรวจเลยสักนิด แถมคนเ่าั้ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ พวกเขาคิดจะกำลังทำอะไรกันแน่?”
จากสายตาของชเวกังยูนั้น ภายในวัดนอกจากตำรวจที่ประจำการตามจุดต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีพระเลยสักรูปเดียว มีแต่คนกลุ่มหนึ่งที่แต่งชุดลำลองทั่วไปที่กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่ก็เท่านั้นเอง
แต่เมื่อดูจากลักษณะของบุคคลเ่าั้แล้ว พวกเขาดูเหมือนทหารระดับแนวหน้ากันซะมากกว่า
เมื่อผู้คนส่วนหนึ่งจากคนกลุ่มนั้นแยกตัวออกมาและเดินเข้าไปในป่า ชเวกังยูจึงตัดสินใจติดตามพวกเขาอยู่ห่างๆ
ลึกเข้าไปในป่าเขา มีเสียงะโ และเสียงปืนที่ใส่อุปกรณ์เก็บเสียงปืนดังขึ้นเบาๆ เป็ระยะๆ
เมื่อมาถึงจุดหมาย สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขานั้น มันทำให้ชเวกังยูรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
มันคือฝูงก็อบลินที่ออกมาจากประตูมิติ แม้จะออกมาเพียงฝูงหนึ่งเท่านั้น แต่พวกมันก็ออกมาเรื่อยๆ ทีละฝูง ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด.