บทที่ 12 ปะทะกับสนมเหมย
“ไม่ต้องจับ ข้าไปเองได้!”
นางกำนัลพวกนั้นกำลังก้าวมาข้างหน้า แต่กลับถูกเสียงตะคอกอันเ็าของอวิ๋นอินอินหยุดไว้ หลังจากเห็นจุดจบของนางกำนัลจาง หลายคนก็ไม่กล้าเข้ามาจับองค์หญิงเก้า ดังนั้นพวกนางจึงแบ่งเป็สองฝั่ง ขนาบเด็กสาวอยู่ตรงกลางและนำตัวไปยังตำหนักของสนมเหมย
สองฟากฝั่งของเส้นทางสู่ตำหนักสนมเหมยนั้นปลูกต้นดอกเหมยไว้เต็มไปหมด มีทุกสายพันธุ์ของทั้งสี่ฤดูกาล ดังนั้นไม่ว่าจะเป็ฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง ฤดูฝน หรือหนาว ล้วนสามารถได้กลิ่นดอกเหมย
อวิ๋นอินอินไม่มีอารมณ์จะมาดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของดอกไม้พวกนี้ นางก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักของสนมเหมยอย่างเดือดดาล
ทันทีที่พบสนมเหมย นางกำนัลจางก็รีบร้องทุกข์ บอกว่าองค์หญิงเก้าเกเรเและไร้มารยาทอย่างไร สนมเหมยมองนางกำนัลจางที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยโคลนอย่างรังเกียจ รีบยกมือไล่นางออกไป
สนมเหมยมองอวิ๋นอินอินที่ยืนอยู่กลางตำหนัก เห็นดวงตาของเด็กสาวที่มีชีวิตชีวา สีหน้าท่าทางดูไม่ถ่อมตัวและเย่อหยิ่ง เปรียบกับองค์หญิงเก้าในอดีตแล้ว ยามนี้เหมือนเป็คนละคนจริง ๆ
ในยามเดียวกับที่ถูกสนมเหมยมองสำรวจ อวิ๋นอินอินก็กำลังมองสำรวจสนมเหมยเช่นกัน สตรีนางนี้สวมอาภรณ์แพรต่วนลายดอกโบตั๋นสีแดงสด วางกายอยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย ผิวขาวกระจ่าง คิ้วโก่งงดงาม ทั่วทั้งร่างทรงเสน่ห์เย้ายวนยิ่ง มองไม่ออกเลยว่านางผู้นี้ได้ให้กำเนิดบุตรมาถึงสี่คน อีกทั้งอายุก็ใกล้จะสี่สิบแล้ว
อวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว นั่งอยู่ข้างกายของนาง สองพี่น้องอดไม่ได้ที่จะใช้สายตาอาฆาตอวิ๋นอินอิน ผิดกับสนมเหมยที่สงบนิ่ง
“เห็นเสด็จแม่ของข้าแล้วกลับกล้าไม่แสดงความเคารพ ใครเข้ามาสั่งสอนนางสักคราสิว่าควรทำเช่นใด” อวิ๋นพิ่นถิงมองอวิ๋นอินอินด้วยใบหน้าที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน
มุมปากของอวิ๋นอินอินโค้งขึ้น นางยิ้มพร้อมกล่าวกับอวิ๋นพิ่นถิง “ดูท่าคำพูดที่เสด็จอาบอกให้พี่หญิงอ่านหนังสือให้มากหน่อย ท่านยังคงฟังไม่กระจ่างสินะ”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้าคือ ขอเพียงพี่หญิงอ่านหนังสือสักนิด ก็ควรจะรู้ว่าข้าผู้มีฐานะเป็ตี๋กงจู่[1]* ไม่จำเป็ต้องทำความเคารพผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสนม พระสนมเหมย ท่านว่าถูกหรือไม่?” อวิ๋นอินอินกล่าวจบก็ยิ้มมองไปยังสนมเหมย เห็นนางสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ก็รู้ว่าที่นางสามารถเป็ใหญ่ในตำหนักหลังได้ ไม่ได้พึ่งพาเพียงรูปโฉมเท่านั้น
อวิ๋นพิ่นถิงลุกขึ้นพุ่งเข้าไปหมายจะตบอวิ๋นอินอิน แต่กลับถูกสนมเหมยยื่นมือไปห้ามไว้ก่อน
เพียงสายตาเดียวของสนมเหมยก็ทำให้สองพี่น้องที่อารมณ์พลุ่งพล่านนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
“ดูท่าอาการป่วยขององค์หญิงเก้าจะหายแล้วจริง ๆ” สนมเหมยขยับกายนั่งอย่างสง่างาม ไม่สนใจการยั่วยุที่อวิ๋นอินอินจงใจทำเมื่อครู่
“ข้าควรขอบคุณพระสนมเหมยที่มาส่งยาในยามวิกาล”
นางพูดอย่างปากคอเราะราย สายตาที่สนมเหมยมองอวิ๋นอินอินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็เ็า อวิ๋นอินอินก็ไม่ยอมถอย ถลึงตากลับไปเช่นกัน
ทันได้นั้น สนมเหมยก็ยิ้มออกมาบาง ๆ จากนั้นเหลือบมองนางกำนัลที่อยู่ด้านข้าง นางกำนัลผู้นั้นก็พยักหน้า เมื่อหันกลับมาก็ถือชามออกมาใบหนึ่ง ค่อย ๆ เดินไปทางอวิ๋นอินอิน
“ในเมื่อยานั้นได้ผล องค์หญิงเก้าก็ทรงดื่มอีกสักชามเพื่อรักษาสรรพคุณของฤทธิ์ยาเถิด” สนมเหมยกล่าววาจา ทว่าในมือลูบปิ่นทองคำบนศีรษะเบาๆ แสดงอิริยาบถทรงเสน่ห์อันเย้ายวนยิ่ง
แต่ในสายตาของอวิ๋นอินอินนั้น กลับเห็นเป็อสรพิษที่กำลังบิดเอวเรียวแลบลิ้นสีแดงแผล็บ ๆ
นางมองดูยาสีเข้มในมือของนางกำนัล ในใจของอวิ๋นอินอินมีความหวาดหวั่นผุดขึ้นมา เ้าของร่างเดิมถูกยานี้ทำให้ตายในเสี้ยววินาที ทั้งสีหน้ายังไม่มีร่องรอยเ็ปดิ้นทุรนทุรายแม้แต่น้อย ทวารทั้งเจ็ดก็ไม่มีรอยคราบเื วันนี้ต่อให้ตัวนางตายอยู่ในตำหนักแห่งนี้ คนข้างนอกก็ไม่มีทางสงสัยว่าตนถูกวางยาพิษเป็แน่
สนมเหมยไม่เพียงโเี้ อำมหิต แต่ยังกระทำเื่รอบคอบไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่น้อย
“องค์หญิงเก้า ท่านดื่มเถิด”
นางกำนัลประคองยาเดินเข้าไปใกล้อวิ๋นอินอิน นางจึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว หันศีรษะไปหาสนมเหมย “พระสนมเหมย เมื่อครู่ในยามที่ข้ากลับมาจากตำหนักของเซ่อเจิ้งหวาง เสด็จอาทรงบอกให้ข้าไปทานอาหารเย็นด้วย แต่หากข้าดื่มยาชามใหญ่เช่นนี้ลงไป เกรงว่าอีกครู่ก็จะกินไม่ลง มิสู้ ข้านำยานี้กลับไป ตอนกลางคืนค่อยดื่มดีหรือไม่”
เมื่อได้ยินชื่อตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง คิ้วสนมเหมยก็ขมวดเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็ยิ้มอย่างยั่วเย้า
“องค์หญิงเก้าวางใจได้ เวลาอาหารเย็นยังเหลืออีกหลายชั่วยาม ดื่มยาเพียงชามเดียว ย่อมไม่ทำให้ท่านเสียเวลากินข้าว”
เห็นได้ชัดว่าสนมเหมยไม่เชื่อคำพูดของตน อวิ๋นอินอินกัดริมฝีปาก มือกำมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ กวาดตามองไปรอบกาย คิดว่าตอนนี้หากตนพุ่งเข้าหาสนมเหมย ถือโอกาสภายใต้สถานการณ์ที่นางไม่ทันระวัง โอกาสที่จะสำเร็จน่าจะมีมาก
“คารวะพระสนมเหมยพ่ะย่ะค่ะ”
ในยามที่อวิ๋นอินอินเตรียมจะพุ่งเข้าไปนั่นเอง บุรุษที่สวมอาภรณ์แพรต่วนสีครามพลันเดินเข้ามาในตำหนักอย่างกะทันหัน วินาทีถัดมา นางกำนัลจางที่หอบหายใจเฮือก ๆ ก็วิ่งตามมา ไม่กล้าขวางเขา
“อวิ๋นิอวี่ ใครให้เ้าบุกเข้ามาโดยพลการกัน?”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่เจ็บแค้นจนแทบอยากโบยบุรุษเบื้องหน้าให้ตาย หากมิใช่เพราะเขา ยามนี้อวิ๋นอินอินคงจะหมดลมหายใจไปแล้ว เฉกเช่นเดียวกัน สีหน้าของสนมเหมยและอวิ๋นพิ่นถิงก็ไม่น่าดูเป็อย่างมาก
อวิ๋นิอวี่ราวกับไม่ได้ยินน้ำเสียงที่ไม่เป็มิตรของนาง เขายิ้มพร้อมยกกล่องใบเล็ก ๆ ขึ้นมา ส่งไปเบื้องหน้าของสนมเหมยแล้วกล่าวว่า “อวี่เอ๋อร์มาส่งชาดประทินผิวให้พระสนมเหมยแทนเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ตรัสว่านี่เป็ชาดที่ทำให้พระสนมเหมยโดยเฉพาะ ให้ข้ารีบส่งมาให้พระสนมเหมยลอง”
สนมเหมยยิ้มพร้อมยื่นมือออกไปรับ พร้อมซ่อนความไม่พอใจทั้งหมดไว้ที่ก้นบึ้งของจิตใจ
ในขณะนั้นเอง อวิ๋นิอวี่หันศีรษะไป มองอวิ๋นอินอินที่ยืนอยู่ในตำหนักอย่างประหลาดใจ “เหตุใดองค์หญิงเก้าจึงอยู่ที่นี่ได้? ท่านเลอะเลือนเดินมาผิดที่หรือ?”
ไม่รอให้นางตอบ อวิ๋นิอวี่ก็หันไปทางสนมเหมย “เมื่อครู่ข้าเห็นขันทีฉีของเสด็จอามองหานางอยู่ พระสนมเหมยคิดว่า จู่ ๆ เสด็จอาทรง้าพบคนปัญญาอ่อนไปเพื่อเหตุใดกันพ่ะย่ะค่ะ?”
สนมเหมยเลิกคิ้ว “เ้าบอกว่าขันทีฉีกำลังหาองค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่ระหว่างทางข้าเห็นเข้าพอดี ขันทีฉีไปที่ตำหนักเย็นแต่ไม่พบองค์หญิงเก้า จากนั้นเขาก็หาในตำหนักรอบหนึ่ง ทั้งยังถามข้าด้วย ดูท่าเสด็จอาทรง้าพบองค์หญิงเก้าด่วนนะพ่ะย่ะค่ะ”
ครานี้ สนมเหมยเริ่มเชื่อคำพูดที่อวิ๋นอินอินกล่าวเมื่อครู่ขึ้นมาแล้ว แม้ในใจจะไม่เต็มใจปล่อยนางไป แต่ก็เกรงว่าคราวนี้นางจะมีความเกี่ยวข้องใดกับผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิ ถึงเวลานั้นยามผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิมาหานาง ตนคงจะอธิบายไม่ได้
“พระสนมเหมย ดูท่าข้าคงไม่มีวาสนาได้กินยาชามนี้แล้ว เพื่อไม่ให้เสด็จอาต้องรอนาน อินอินก็ขอลาไปก่อน”
หลังจากอวิ๋นอินอินมองสนมเหมยสามแม่ลูก นางก็หมุนกายก้าวเท้าจากไป แผ่นหลังตั้งตรงเหมือนยามมาถึง ไม่อ่อนน้อมไม่แข็งกร้าว
“เสด็จแม่ ก็จะปล่อยให้นางจากไปเช่นนี้หรือเพคะ?”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวไม่พอใจมาก หากแต่สนมเหมยตบหลังมือของนางเบา ๆ นางจึงได้ไม่ส่งเสียงใดอีก
หลังออกจาตำหนักของสนมเหมย อวิ๋นอินอินมาถึงสระบัวในมุมหนึ่งของราชอุทยาน และยืนรออยู่ใต้ต้นหลิวต้นหนึ่ง
เป็ดังคาด เพียงครู่เดียว เงาสีครามร่างนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา
อวิ๋นอินอินมองบุรุษที่อบอุ่นและหล่อเหลาผู้นี้ ดวงตานางก็ค่อย ๆ สดใสขึ้นมา องค์ชายสามอวิ๋นิอวี่ เป็ผู้เดียวในความทรงจำของร่างเดิม ที่มอบความอบอุ่นให้นางนอกจากพระมเหสีจิ่ง
“เ้าเก้าน้อย”
อวิ๋นิอวี่เดินมาถึงเบื้องหน้าของอวิ๋นอินอิน เรียกนางอย่างอ่อนโยน ยื่นมือไปประคองไหล่ของนาง กล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจปนยินดีว่า “อาการป่วยของเ้าหายแล้วจริง ๆ หรือ? เ้าคงไม่รู้ว่า ในยามที่พี่สามเห็นเ้าพูดนั้น ข้าตกตะลึงเพียงใด ดีเหลือเกิน เ้าเก้าน้อย พี่สามยินดีกับเ้ามากเหลือเกิน”
“พี่สาม ขอบคุณท่านมากเพคะ” อวิ๋นอินอินกล่าวอย่างจริงใจ หากไม่ใช่เพราะเขาปรากฏตัวได้ทันเวลา วันนี้นางคงจะมอบชีวิตให้สนมเหมยแล้ว
อวิ๋นิอวี่ยิ้มพร้อมลูบผมของอวิ๋นอินอิน
“ระวัง!”
ทว่าทันใดนั้น อวิ๋นอินอินพลันมีสีหน้าใ เอื้อมมือดึงเขาไปยังด้านหลังของสะพานเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้าง
[1] ตี๋กงจู่ คือ องค์หญิงผู้ประสูติจากพระมเหสี