ท้องฟ้ายามเช้าสาดแสงลอดแนวใบไม้เหนือค่ายพักแรมของกลุ่มไป๋เฉิน อวิ๋นลั่ว และลูกน้องชุดดำอีกสองคน หลังจากเมื่อวานพวกเขาต่อสู้กับสมุนปริศนาและเห็นเงาของชายสวมเกราะลากโซ่บนผา ความกังวลยังคุกรุ่นอยู่ในใจ
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะไปถึงสุสานก่อนเที่ยงวันนี้” อวิ๋นลั่วกล่าวพลางเก็บสัมภาระ “หวังว่าจะเข้าไปไขปริศนา ‘ยันต์ัสลัก’ ได้สักที”
“ข้าก็หวังอย่างนั้น…” ไป๋เฉินชำเลืองมองเ้าเฮงเฮง หมาดำ-น้ำตาลแสนฉลาดที่นอนขดอยู่ใกล้เต็นท์ หลังรับบทฮีโร่ไปเมื่อคืนก็อาจเพลียเล็กน้อย
“หรือบางที เราอาจเผชิญหน้ากับ ‘เกราะลากโซ่’ อีกก็ได้” เขาพึมพำต่อ “แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
อวิ๋นลั่วเลิกคิ้ว “อย่าพูดสิ เ้าพูดอย่างกับชอบเจอเื่วุ่นเลยนะ”
“โธ่ ข้าไม่ได้ชอบน่ะสิ แต่ระบบป่วนๆ… เอ่อ หมายถึง ชีวิตข้าเองมันเจอแต่เื่ลุยๆ มาตลอด” เขาเกาแก้ม อธิบายไม่หมดว่า ‘ระบบ’ หมายถึงอะไร
ทั้งคณะเดินทางต่ออีกพักหนึ่ง จนกระทั่งพบโขดหินใหญ่เรียงรายเป็ทางเดินโบราณ สลักลวดลายับิดตัวประดับตามเสาที่ผุพังไปบางส่วน ด้านหน้าคือกำแพงหินเตี้ยๆ คล้ายเป็ขอบของสุสานขนาดใหญ่ มีซุ้มประตูเก่าๆ ที่สลักอักษรแทบเลือนราง
“นี่คงเป็สุสานตระกูลโบราณที่บิดาข้าพูดถึง” อวิ๋นลั่วหยุดยืนพินิจ เสาล้มๆ เผยให้เห็นร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่หลายร้อยปี
“ดูเก่าและร้างมาก… แต่ไม่แน่ว่าอาจมีคนมาเยือนเมื่อไม่นานนี้” ไป๋เฉินชี้ให้เห็นรอยเท้ามากมายบนพื้นดินแห้ง
“นั่นหมายความว่าเราไม่ใช่กลุ่มแรกที่มาถึงสินะ” เธอว่าพลางตั้งท่าระวังตัว กระบี่อยู่ในมือตลอดเวลา
เ้าเฮงเฮงเองก็กระพือจมูกดมกลิ่นไม่หยุด ก่อนส่งเสียง “งื๊ดๆ” คล้ายเตือนว่าอาจมีอันตรายด้านใน
เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าสู่โถงสุสานหลัก พบว่าเป็ลานโล่งรายล้อมด้วยกำแพงกึ่งถ้ำหิน ภายในมีทางแยกลงใต้ดินลึก สลักเสลาเป็รูปัพันเสา บ่งบอกว่าที่นี่เคยรุ่งเรืองและศักดิ์สิทธิ์ในอดีต
แต่ผาประตูหินขนาดใหญ่ที่นำไปสู่ชั้นลึกที่สุดกลับปิดแน่น มีช่องเล็กๆ สำหรับใส่กุญแจหรือแผ่นศิลาบางอย่างที่อาจเป็ “กุญแจแท่น” เพื่องัดเปิด
“อ้าว… จะเข้าไม่ได้หรือไง” ลูกน้องชุดดำคนหนึ่งลองออกแรงดัน แต่เหมือนไร้ผล
“เดี๋ยว ให้ข้าลองดู” ไป๋เฉินเสนอ พลางสูดหายใจตั้งการ์ดหมัดแมวเหมียว ดูแล้วทั้งอวิ๋นลั่วกับลูกน้องต่างพากันทำหน้าครึ่งขำครึ่งหวัง
“เหมียว!”
หมัดซ้ายขวาเขาต่อยประตูหินดัง “ตึง!” คลื่นพลังประหลาดส่งผ่านเข้าไป ทำเอาผนังสั่นะเืนิดหน่อย แต่ยังไม่แตก ชวนให้อดหัวเราะไม่ได้
“เฮ้อ… เ้าหมัดแมวเหมียวของเ้านี่ถึงกับทำลายประตูหินโบราณเลยเรอะ” อวิ๋นลั่วแซว
“โธ่ ข้าคิดว่าอาจจะมีลิ่มหินบาง หรือไม่ก็…” เขาอายจนหน้าแดง “แต่ดูเหมือนต้องหาวิธีเปิดปริศนาแทนสินะ”
ระหว่างตรวจสอบรอบๆ ประตู ผนังมีร่องรอยสลักเลือนรางอ่านยาก บางจุดมีอักษรโบราณบอกเล่าเื่ของ “อาณาจักรัสลัก” และ “การผนึกสัตว์อสูรใหญ่” บางข้อความเชื่อมโยงกับยันต์ัสลักอย่างชัดเจน
“ดูนี่สิ…” อวิ๋นลั่วเอามือลูบอักษรแถวหนึ่ง “มันเขียนว่า ‘พลังแห่งัสลักจะปิดผนึกอสูรค้ำชะตา ใครปลดผนึกจะนำภัยสู่โลก’ …ชวนให้ขนลุกนะ”
“หมายความว่าที่นี่ไม่ใช่แค่สุสาน แต่เป็สถานที่ผนึกอสูรโบราณ?” ไป๋เฉินพลิกอ่านหลายคำ “อาจเป็เหตุผลว่าทำไมมีคนอยากได้ยันต์นี่ไป”
“ถ้าได้รับ ‘ยันต์ัสลัก’ พวกมันอาจปลดผนึกอสูรได้ แล้วใช้ทำลายโลก? หรือใช้เป็อาวุธา?” เธอคาดเดาด้วยสีหน้าหนักใจ
เสียงระบบดังในหัวไป๋เฉินอย่างต่อเนื่องเหมือนเตือนว่า ได้ค้นพบ “ความจริงสำคัญ” - เื้ัยันต์ัสลักคือกุญแจผนึกอสูรโบราณ ผู้ใดยันต์นี้ก็อาจชักนำหายนะ หากใช้ในทางที่ผิด
“โอเค… งั้นการป้องกันไม่ให้ยันต์ตกในมือคนชั่วคือภารกิจของเราแล้วล่ะ” เขาพึมพำ
“ใช่… ถ้าพวกมันได้ยันต์นี้ไปหรือหาวิธีเปิดผนึกอสูรขึ้นมา อาจทำให้ยุทธภพลุกเป็ไฟ” อวิ๋นลั่วกำกระบี่แน่น
ระหว่างนั้น ไป๋เฉินมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เพราะเสียงระบบก้องมาในหัวอีกไม่หยุด
『ภารกิจใหม่: ปกป้องผนึกอสูรในสุสานให้ปลอดภัย และค้นหาตัว “ยันต์ัสลัก” ก่อนที่จะถูกยึดไปโดยฝ่ายศัตรู! รางวัล: แต้ม + ไอเทมลับสุดกาว!』
“โธ่เอ๊ย… ไอเทมสุดกาวอีกแล้วรึ!?” เขาเผลอหลุดปาก
“ฮะ? เ้าว่าอะไรนะ?” อวิ๋นลั่วหันมา ขมวดคิ้วงง
“เปล่าๆ… ข้าหมายถึง ดูท่าจะมีภารกิจใหญ่รอเราอยู่น่ะ” เขาเลี่ยงตอบ เธอเองก็เห็นเป็เื่ปกติแล้วที่เขาชอบพูดเพี้ยนๆ
หลังเดินวนค้นหาอยู่พักหนึ่ง ลูกน้องชุดดำกลับเจอ “แผ่นศิลา” เล็กๆ ที่ติดหลังเสาหักใกล้ผนัง เป็รูปหัวัสลักไว้ตรงกลาง เขาเรียกทุกคนมาดู
“นี่คงเป็กุญแจประตูหินนั่นแน่ๆ!” ไป๋เฉินตื่นเต้น
“ลองเอามาเสียบช่องบนประตูเถอะ” อวิ๋นลั่วตัดสินใจ
ผลคือเมื่อประกบเข้าร่องอย่างพอดี ประตูหินก็เกิดเสียงเคลื่อนช้าๆ จนแง้มเปิดเป็ช่องให้พอเดินเข้าได้ กลิ่นอับชื้นประหลาดลอยออกมา เสมือนด้านในปิดตายมาช้านาน
“เข้าไปกันเถอะ” เธอเตรียมไฟฉายแบบคบเพลิง
“เ้าดูแน่นักเหรอว่าเราอยากเข้าไปน่ะ?” ไป๋เฉินสั่นๆ “งั้นไปเถอะ…” เขาพยักหน้าข่มใจ ก่อนเดินตามติดเธอ
ภายในเป็ห้องโถงเล็กๆ ที่มีแท่นศิลาตั้งเด่นอยู่กลางห้อง สลักลวดลายัพันรอบ สวยงามแต่ก็ชวนขนลุก บริเวณเดียวกันมีหีบเหล็กเล็กๆ ถูกวางไว้บนแท่น พอเข้าไปใกล้ก็พบว่า โซ่เหล็กบางๆ พันปิดหีบไว้
“นี่คงเป็หีบ… อาจมี ‘ยันต์ัสลัก’ ที่พวกมันตามหาอยู่ข้างใน” อวิ๋นลั่วหรี่ตา แสงจากคบเพลิงสั่นวูบไหวสะท้อนกับผนังลายั
“ดูเถอะ… โซ่นี่สลักอักขระไว้ด้วย” ไป๋เฉินชี้ให้เห็นอักษรโบราณจางๆ คล้ายเวทผนึก
“แล้วเราจะเปิดมันไหม หรือปล่อยไว้ดีล่ะ?” เธอกระซิบ
“ถ้ามันเป็สิ่งที่ปิดผนึกอสูรหรือมีส่วนเปิดผนึก… เราควรปกป้องไว้ไม่ให้ตกในมือคนชั่วนะ” เขาเสนอ “แต่จะเปิดหรือไม่เปิด ก็เสี่ยงทั้งคู่”
“งั้นอาจต้องคิดหาวิธีนำหีบนี้ไปฝากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ไว้ใจได้ก่อน” อวิ๋นลั่วสรุปความ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพิจารณาวิธีเอาหีบออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากทางเดินด้านนอกของสุสาน ทำเอาอวิ๋นลั่วขมวดคิ้ว “ศัตรูมาอีกแล้วหรือ?”
“คงใช่… แถมเสียงเหมือนลากโซ่อีกแล้ว” ไป๋เฉินตัวเย็นวาบ เมื่อนึกถึงเงาสวมเกราะบนผา
“โอ๊ย สรุปมัน้าหีบนี้แน่ๆ!” เธอพูดเร่งเบาๆ “เราเอาไปได้ไหม หรือทุบโซ่ป้องกันไว้ก่อน?”
“ทุบด้วยหมัดแมวเหมียวเหรอ? แค่คิดก็อายแล้ว” เขาเลี่ยงส่ายหน้า “หีบอยู่ติดแท่นขนาดนี้ คงไม่ง่ายหรอก ถ้าเสียงใกล้ขนาดนี้ บางทีเราต้องตั้งรับศึกต่อไป”
ขณะที่เสียงลากโซ่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงฝีเท้าอีกหลายคู่ล้อมรอบทางเข้า ประหนึ่งว่าถูกกระจายกำลังมาอย่างเป็ระบบ เ้าเฮงเฮงก็ส่ายหางลุกขึ้นยืน สูดจมูกแรงๆ แสดงความตื่นตัวเต็มที่
ภายในสมองของไป๋เฉิน เสียงระบบดังชัดเจน
『ภารกิจใหม่: ปกป้องหีบ “ยันต์ัสลัก” ไม่ให้ตกในมือศัตรู \nเผชิญหน้ากับผู้โซ่เกราะ และค้นหาทางหยุดยั้งการปลดผนึกอสูร! \nรางวัล: แต้ม + ไอเทมลับขั้นต่อไป』
“นี่สินะ ‘ภารกิจ’ อย่างแท้จริง” เขาพึมพำ พลางแขนขาสั่นเล็กน้อยแต่ก็ฮึด
“เตรียมตัวสู้เต็มที่นะ” อวิ๋นลั่วหันมาสบตาเขา “ทำใจก่อนเลยว่าอีกไม่กี่อึดใจเราต้องปะทะศึกหนัก”
ไป๋เฉินฝืนยิ้ม “อืม… และพวกเราต้องไม่ให้หีบนี่หลุดมือเด็ดขาด”
“เงาสวมเกราะลากโซ่กับสมุนจะถล่มเข้ามาในสุสานเพื่อแย่งหีบหรือไม่? การปกป้อง ‘ยันต์ัสลัก’ จะกลายเป็ศึกเือันตรายแค่ไหน?”
(โปรดติดตามในตอนถัดไป!)