ตอนที่ 21 เพิงค้างแรมชั่วคราว (2)
กลับเป็นหลี่เฉินที่มองน้องสาวตัวเองอย่างแปลกใจ พวกเขาเป็นพี่น้องฝาแฝด ตอนเด็กๆ ประหนึ่งเป็นร่างเงาที่ไม่เคยแยกห่างกัน เหตุใดเขาถึงไม่รู้ ว่าที่ตรงนั้นมีถ้ำอยู่กันล่ะ
และแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ในตอนที่ทุกคนเห็นถ้ำด้านหลังหินก้อนนั้นบนใบหน้าก็มีรอยยิ้มขึ้นมา นี่นับว่าสวรรค์ช่วยเหลือในยามที่เจอทางตันอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าที่นี่จะเล็ก แต่ยังดีที่สามารถเข้าไปอยู่ได้
“เป็นแม่เองที่ไม่ดี แม่มันใช้ไม่ได้ ในมือไม่มีเงินทองทรัพย์สมบัติหรือบ้านของตัวเองอยู่เลย ตอนนี้พวกเราสี่แม่ลูกจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรกันดี”
เยี่ยซื่อมองไปที่ถ้ำ ขอบตาแดงก่ำ ดีที่ท้องฟ้ามืดมิดจึงไม่มีใครเห็น นางรีบใช้แขนเสื้อเช็ดออก ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “เป็นแม่เองที่ไม่คิดให้รอบคอบ ไม่ควรพาพวกเจ้าออกมาเช่นนี้...”
“ท่านแม่ ท่านอย่าพูดเช่นนี้อีกเลย มีข้ามีพี่ใหญ่อยู่ จะไม่มีทางให้ท่านและน้องเล็กต้องหิวอย่างแน่นอน พวกเรามีมือมีเท้า ตอนนี้ทำได้แค่พักผ่อนกันไปก่อน อย่างไรก็ต้องหาอะไรกินได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
หลี่ซินไม่รู้จะทำอย่างไรกับความอ่อนแอของมารดาผู้นี้ดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้ถึงความโศกเศร้าในใจของนาง จึงรีบเอ่ยปลอบใจ
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ท่านอย่าได้โทษตัวเองอีกเลย วันนี้พวกเรารวมตัวพักผ่อนกันก่อนสักคืน รอพรุ่งนี้เช้า ข้าจะคิดวิธีหาเงินดู” หลี่เฉินกำสองหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
หลี่ซินถอนหายใจยาวๆ ทีหนึ่ง นางเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร ต่อหน้าอนาคตที่ไม่รู้และไม่แน่นอนเช่นนี้ จะให้ยืนยันรับรองอะไรมากไปกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ เกรงว่าคงมีแต่ต้องหาเงินจริงๆ ถึงจะสามารถทำให้ครอบครัวสบายใจได้
“ท่านแม่ พวกท่านอยู่จัดการเก็บกวาดที่นี่กันไปก่อนเถิด ข้าจะลงไปเก็บฟืนด้านล่างเสียหน่อย ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หากไม่ก่อกองไฟ กลางดึกจะไม่สบายเอาได้” หลี่ซินเห็นว่าในถ้ำไม่มีอันตรายอะไร จึงเอ่ยออกไป
“น้องหญิง ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” หลี่เฉินใช้มือเช็ดตาแรงๆ รีบเอ่ยขึ้น
หลี่ซินพยักหน้า ไม่ได้คัดค้านอะไร ทำเพียงแค่กำชับเยี่ยซื่อและสือโถวว่าให้รออยู่ที่นี่ พวกเขาจะไปหาฟืนก่อน
ด้วยความที่ฟ้ามืดจึงทำให้มองอะไรได้ไม่ชัดเจนนัก สองพี่น้องหลี่เฉินคลำทางจนไปถึงเพิงแห่งนั้น เก็บเอาหญ้าเหมาที่ยังเหลืออยู่ไม่มากขึ้นมา ให้หลี่เฉินนำเอาของพวกนี้ขึ้นไปก่อน ส่วนตัวเองอุ้มเอาคานเสาที่เน่าผุท่อนหนึ่งเอาไว้ ตัดสินใจว่าจะเอากลับไปทำเป็นฟืน
หลี่เฉินนั้นมีหรือจะเห็นด้วย มือข้างหนึ่งถือกองหญ้าเหมา อีกข้างแบกเสาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วเดินตรงไปยังถ้ำทันที หลี่ซินมองดูเงาร่างผอมบางแต่ก็ดูมั่นคงของพี่ใหญ่แล้ว ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มมีความสุขออกมา คิดๆ ดูแล้ว ยังไงก็เอาเสาไปอีกสักต้นจะดีกว่า ก่อนจะเดินตามไป
และโชคดีที่หลี่เฉินรอบคอบ เขาคิดว่าตอนที่ขึ้นเขาไปเก็บฟืนยังสามารถทำของกินให้คนในครอบครัวกินได้สักหน่อย ดังนั้นตนจึงพกพับไฟ[1] ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา ไม่นานนักก็จุดไฟได้ ทั้งถ้ำจึงสว่างโร่ แสงเงาด้านในทำให้เห็นทุกอย่างชัดเจน
ถ้ำหินค่อนข้างลึกทีเดียว มีลมพัดมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกหนาวแต่อย่างใด กลับรู้สึกอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ กับค่ำคืนที่มีความเย็นเล็กน้อยเช่นนี้ ทำให้รู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง ที่นี่เป็นถ้ำธรรมชาติอย่างแท้จริง ฤดูหนาวอุ่นฤดูร้อนเย็น หากด้านในไม่ได้มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ละก็ ก็นับว่าเป็นที่พักค้างแรมที่ไม่เลวเลย
หลังจากผ่านอะไรมามากมาย ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้ากันหมด ตอนนี้มีกองไฟจุดอยู่หน้าปากถ้ำกับพื้นหินที่เรียบเสมอกัน ทั้งยังปูด้วยหญ้าเหมาหนาๆ แต่ละคนจึงพากันพักผ่อน เพียงแต่ว่าจะนอนหลับหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว เพราะเมื่อเช้าของวันรุ่งขึ้นมาถึง พวกเขาก็จะเปลี่ยนเป็นสกุลเยี่ยแทน
ใต้ท้องฟ้ายามราตรี มีร่างสองร่างยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างออกไปมากนัก มองดูทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในหุบเขา เงาร่างทั้งสองนั้นก็คือเสิ่นฉางเฮ่าและสือเยี่ยที่เสร็จสิ้นการล้างพิษแล้วมาทำการตรวจสอบนั่นเอง เพียงแต่ว่าตอนนี้สีหน้าของทั้งสองนั้นดูแปลกไป ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เอาละ ดูเรื่องสนุกมามากพอแล้ว ถึงเวลากลับได้แล้ว หากยังดูต่อไปคงได้กลายเป็นหินเฝ้ามองสามี[2] เป็นแน่”
สือเยี่ยมองไปยังกองไฟที่ส่องสว่างอยู่ภายในถ้ำ อดไม่ได้ที่จะเร่งเสิ่นฉางเฮ่า พูดออกไปอย่างติดรำคาญเล็กน้อย
เดิมทีสือเยี่ยก็สงสัยว่าใครกันที่ช่วยเพื่อนสนิทของเขา ถึงได้บังคับให้เพื่อนสนิทพามาดู แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มาเห็นละครใหญ่แบบนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก ดูท่าแล้ว แม้ว่าจะเป็นครอบครัวชาวนาตกอับ ก็ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนกันสินะ
เสิ่นฉางเฮ่าได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตาลง จากนั้นวาดเท้าเตะออกไปทันที สือเยี่ยรีบยกมือขึ้นมากันเอาไว้ เอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงใจ “เป็นอะไรไป นี่เจ้าอับอายจนโกรธ เลยคิดจะฆ่าคนปิดปากเลยหรืออย่างไรกัน”
เสิ่นฉางเฮ่าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเช่นกัน เขารู้สึกแค่ว่าในใจมันหงุดหงิด คำพูดยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมา การกระทำกลับเร็วกว่าหลายเท่า
สือเยี่ยพลันรู้สึกว่าเริ่มรับมือยากแล้ว มีหรือจะยังมีอารมณ์ไปพูดฉีกหน้าเขา เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ทั้งสองก็ปะทะกันไปแล้วหลายสิบกระบวนท่า สือเยี่ยต้านไม่ได้ ทั้งยังกลัวว่าจะไปทำให้คนในถ้ำตกใจเข้า จึงเตะเท้าหนีเสียเลย หลบเพียงไม่กี่ทีก็หายเข้าไปในความมืดแล้ว
เสิ่นฉางเฮ่าไม่ได้ตามไปทันที เพียงแต่หันกลับไปมองถ้ำแวบหนึ่ง ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกไป “พวกเจ้าอยู่เฝ้าดูที่นี่ อย่าได้ให้พวกสัตว์ในภูเขาเข้าไปรบกวนทำร้ายพวกเขาอีก”
“ขอรับ” ในความมืดมีเสียงสองเสียงตอบกลับมา เสิ่นฉางเฮ่าพยักหน้า แล้วไล่ตามสือเยี่ยไปทันที
ภายในถ้ำ หลี่ซินที่ดูเหมือนจะหลับสนิทแล้วกลับลืมตาขึ้นมาราวกับกำลังใช้ความคิด ทอดมองไปยังทิศทางที่ทั้งสองคนกำลังสู้กันแล้วขมวดคิ้ว
ที่จริงแล้วตั้งแต่ออกมาจากบ้านตระกูลหลี่ หลี่ซินก็รู้ถึงการมีตัวตนของคนเหล่านี้จากอาชิวแล้ว ในตอนที่ได้รู้ว่าหนึ่งในนั้นคือเสิ่นฉางเฮ่าคนที่นางได้ช่วยเอาไว้ในวันนี้ สีหน้าก็ดูแย่ลงทันที คนคนนี้คงมิใช่เพราะนางไปเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงเข้าจึงคิดจะมาฆ่าปิดปากหรอกนะ ละครแนวแก้แค้นตอบแทนบุญคุณในโทรทัศน์เมื่อชาติก่อน หรือแม้แต่ในชีวิตจริงหลังจากนั้นนางก็เคยเจอมาไม่น้อยแล้ว
เชิงอรรถ
^ พับไฟ หรือตะบันไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟของชาวจีนโบราณ สามารถจุดไฟได้ด้วยการเป่าเพียงครั้งเดียว^ หินเฝ้ามองสามี คือหินที่มีรูปร่างเหมือนคนที่กำลังยืนเฝ้ามอง อยู่ในมณฑลเจียงซี ตามตำนานเล่าว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งเฝ้ารอสามีด้วยความภักดีอย่างยาวนาน จนเทพแห่งท้องทะเลเปลี่ยนให้เธอกลายเป็นหินเพื่อให้จิตวิญญาณของเธอได้อยู่กับสามีตลอดไป