กัมปนาท

    วิญชเวทนา

    หญิงสาวทั้งสองคนยืนเผชิญหน้ากันอยู่หน้าบ้านของป้าดี อากาศร้อนอบอ้าว กลิ่นดินแดงที่ตลบอบอวลในอากาศคล้ายกำลังแผดเผาผิวหนัง แดดตอนสายส่องแรงจัดจนแม้แต่เงาของคนก็เริ่มเลือนเบลอ คงไม่มีใครอยากมายืนกลางแดดกันตรงนี้ หากไม่จำเป็นจริง ๆ

    แต่ถึงอย่างนั้น ไม่มีใครยอมขยับ

    ยา…ยังคงยืนนิ่ง แววตาว่างเปล่าเหมือนคนที่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปไกล
    อร…ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม หัวใจเต้นแรงขึ้นทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว

         ความเงียบเข้าครอบงำ ไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยพลังอันไม่อาจหยั่งถึง คล้ายมีบางสิ่งกำลังรอคอย รอให้คำใดคำหนึ่งเอื้อนเอ่ยออกมา ตาสองคู่ประสานมองกันอย่างแน่วแน่ ไม่มีการหลบเลี่ยง
         ภายในของอรนั้น เต็มไปด้วยหลากหลายอารมณ์ที่ปั่นป่วนไม่หยุด

    เป็นห่วง เธอคอยเฝ้ามองยาเสมอ 
    สับสน ว่าความเงียบนี้หมายถึงอะไร
    โกรธ กับสิ่งที่ผีร้ายได้พูดขึ้นเมื่อครู่ มันยียวน เย้ยหยัน และแทงตรงเข้าในใจ
    หวาดกลัว ใช่…เธอกลัว
    กลัวว่าสิ่งที่มันพูดจะเป็นความจริง
    กลัวว่ายา…อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นมากกว่าที่เธออยากจะเชื่อ

    แม้เธอจะเห็นสายตาเย็นชาคู่นี้จนชินแล้ว แต่วันนี้กลับรู้สึกผิดแปลกออกไป สายตาที่นิ่งเฉยจนดูเหมือนตายด้าน แต่ลึกลงไปภายในนั้น เหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ช้า ๆ 

    ลมหายใจของอรเริ่มแผ่วช้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแดด หรือเพราะความกดดันที่บดทับลงมาบนอก

    เธออยากเอ่ยชื่อยา
    อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น
    อยากถามว่ายังเชื่อใจได้หรือไม่
    แต่เธอแทบจะพูดไม่ออก

     

    “ยา...เป็นยังไงบ้าง?” เป็นอรอีกครั้ง ที่ยอมเปิดปากก่อน แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความลังเล

         เธอไม่รู้ว่าคำถามนั้นจะนำไปสู่บทสนทนาแบบใด แต่ความเงียบที่ขังพวกเธอไว้ตรงหน้าบ้านของป้าดี มันแน่นอึดอัดเสียจนเธอต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ถึงจะกลัวคำตอบ...แต่ก็ไม่อาจเงียบได้อีกต่อไป
    “กูสบายดี...มีชีวิตอิสระ ไม่ได้ถูกกักบริเวณเหมือนใครบางคน”  คงไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้ว่าลูกสาวของอาจารย์สุเทพ ถูกกักบริเวณอย่างเงียบเชียบ ถูกห้ามไม่ให้ประกอบพิธีกรรมใด เพียงเพราะสิ่งที่เธอเชื่อ และเพราะเหตุการณ์คืนนั้นที่ไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผย อรแทบพูดไม่ออก เธอกำมือแน่น แต่ยังพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้สั่นไหว

    “กูรู้นะว่าเป็นเพราะกู...” คำพูดของยาแทรกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นไม่ได้เย้ยหยัน แต่นิ่ง เย็น และเต็มไปด้วยความแน่ชัด 
         ดวงตาทั้งสองมองประสานกันอีกครั้ง ส่องลึกเข้าไปถึงความทรงจำในอดีต ถึงบาดแผลที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องตลอดหลายวันที่ผ่านมา
         อรขบกรามแน่น ใจเธอเจ็บหน่วงกับคำพูดนั้น แต่กลับไม่ได้โกรธ ในทางกลับกัน…เธอรู้สึกผิด

    “มันไม่ได้เป็นเพราะยานะ...” เสียงของอรเบาลง “เราผิดเอง...ที่ไม่เชื่อใจพ่อท่าน” 
         อรรู้ว่า…ไม่ใช่แค่ยาเท่านั้นที่ได้รับบาดแผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น เธอเองก็ไม่ได้รอดพ้นและแม้ตอนนี้ทุกอย่างจะยังไม่กระจ่าง แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุด…คือเธอยังต้องการเชื่อใจยาคนเดิม แม้ในใจลึก ๆ จะหวาดหวั่นว่า ยาในตอนนี้...อาจไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้วก็ตาม

    ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง...

    ไม่มีเสียงแม้แต่ลมหายใจ หรือเสียงสายลมที่เคยพัดผ่านกลับมา ยาเริ่มหลบสายตา ดวงตาคู่นั้นที่เคยมองมาด้วยความมั่นคง กลับก้มต่ำลงไปมองพื้นดิน ริมฝีปากเม้มแน่น ลำตัวของเธอเริ่มสั่นไหวเบา ๆ ราวกับเด็กสาวตัวเล็กที่กำลังหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง
    “มัน...กินหมดแล้ว...” เสียงพูดแผ่วราวกระซิบ 
    “ยาหมายความว่ายังไง?” อรขยับเข้าไปใกล้ เธอรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่หนักหน่วงกว่าที่คิดไว้
    “เด็ก ๆ...มันกินหมดแล้ว...” เสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบา ทว่าสั่นสะท้านยิ่งกว่าเสียงคำรามของผี
    คำพูดของยาเหมือนมีมือเย็นเฉียบบีบหัวใจของอรไว้แน่น
         ความวิตกที่เพิ่งสงบลงกลับมาประทุอีกครั้ง อารมณ์โกรธแค้นไหลพรวดขึ้นมาทั่วร่าง น้ำตาแห่งความเกลียดชังและเวทนาไหลเอ่อออกมาโดยไม่อาจกลั้นได้
         เด็ก ๆ เหล่านั้น...อนาคตของหมู่บ้าน...กลายเป็นเหยื่อของสิ่งบางอย่างที่หลายคนในหมู่บ้านต่างหวาดกลัว
    "มึงต้องทำอะไรซักอย่างแล้วนะอร...ไม่อย่างนั้น...มันจะไม่ใช่แค่เด็ก ๆ แล้วนะ...อึก..." ยาพูดออกมาด้วยความเร่งรีบ ราวกับเวลาหมดลงแล้ว แต่ไม่ทันจบประโยค ร่างของเธอก็เริ่มสั่นไหวมากขึ้น มือบางยกขึ้นมาปิดปากอย่างร้อนรน
    สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที ราวกับบางสิ่งบางอย่างเน่าเปื่อยและอัปมงคลกำลังจุกอยู่ที่ลำคอคล้ายจะพุ่งออกมาจากในร่างที่พยายามจะต่อต้านมันอย่างสุดกำลัง 
    “แค่ก ๆ...กูอยากมาบอกมึงเท่านี้...อึก...”
    “ยา..…” ไม่ทันให้อรได้พูดจบ ยารีบหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปทันที เหมือนหลบหนีจากสิ่งที่กำลังจะหลุดพ้นออกมาจากร่างเธอเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังไกลออกไป ทิ้งให้อรยืนอยู่ลำพัง
         ลมหายใจของเธอร้อนระอุ ราวกับไฟภายในกำลังเผาไหม้ตัวเอง เธอพยายามทบทวนคำพูดของยา แต่ก็ไม่อาจหยุดอารมณ์เกรี้ยวกราดที่กำลังปะทุและเหนือสิ่งอื่นใด โกรธคนที่ไม่ควรจะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้เป็นที่สุด'พ่อท่าน' ทำไมถึงไม่บอกเธอแม้แต่คำเดียว ทั้งที่ท่านต้องรู้….ต้องรู้ทุกอย่าง
         อรออกก้าวย่างโดยไม่ลังเล ย่างเท้ากลับไปยังเรือนใหญ่ด้วยความเร่งรีบและแรงโทสะเต็มอก เท้าเปล่าเหยียบผืนดินแห้งระอุ ฝุ่นแดงปลิวกระจายขึ้นตามแรงก้าว 
         เมื่อถึงเรือน คำปุ่นที่อยู่บริเวณหน้าบ้านถึงกับสะดุ้ง กุมารน้อยรีบหลบวูบเข้าไปหลังเสาไม้ ราวกับสัมผัสได้ถึงพายุบางอย่างที่กำลังจะถาโถมเข้ามา ความเงียบรอบบ้านจึงยิ่งกดอากาศให้หนักอึ้ง
         อรไม่แม้แต่จะเคาะประตู เธอเปิดบานไม้ไผ่ด้วยแรงฮึดของความโกรธพุ่งเข้าไปในเรือน ใบหน้าที่เธอมองหาเป็นอันดับแรกคือพ่อท่าน
         ภายในห้องพระ เงียบสงบจนน่าประหลาด หากแต่พ่อท่านนั่งอยู่ตรงนั้นอยู่ก่อนแล้ว นั่งเคี้ยวหมากอย่างเงียบ ๆ อยู่หน้าหิ้งของพ่อหมอ ราวกับรู้...
    รู้ว่าอรจะต้องมา
    รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่อรเพิ่งเผชิญจะพาเธอกลับมาที่นี่ ในขณะที่อารมณ์ของเธอกำลังสูงเกินกว่าจะควบคุมได้

    “เกิดอิหยังขึ้นจ๊ะพ่อ…” เสียงของอรเอ่ยออกมาทั้งที่พยายามข่มกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ น้ำเสียงนั้นอาจฟังดูเรียบเฉยในห้วงแรก ทว่าในเนื้อเสียงแฝงไว้ด้วยแรงสั่นไหวที่แทบปะทุออกมาได้ทุกขณะ

    พ่อท่านนั่งนิ่งอยู่หน้าหิ้งไม้ เคี้ยวหมากอย่างไม่เร่งรีบ 

    “การสิเป็นหัวหน้าบ้านได้นั้น ใจต้องเย็น…ต้องนิ่งกว่านี้เด้อหล่า…”
         พ่อท่านเปล่งวาจาช้า ๆ เนิบเนียน แต่หนักแน่น หมากพลูที่เคี้ยวจนกลายเป็นสีแดงฉานเต็มปาก ถูกบิ้นทิ้งลงโกรธโถนที่วางอยู่ข้าง ๆ เสียงกระทบของเศษหมากดังเบา ๆ แต่กลับกลบความเงียบได้หมดสิ้น “นั่งลงก่อน อย่ามายืนจังก้ำหัวผู้ใหญ่คือจั่งซี้” 
         อรสูดลมหายใจลึกจนสุดขั้ว เธอหลับตาแน่น สะกดอารมณ์ตัวเองเอาไว้สุดกำลัง ก่อนจะก้าวช้า ๆ เข้ามานั่งลงบนเบาะรองนั่งตรงหน้าพ่อท่าน มือของเธอจิกเบาะแน่น ขณะที่ดวงตาคู่นั้นยังวาวโรจน์ไปด้วยไฟอารมณ์ที่ยังไม่ได้มอดดับ

    “พ่อเคยบอกแล้วบ่...ว่าเฮาซ่อยผู้อื่นได้ แต่ต้านกรรมไผบ่ได้” น้ำเสียงของพ่อท่านยังคงสงบนิ่ง ราวกับกำลังพร่ำสอน แต่คำพูดนั้น...มันกลับเป็นชนวนที่จุดไฟในใจอรให้ลุกโชน
    “สิ่งที่เกิดขึ้น มันบ่แม่นกรรมของเด็กน้อยเด้อ! เด็กน้อยหมู่นั้นถูกอิผีห่าพลากชีวิตไปก่อนวัยอันควรเสียมากกว่า!” เสียงของเธอดังขึ้น ดังกว่าที่ควรจะเป็น อารมณ์โกรธที่เธอพยายามสะกดไว้พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าและน้ำเสียงของอรฉายชัดถึงความคับแค้น
         เบื้องหน้าเธอคือชายสูงวัยที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน ผู้ที่เคยอบรมเธอด้วยความอ่อนโยน ผู้ที่ใคร ๆ ก็เคารพ แต่เวลานี้กลับนั่งเฉยราวกับเป็นเพียงผู้นั่งมองหายนะจากบนหอคอย
    “ข่อยบ่ฮู้ดอกกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มันเกิดอีหยังขึ้นแท้ ๆ พ่อปล่อยให้เรื่องมันเป็นจั่งซี้จั่งใด๋?! ตอนนี้ทุกคนต่างผิดแปลกออกไปแท้ ๆ พ่อบ่ฮู้สึกบ้างบ่?!” 

    พ่อท่านยังคงนั่งนิ่ง ไม่ตอบโต้ ไม่หลบตา “ฮึ…พ่อคงบ่ฮู้สึกดอก เพราะอิหยังฮู้บ่?” น้ำเสียงของอรขาดห้วงลงชั่ววินาที ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยบาดแผล “…จั่งแม้พ่อยังแปลกออกไปเลย...” คำสุดท้ายนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา อรจ้องมองหน้าพ่อท่านอยู่นาน ก่อนที่จะค่อย ๆ ลุกขึ้น เปิดประตูออกจากห้องอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบระเบิด แต่ก่อนที่ฝ่าเท้าจะย่างพ้นธรณีประตู เสียงหนึ่งก็ดังตามมาจากด้านหลัง...
    “การเป็นผู้นำหมู่บ้าน...สิทำอีหยัง กะต้องคึดให้ดี ให้ถี่ถ้วน คึดฮอดคนอื่นให้หลาย ๆ เด้อ”
         อรหยุดนิ่ง ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่หันกลับ นิ่งอยู่นานพอจนลมหายใจของเธอกลายเป็นแรงสะท้อนในความเงียบ ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาสั้น ๆ
    “ฮึ...ผู้นำบ่?” เธอหันหน้ากลับมาเพียงครึ่งนึง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและเจ็บลึก “ถ้าเป็นผู้นำแล้วบ่ได้ซ่อยหมู่อื่นแบบนี้...ข่อยกะบ่ต้องการเป็นดอก!”
         วาจานั้นดังขึ้นราวสายฟ้าที่ฟาดลงกลางห้องพระ เป็นคำตอกหน้าที่ไม่เคยมีใครกล้าเอื้อนเอ่ยกับพ่อท่านแม้แต่น้อย
    ทว่าผู้ที่เอ่ยวาจานั้นกลับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อท่านเอง เธอหันหลังให้พ่อของตน และก้าวออกไปอย่างไม่แยแส เหล่าภูติผีบริวารที่เร้นอยู่ตามมุมมืดของห้อง ต่างก็สะดุ้งไหวด้วยความตกตะลึง การกระทำที่หลู่เกียรติพ่อท่านอย่างที่สุด ไม่มีใครเคยเห็นลูกสาวของพ่อท่านกล้ากล่าววาจาหยาบช้าและหาญกล้าเช่นนี้มาก่อน แม้แต่พ่อท่านเองก็ตาม





         ยาวิ่งหลบเข้ามาในป่าไผ่ไม่ไกลจากตัวหมู่บ้านมากนัก ร่างของเธอวิ่งกระเสือกกระสนฝ่าความร้อนอบอ้าว พื้นดินที่เหยียบย่ำแฉะชื้นและลื่นไถลเหมือนจะไม่ยินดีให้ใครย่างกรายเข้ามา ดวงใจของเธอเต้นระรัวเหมือนจะทะลุอก 
         เธออาเจียรออกมาเป็นน้ำโคลนสีดำ กลิ่นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงอ้วกพุ่งกระฉูดจากลำคอแห้งผาก คลื่นของของเหลวสีคล้ำทะลักออกจากปาก น้ำขุ่นดำข้นดั่งโคลนตมในบึงเน่า คละคลุ้งด้วยกลิ่นเหม็นสาบ เธอไอและอ้วกออกมาอย่างต่อเนื่องจนแสบคอไปหมด อาการยังไม่หยุดลงง่าย ๆ ลำคอของเธอแดงฉานจากน้ำกรดภายใน เธอสำลักอีกครั้ง แรงสั่นจากอกถึงท้องจนตัวงอ เสียงไอปนเสียงสำลักพ่นดังสะท้อนกับไม้ไผ่รอบด้าน
    “แค่ก ๆ ๆ ”
         เสียงไอแห้งติดกันสามสี่ครั้งก้องอยู่ในเงาไม้ ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างของเธอจึงเริ่มค่อย ๆ สงบนิ่งลง กล้ามเนื้อสั่นไหวของเธอผ่อนแรงลงอย่างเชื่องช้า
         ผ่านไปสักพักอาการเริ่มสงบลง เธอค่อย ๆ ทรงตัวยืนขึ้นนิ่ง จ้องมองไปด้านหน้า ลมหายใจยังหนักหน่วง ต้นไม้ใหญ่ที่ถูกตั้งอยู่ท่ามกลางดงป่าไผ่ ยืนตระหง่านเหมือนเสาหลักกลางป่า ความเงียบขรึมรอบข้างทำให้ต้นไม้นั้นเหมือนมีชีวิต เบื้องหน้ามีร่างของหญิงชรา ผมเผ่ากระเซอะกระเซิง เงาร่างนั้นยืนแทรกกับแนวไผ่ เธอเป็นหญิงชราที่ไร้ความเมตตา ผมเผ้ายาวฟูฟ่องกระเซิงจนแทบมองไม่เห็นกรอบหน้า ผิวเหี่ยวย่นเหมือนหนังแห้งเก่า ฟันในปากดำมืดสนิท 
         ร่างของ ‘ผีปอบ’ ที่ยามักเรียกเธอว่า ‘แม่ใหญ่’ ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันในบรรยากาศร้อนระอุ แสงแดดสาดส่องลงมากระทบพื้นดินจนไอร้อนระเหยขึ้นเป็นคลื่นเบาบาง ในยามกลางวันเช่นนี้ ผีนั้นยืนหลบอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รอให้ยาเดินเข้าไปหา แม้แสงอาทิตย์จะแผดเผาอยู่ทั่ว แต่เงาร่มจากต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า ดูจะเป็นเพียงพื้นที่เดียวที่ความมืดซ่อนตัวได้ 
    “ไปสะ…อย่าทำแบบในสิ่งที่กูไม่ได้สั่งอีก!”
         น้ำเสียงของยาแผ่วเบา แต่ทุ้มหนักดั่งคำบัญชา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดขาด เสียงของเธอดังก้องอยู่ในความเงียบ ราวกับสามารถสะกดพื้นที่รอบกายให้แน่นิ่ง ทว่าคำสั่งที่หนักแน่นนั้น ไม่ได้ทำให้ผีนั้นกลัวเสียด้วยซ้ำ มันยังคงยืนนิ่ง ท่วงท่ายังแช่มช้า เสียงแหบพร่าจากลำคอแห้งกรังเปล่งออกมาอย่างชัดเจน
    “จั้งซั่น ต่อไปนี้มึงกะต้องเฮ็ดแทนกูแล้วล่ะ”  ผีนั้นจ้องมองยาด้วยการยิ้มเยาะอย่างสะใจ ริมฝีปากสีคล้ำยกยิ้มขึ้นอย่างช้า ๆ ฟันดำผุห่างกันจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เหลือเพียงคราบเลือดเก่าและคราบของคำสาปที่ฝังอยู่ในเนื้อกระดูก แววตานั้นไม่ใช่แค่เยาะเย้ย แต่มันบอกถึงความรู้ ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปตามที่ต้องเป็น ไม่มีการหลีกเลี่ยง ไม่มีการถอยหนี


         ‘แม่ใหญ่’ ชื่อนี้มันดังก้องอยู่ในหัวของยามาตั้งแต่ตัวเธอนั้นจำความได้ ชื่อที่ฝังแน่นดั่งคำสาปในส่วนลึกของสำนึก ชื่อที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ก็ยังดังสะท้อนวนเวียนอยู่ภายในหัวสมองของเธอราวกับเสียงระฆังเก่าที่ไม่เคยเงียบเสียง 
         ยายแก่ ๆ ที่แม่เธอบอกว่าเป็นญาติแท้ ๆ ของเธอคอยมาจับ มาลูบคลำเธออยู่บ่อย ๆ ในตอนเด็ก ฝ่ามือแห้งเหี่ยว หยาบกร้าน และเย็นเยียบแตะต้องเนื้อตัวของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยามยังไร้เดียงสา ความใกล้ชิดนั้นในคราแรกดูเหมือนความเอ็นดูของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กคนหนึ่ง แต่ในความทรงจำของยา มันกลับอวลด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล กลิ่นเหม็นสาบจาง ๆ จากร่างกายนั้นยังคงฝังติดอยู่ในปลายจมูกแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน
         พอมารู้ตัวอีกที กลับกลายเป็นว่าแม่ใหญ่ผู้นี้ตามติดเธอไปทั่วทุกที่ ราวกับเป็นอีกร่างสำคัญของเธอ ไม่ว่าเธอจะไปที่ใด ไม่ว่าเธอจะเติบโตแค่ไหน เงาของแม่ใหญ่ก็ตามติดมาเสมอ  
         เธอไม่ได้รู้สึกกลัวหรือเคารพแม่ใหญ่ผู้นี้เหมือนกับผู้อื่น ในใจของยา มีแต่ความนิ่งเฉย บางทีอาจจะเป็นความเบื่อหน่าย หรืออาจจะลึกกว่านั้น ความเคยชิน แต่ไม่เคยมีพื้นที่ให้ความกลัว หรือแม้แต่ความเลื่อมใส กลับกัน แม่ใหญ่ผู้นี้คอยเชื่อฟังยามากกว่าเสียด้วยซ้ำ ราวกับว่าความสัมพันธ์นั้นไม่ใช่ผู้ใหญ่คุมเด็ก หากแต่เป็นเด็กที่ควบคุมวิญญาณแก่ชรานี้อย่างลึกลับ ไม่ว่าเธอจะสั่งการสิ่งใด ไม่เคยมีคำขัดขืนจากผีเฒ่าผู้นั้นแม้แต่ครั้งเดียว

    มันมา ยามเธอเรียก
    มันไป ยามเธอไล่

     


         ที่ผ่านมา เรื่องราวทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้น การสูญเสีย การพรากลมหายใจของเด็กน้อยในหมู่บ้าน ล้วนเป็นฝีมือของผีปอบผู้นั้น ผีตนเดียวที่ยืนอยู่ตรงหน้าของยาในยามนี้ ทว่าการกระทำของมัน ได้เลยเถิดเกินกว่าคำสั่งไปไกลนัก ความหิวโหยของมันไม่เคยมีที่สิ้นสุด แรงอาฆาตของมันไม่มีวันบรรเทา

         ทุกครั้งที่มันกัดกินชีวิตของผู้คน กำลังอาคมที่หล่อเลี้ยงตัวตนของมันกลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล กินมากเท่าไร กำลังของมันก็พอกพูนขึ้นมากเท่านั้น มันคือเชื้อเพลิงให้กับไสยดำที่มันบูชานับถืออยู่ ไสยดำเข้มข้นในระดับที่แม้แต่พระผู้เปี่ยมศีลก็ยังต้องเมินหน้าหนี ความชั่วร้ายระดับที่คำภาวนาไม่อาจฝ่าทะลุ ความชั่วร้ายที่ไม่รู้จักพอ และกำลังปกคลุมเข้าหาหัวใจของหมู่บ้านในรัศมีที่กว้างขึ้นทุกขณะ
    มันไม่ใช่การรุกคืบที่เชื่องช้า แต่คือการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว รุนแรง ตอนนี้ ไสยดำได้ฝังรากลงในดินแห่งนี้แล้ว
    มันกำลังบ่งบอกบางสิ่งอย่างชัดเจนว่า หายนะที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้แล้ว
    ในอีกไม่นาน หายนะที่ไม่มีใครแม้แต่อยากจะคิดถึงมัน กำลังจะมาถึง…..
     

    คล้ายกับเรื่องกัมปนาท ที่คุณอ่าน