ตอนที่10 กระเป๋าล่องหน
โชคดีที่ซูเวยหันหลังให้ยายขณะกำลังหาเช็คทำให้เกาอิงไม่พบความผิดปกติของสีหน้าและท่าทางของหลานแต่อย่างใด
ครั้นเมื่อซูเวยนำเช็คเงินสดมายื่นให้ยายเกาอิงยื่นมือไปรับมาดู พบว่าเป็เช็คมากถึง 5 ฉบับ โดยแต่ละฉบับระบุเงินหลักล้านขึ้นไปทั้งหมดเธอตาโตเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาพร้อมกับถามหลานด้วยน้ำเสียงติดอ่างว่า “วะเวยเวย นะ นี่เป็เช็คจริงหรือ?”
เธอไม่คิดว่าหลานสาวจะสามารถหาเงินได้มากมายเช่นนี้ในเวลาอันสั้นทำให้เกาอิงตกตะลึงนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อครู่หนึ่ง ซูเวยปล่อยให้ยายทำใจไปก่อน
หลังจากนั้นเธอเอ่ยบอกยายอย่างผ่อนคลายว่า“เช็คเงินสดของจริงแน่นอนค่ะยาย พรุ่งนี้พวกเราไปธนาคารกันดีไหมคะ?
ยายจะได้พาหนูไปเปิดบัญชีธนาคารด้วยแล้วพวกเราก็ซื้ออาหารดีๆมากิน ต้องซื้อมอเตอร์ไซค์และคอมพิวเตอร์ให้หนูด้วยนะคะหนูว่าเราสร้างบ้านใหม่กันดีไหมคะ?หรือพวกเราจะย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอหรือจังหวัดกันดีกว่า”
“เวยเวยทำไมแผนของหลานมันเยอะขนาดนี้เล่า?”เกาอิงส่งเสียงประท้วงหลานสาวเพราะเธอเริ่มมึนงงสับสนกับเหตุการณ์ที่พลิกผันเช่นนี้เธอไม่คิดว่าหลานสาวจะคิดวางแผนอะไรไว้มากมาย ทำให้เธอคิดตามไม่ทันเพราะกำลังสะกดความตื่นตระหนกอยู่
“งั้นทำทีละอย่างก็ได้ค่ะเริ่มจากเอาเช็คไปเข้าธนาคารก่อนดีไหมคะ?แล้วก็เปิดบัญชีธนาคารให้หนูด้วย” ซูเวยพูดแผนการกับยายใหม่อีกครั้งเมื่อเห็นว่ายายยังตั้งสติกับเงินจำนวนมากไม่ได้ แต่สำหรับเธอแล้ว เงินมีความหมายไม่มากนักถ้าเทียบกับพลังและความแข็งแกร่งดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีท่าทางตื่นกลัวแต่อย่างใด
“ตกลงพรุ่งนี้ยายจะพาเวยเวยไปเปิดบัญชีธนาคาร” เกาอิงรวบรวมสติได้แล้ว จึงตอบกลับหลานสาวด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เพราะเธอไม่คิดว่าชาตินี้จะมีโอกาสร่ำรวยเหมือนกับคนอื่นแต่เดิมนั้นเธอคิดว่าแค่มีบ้านให้นอนหลับ มีเสื้อผ้าสวมใส่ มีอาหารกินไม่ต้องอดหยากก็เพียงพอสำหรับตนเองแล้วแต่ทว่าเวลานี้หลานสาวที่เคยร้ายกาจกลับกลายเป็คนนำโชควาสนามาให้กับตนเองทำให้เกาอิงเต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งยินดีและกังวลผสมปนเปกัน
จากนั้นซูเวยไปช่วยยายเก็บสมุนไพรที่ตากแดดไว้เข้าในร่มอย่างแข็งขันยายเห็นหลานสาวช่วยงานคล่องแคล่วจึงพูดขึ้นด้วยความรู้สึกภูมิใจว่า “ขยันแบบนี้ยายไปจะซื้อเนื้อหมูมาทำผัดผักหมูและเอาไว้ทำข้าวต้มหมูพรุ่งนี้เช้าให้เวยเวยทานแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะยาย”ซูเวยกล่าวตอบรับอย่างยินดีที่จะได้ทานอาหารอร่อยสักที
ยายเข้าไปหยิบเงินในห้องนอนแล้วออกไปซื้อเนื้อหมูจากเขียงหมูของพ่อค้าในหมู่บ้านซึ่งมีขายอยู่เ้าเดียวโดยเป็เ้าที่ขายมานานหลายปีแล้ว
ระหว่างที่ยายออกไปซื้อเนื้อหมูซูเวยทดสอบเื่แปลกประหลาดที่เธอเพิ่งพบจากเหตุการณ์เช็คหายและกลับคืนมาด้วยความสงสัย
“ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเช็คกันแน่?” ซูเวยพึมพำเบาๆกับตัวเองด้วยความประหลาดใจเธอทดลองจับถาดสมุนไพรใบหนึ่งพร้อมกับนึกถึงคฤหาสน์ขาวซึ่งเป็เหตุการณ์ที่เธอคิดว่าเหมือนกับขณะที่เช็คเงินสดหายไปและกลับมา
ปรากฏว่าถาดสมุนไพรยังอยู่ในมือของเธอเหมือนเดิมทำให้ซูเวยสับสนงุนงงยิ่งนัก
“เอ๊! ทำไมมันไม่หายไปเหมือนเช็คละ? ฉันพลาดอะไรตรงไหน?”ซูเวยพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัยมากขึ้น
เธอครุ่นคิดทบทวนขั้นตอนและเหตุการณ์ต่างๆรวมถึงความคิดการกระทำของตนเองทั้งก่อน ระหว่าง หลังเช็คหายไปและกลับมาทันใดนั้นเธอดีดนิ้วดังเปาะเพราะคิดออกแล้วว่ามีขั้นตอนที่สำคัญของเหตุการณ์นั้นนั่นคือ เธอใช้พลังจิตแวบหนึ่ง
ขณะที่กำลังเก็บเช็คพร้อมกับนึกถึงคฤหาสน์ขาวรวมทั้งใช้พลังจิตพร้อมกับคิดถึงคฤหาสน์ขาวเมื่อจะนำเช็คออกมา
“ต้องเป็แบบนี้แน่ๆลองดูซิว่าจะสำเร็จไหม?”ซูเวยยิ้มอย่างเข้าใจกระบวนการทั้งหมดพลางคาดหวังว่าผลลัพธ์จะสำเร็จอย่างที่คาดการณ์ไว้เมื่อซูเวยใช้พลังจิตพร้อมกับนึกถึงคฤหาสน์ขาว ปรากฏว่าถาดสมุนไพรหายวับไปจากมือของเธอทันที“แว็บ!”
“เยี่ยม! ต้องให้ได้อย่างนี้ คราวนี้ลองดูว่าจะเอาถาดสมุนไพรออกมาได้ไหม?”ซูเวยชูกำปั้นอย่างยินดีที่การทดลองประสบผลสำเร็จ จากนั้นเธอใช้พลังจิตพร้อมกับนึกถึงคฤหาสน์ขาวปรากฏว่าถาดสมุนไพรกลับคืนมาอยู่ในมือของเธอในทันที “แว็บ!”
“สุดยอด!นี่มันดียิ่งกว่าการพกกระเป๋าล่องหนบนดาวเอเอสเสียอีก”ซูเวยส่งเสียงยินดีที่เห็นว่าผลการทดลองสำเร็จ ที่สำคัญคือผลทดลองนั้นเหนือความคาดหมายของเธอซึ่งเธอเคยพบเห็นอย่างมากเป็แค่กระเป๋าล่องหนจากเอสเปอร์คนหนึ่งเท่านั้น
“ต่อไปก็ไม่ต้องพกอะไรให้หนักและยุ่งยากอีกนี่เป็ของวิเศษแบบไหนกัน?ฉันอยากรู้จริงว่าพ่อของซูเวยเป็ใครกันแน่?” ซูเวยพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัยในเื่ราวที่เกิดขึ้นรวมถึงเื่พ่อของซูเวย เด็กหญิงเ้าของร่างเก่าที่พ่อหายตัวไปหลังจากอยู่กินฉันสามีภรรยากับแม่ซูเวยได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้นเป็ผลให้ซูเวย้าที่จะเข้าไปตามหาพ่อของร่างเดิมในเทือกเขาัเขียวอีกครั้งเมื่อเธอแข็งแกร่งมากกว่านี้
เวลานี้เกาอิงกลับมาถึงบ้านแล้วเธอพูดบอกกับซูเวยอย่างกังวลเพราะกลัวว่าหลานสาวจะทำถาดสมุนไพรหกหล่นแต่เมื่อเดินมาดูและเห็นว่าซูเวยช่วยทำงานได้เรียบร้อยเป็อย่างดีทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น พร้อมกับเอ่ยชมหลานสาวอย่างจริงใจ
จากนั้นเกาอิงไปทำอาหารเย็นโดยมีซูเวยคอยเป็ลูกมือเรียนรู้งานครัวซึ่งเป็เื่แปลกใหม่สำหรับเธอด้วย
..........
หลังจากที่สองยายหลานทานอาหารเย็นอิ่มแล้วทั้งคู่ไปนั่งดูโทรทัศน์เพื่อย่อยอาหาร
ซูเวยนึกขึ้นได้เื่ที่กัวจวินประสงค์ที่จะรับเธอเป็น้องสาวบุญธรรมเธอจึงถามความคิดเห็นของยายโดยตรงว่า “ยายคะ พี่ชายจวินบอกว่าจะให้พ่อแม่ของเขารับหนูเป็ลูกบุญธรรมยายคิดว่ายังไงคะ?”
“จริงหรือ?ไม่น่าเป็ไปได้ เอาไว้ถ้าเขาโทรหรือมาหายายพวกเราค่อยพูดคุยกันเื่นี้อีกครั้งก็แล้วกัน” เกาอิงขมวดคิ้วพลางตอบกลับตามจริงเนื่องจากเธอไม่คิดว่าชายที่เคยเป็นายจ้างจะเมตตาหลานสาวมากขนาดนี้ซึ่งเกินความคาดหมาย ทำให้เธอไม่สามารถตัดสินใจในเวลานี้ได้จึง้าพูดคุยรายละเอียดระหว่างผู้ใหญ่โดยตรงแทนการรับฟังจากหลานสาวฝ่ายเดียว
“ตกลงค่ะ”ซูเวยพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจเธอรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองยังเป็เด็กตัวเล็กที่ไม่สามารถเจรจาเื่สำคัญกับผู้ใหญ่ได้โดยตรงจึงยอมรับความคิดเห็นของยายโดยไม่มีเงื่อนไข
จากนั้นทั้งสองคนพากันแยกย้ายไปอาบน้ำนอนพักผ่อน
ซูเวยดูโทรทัศน์แล้วมีความรู้สึกว่าข้อมูลสถานการณ์ของโลกนี้มีน้อยเกินไปซึ่งไม่เพียงพอต่อการเรียนรู้เื่ราวของโลกสำหรับเธอ ทำให้เธอคาดหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยที่สุดของโลกใบนี้แต่ทว่ามันเป็อุปกรณ์ที่ล้าหลังมากที่สุดสำหรับเธอแต่ซูเวยจำเป็ต้องมีเพื่อไว้ใช้เรียนรู้และค้นหาข้อมูลสำคัญต่างๆได้
เมื่อซูเวยเข้าไปในห้องนอนของตนเองแล้วเธอใช้พลังจิตเข้าไปในคฤหาสน์ขาวทันทีเพื่ออ่านตำราทำนาย์ต่อให้จบ
..........
รุ่งเช้าซูเวยตื่นเวลาสี่นาฬิกาเหมือนเดิมเธอเปลี่ยนชุดนอนเป็ชุดกีฬาแล้วออกไปวิ่งออกกำลังกายพร้อมทั้งฝึกทักษะต่อสู้ซาเซินบนูเาหลังหมู่บ้านเช่นเคยจนถึงเวลาหกนาฬิกาจึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้าน
“มาทันอาหารเช้าพอดีเลย”เกาอิงมองเห็นหลานสาวกลับมาบ้านพอดี จึงเรียกให้เธอมาทานอาหารเข้าด้วยกัน
“ค่ะยาย”ซูเวยยิ้มตอบรับอย่างยินดี
ทั้งสองคนทานข้าวต้มหมูอย่างเอร็ดอร่อยขณะที่กำลังทานข้าวต้มเกือบจะอิ่มนั้น
ยายบอกกับซูเวยอย่างจริงจังว่า“ยายไม่อยากย้ายไปอยู่ที่อื่น ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีเงินเยอะมากก็ตาม เวยเวยว่ายังไง?”
“หนูตามใจยายค่ะหนูอยู่ที่ไหนก็ได้” ซูเวยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบกลับยายตามจริงเธอไม่อยากบังคับยายให้ต้องย้ายบ้านเพราะเธอเข้าใจได้ว่ายายผูกพันที่นี่ซึ่งซูเวยก็ไม่ขัดข้องเพราะเธอมีแผนในใจเช่นกัน เนื่องจากเธอได้อ่านตำราทำนาย์จบแล้วและสามารถจดจำรายละเอียดสำคัญได้ทั้งหมด
ดังนั้นเธอวางแผนที่จะสร้างบ้านใหม่ปลูกต้นไม้ล้อมรอบบ้านพร้อมกับนำหินจากลำธารและบนูเามาจัดวางเพื่อสร้างเป็ค่ายกลเนื่องจากเธอสนใจคำว่า “พลังฉี” ที่ในตำราทำนาย์เขียนไว้อยู่หลายหน้าจึง้าทดลองสร้างค่ายกลเสริมพลังฉีเพื่อดูว่าสภาพอากาศจะเป็อย่างไร
“ขอบใจมากเวยเวย”ยายพยักหน้ายิ้มอย่างยินดีที่หลานสาวไม่ดึงดันที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง จังหวะหนึ่งเกาอิงลอบถอนหายใจเมื่อนึกถึงลูกสาวของตัวเอง
“ยายคะพวกเราซื้อที่ดินเพิ่มดีไหม?”ซูเวยถามความคิดเห็นยายโดยตรง เพราะเธอวางแผนที่จะทำค่ายกลขนาดใหญ่จึง้าพื้นที่มากกว่าที่มีอยู่แค่หนึ่งเอเคอร์ซึ่งเล็กมากเกินไป
“ได้สิเอาเช็คไปธนาคารก่อนแล้วค่อยถอนเงินมาบางส่วนที่จะต้องจ่ายค่าที่ดินเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ายายจะแวะถามราคาที่ดินกับผู้ใหญ่บ้านก่อน”เกาอิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเนื่องจากทุกวันนี้เธอและหลานสาวจะต้องทานข้าวอย่างจำกัดเพราะมีที่ดินเพาะปลูกน้อยซึ่งไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตรดังนั้นหากมีที่ดินมากขึ้นย่อมสะดวกและสามารถเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ได้มากขึ้นเช่นกัน
“ดีค่ะ”ซูเวยพยักหน้าเห็นดีเห็นงามไปกับการจัดการของยายเพราะเธอไม่รู้ว่าการจัดการธุรกรรมของโลกนี้จะเป็อย่างไร
จากนั้นยายและเธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทำธุระหลายอย่างของครอบครัว
ซูเวยขอยายเป็คนเก็บเช็คเงินสดไว้เองซึ่งยายก็ยินยอมเนื่องจากเป็ผลงานการหาเงินของหลานสาวความจริงแล้วซูเวย้าเก็บเช็คเ่าั้ไว้ในคฤหาสน์ขาว ซึ่งเธอเรียกว่า“กระเป๋าล่องหน”
เมื่อยายเกาอิงไปถามราคาที่ดินกับผู้ใหญ่บ้านแล้วปรากฏว่าราคาที่ดินไม่แพงอย่างที่คิด เป็เงินทั้งหมด 100,000 หยวนพอดีทำให้ซูเวยบอกยายให้ซื้อทั้งหมดซึ่งเป็ที่ดินข้างเคียงกับพื้นที่ตัวบ้านหลังเดิม สิ่งสำคัญคือเป็พื้นที่ยาวั้แ่บริเวณด้านหน้าติดกับถนนเส้นกลางหมู่บ้านไปจรดท้ายหมู่บ้านและติดลำธารพอดีรวมที่ดินทั้งหมด 20 เอเคอร์ ถึงแม้ว่าจะเป็ดินร่วนปนหินก็ตาม แต่พื้นที่ที่เป็อาณาเขตขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมทำให้ซูเวยสามารถสร้างหรือวางผังสัดส่วนสิ่งก่อสร้างทั้งหลายได้อย่างสบายใจ
ซูเวยมั่นใจว่าเธอสามารถจัดการขนย้ายหินก้อนเล็กๆเ่าั้ได้ถือโอกาสออกกำลังกายไปด้วยในตัว ซึ่งจะช่วยให้ทักษะซาเซินก้าวหน้าเร็วขึ้นด้วย
ยายเกาอิงลงชื่อในร่างสัญญาข้อตกลงเพื่อที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้จัดเตรียมเอกสารประกอบอื่นๆก่อนที่เกาอิงจะนำเงินมาให้จากนั้นจึงจะไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์กับหน่วยงานรัฐในตัวอำเภอจงต่อไป
เวลานี้เกาอิงกำลังปั่นจักรยานคันเก่าโดยมีซูเวยนั่งซ้อนท้ายออกจากหมู่บ้านเพื่อไปรอรถโดยสารที่ทางแยกถนนทางหลวง
เมื่อสองยายหลานมาถึงทางแยกที่เวลานี้มีคนยืนรออยู่ที่ศาลาริมทางก่อนแล้วสองคนเป็สองคนที่ซูเวยคุ้นเคยเป็อย่างดี นั่นคือ ครอบครัวของโจวลู่ชิง เด็กหญิงข้างบ้านที่เป็ศัตรูคู่อาฆาตกับเธอ
เกาอิงนำรถจักรยานคันเก่าไปฝากไว้กับบ้านเรือนแถบนั้นพร้อมกับจ่ายค่ารับฝากเป็เงิน2 หยวน เมื่อเกาอิงและหลานสาวเดินไปรอรถที่ศาลาริมทางปรากฏว่ามีเสียงพูดประชดประชันของบางคนดังขึ้น
“โอ๊ะ! ยายเกาจะพาเด็กกำพร้านี่ไปไหนหรือคะ? หรือว่าจะไปซื้อข้าวของสำหรับเทอมใหม่”ฟานไป๋หลาน แม่ของโจวลู่ชิง ถามเกาอิงแกมเยาะเย้ยเนื่องจากที่ผ่านมาั้แ่จ้าวอิ่ง แม่ของซูเวยไม่ได้ส่งเงินเลี้ยงดูให้อีกทำให้ซูเวยต้องใส่เสื้อผ้าและรองเท้าขาดไปโรงเรียนสร้างความสมเพชให้กับเพื่อนนักเรียนและคุณครูทั้งหลายจนกลายเป็หัวข้อสนทนาของโรงเรียนอยู่บ่อยครั้งยังไม่รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวของซูเวยที่มักทะเลาะวิวาทและทุบตีกับนักเรียนเป็ประจำทุกวัน
เกาอิงเตรียมที่จะจับตัวหลานสาวเพราะกลัวว่าซูเวยจะอารมณ์ร้อนแล้วปราดเข้าไปทำร้ายโจวลู่ชิงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่ทว่าเกาอิงกลับต้องประหลาดใจที่เห็นหลานสาวยืนกอดอกนิ่งเฉย พร้อมกับเบ้ปากเหมือนกับไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมเ่าั้สร้างความงุนงงให้กับเกาอิงเป็อย่างยิ่ง
ด้านฟานไป๋หลานและโจวลู่ชิงขณะที่ฟานไป๋หลานพูดประชดประชันซูเวย สองแม่ลูกสบตากันอย่างเข้าใจและพร้อมตบตีกับซูเวยอาจรวมเกาอิงด้วย หากเกาอิงเข้ามาช่วยเหลือหลานสาวแต่ทว่าทั้งสองคนกลับแปลกใจที่เห็นซูเวยแค่ทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนที่จะยืนกอดอกนิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจคำพูดของเธอ
“อย่าทะเลาะกันเลยรถมาพอดี” โจวลู่คงพ่อของโจวลู่ชิง ส่งเสียงบอกทุกคนอย่างรำคาญใจเขารับรู้เหตุทะเลาะวิวาทของลูกสาวตนเองกับซูเวยบ่อยครั้ง แต่วันนี้เขาเห็นว่าซูเวยนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ใดๆทำให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้น
จากนั้นคนทั้งห้าขึ้นนั่งบนรถโดยสารเป็รถบัสขนาดกลางมีที่นั่งรวมทั้งหมด 30 ที่เกาอิงพาซูเวยไปนั่งด้านหลังสุดเพราะเป็ความเคยชินของเธอเวลานำสมุนไพรไปขายซึ่งเธอจะขนใส่ถุงกระสอบทำให้กินพื้นที่นั่งคนอื่นดังนั้นเธอจึงมักจะนั่งในแถวหลังของรถบัสเป็ประจำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากับผู้โดยสารคนอื่น
ซูเวยปล่อยให้ยายจ่ายค่าโดยสาร5 หยวน ส่วนเด็กเล็กอย่างเธอ 3 หยวน รวมเป็ 8 หยวน โชคดีที่เธอได้นั่งชิดริมหน้าต่างทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์นอกตัวรถอย่างเต็มที่ ซูเวยเพลิดเพลินไปกับการนั่งชมวิวอย่างสบายใจ
..........