ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 16: บ้านใหม่

    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง หมอซ่งนำเหล้าออกมาก่อนจะรินเหล้า 3 ถ้วย โดยให้ลูกชายกับถังเจี้ยนกั๋วคนละถ้วย ส่วนฉู่เฉิงกับหลินซีได้เพียงแค่มองเท่านั้น ฉู่เฉิงกับหลินซีรินน้ำคนละแก้ว จากนั้นทุกคนก็ชนแก้วฉลองให้กับการหลุดพ้นจากครอบครัวฉู่ของฉู่เฉิง หลังจากดื่มเหล้าแล้วถังเจี้ยนกั๋วก็พูดกับฉู่เฉิง “ต่อไปอยู่กับยุวฯหลินก็เป็นเด็กดีล่ะ อย่าลืมช่วยพี่เขาทำงานบ้านด้วย ห้ามดื้อห้ามซน แล้วก็อย่าลืมบุญคุณของยุวฯหลินด้วยเข้าใจไหม” ฉู่เฉิงยืนขึ้นก่อนจะโค้งคำนับผู้แทนฯถังด้วยความเคารพ  “คุณลุงวางใจได้เลยครับ ผมไม่ลืมบุญคุณพี่เขาแน่นอน ยังไงก็ขอบคุณคุณลุงมากนะครับที่ช่วยเหลือผม บุญคุณครั้งนี้ผมจะจำไว้ในใจ ไว้ผมโตขึ้นเมื่อไร ผมจะต้องตอบแทนบุญคุณทุกคนแน่นอนครับ” พูดจบเขาก็โค้งให้กับหมอซ่งและลูกหมอซ่งด้วย เมื่อได้เห็นฉู่เฉิงแสดงท่าทางจริงจังและจริงใจแบบนี้ทุกคนก็รู้สึกสบายใจ ระหว่างทางที่ฉู่เฉิงไปส่งหลินซีกลับที่พัก หลินซีก็พูดขึ้น “ฉู่เฉิง พี่ไม่ได้ต้องการให้เธอมาตอบแทนอะไรพี่หรอกนะ พี่หวังแค่ให้เธอมีชีวิตที่ดีเท่านั้นเอง รู้ไหม”  “ครับพี่ ผมเข้าใจครับ” ฉู่เฉิงจูงมือของหลินซีก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “พี่ครับ ผมดีใจจริงๆนะที่เราจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน” หลินซีก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน ความรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องระหว่างเธอกับวังเสี่ยวเจินและหานเม่ยฟางถูกเธอสลัดทิ้งไปแทบหมด เมื่อกลับถึงที่พักยุวปัญญาชน เธอยังไม่ทันได้เดินเข้าห้องก็พลันได้ยินเสียงของวังเสี่ยวเจินที่ทั้งร้องไห้ทั้งก่นด่าดังออกมา หลินซีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลิวเสียจึงอธิบายให้เธอฟัง วันนี้วังเสี่ยวเจินตากผ้าไว้ข้างนอก พอตกเย็นตอนที่กำลังจะไปเก็บผ้าเธอก็เห็นว่าเสื้อผ้าของเธอมีขี้นกตกใส่เยอะมากเลยทำให้วังเสี่ยวเจินโกรธหนัก แถมคนที่โชคร้ายยังมีหานเหม่ยฟางอีกคน เสื้อผ้าของเธอก็สกปรกไปด้วยเหมือนกัน ตอนนี้เลยยังซักผ้าอยู่ที่บ่อน้ำ ได้ยินเช่นนั้นหลินซีก็หัวเราะอย่างไร้ความปราณี สองวันต่อมามีข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านชิงซาน ยุวฯหลินผู้มาใหม่ได้รับเลี้ยงฉู่เฉิง หลินซีพาฉู่เฉิงมาลงนามหนังสือรับรองกับครอบครัวฉู่ที่ที่ทำการคณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้แทนฯถังและหมอซ่งลงชื่อด้วยลายมือโดยมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านสองสามคนลงชื่อเป็นพยานรับรองว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉู่เฉิงกับครอบครัวฉู่จะไม่มีความสัมพันธ์กันอีกต่อไปแล้ว หลินซีนำเงินออกมา 10 หยวนและมอบให้กับต้าเกินเพื่อเป็นเงินชดเชย ในหนังสือรับรองยังกำหนดว่าทั้งสองฝ่ายต้องไม่กลับใจภายหลังโดยเด็ดขาดด้วย ขณะที่ครอบครัวฉู่นำเงิน 10 หยวนกลับบ้านไปด้วยท่าทางดีอกดีใจ ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังต่างพากันซุบซิบนินทากันยกใหญ่ เมื่อข่าวนี้แพร่ไปถึงที่พักยุวปัญญาชน เรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้นโดยมีวังเสี่ยวเจินกระโดดเข้ามาเป็นคนแรก “หลินซี เธอเป็นบ้าเหรอ เธอรับเลี้ยงฉู่เฉิงแบบนี้เธอจะให้เขาไปพักที่ไหน ที่พักยุวปัญญาชนไม่ได้มีที่พอจะให้เขาอยู่นะ เธอคิดอะไรผิดไปหรือเปล่า” หลินซีไม่ได้สนใจเสียงแว้ดๆของวังเสี่ยวเจิน เธอมองเหล่ายุวปัญญาชนที่รายล้อมเธออยู่ แววตาของยุวปัญญาชนส่วนใหญ่มีเพียงความงุนงงสงสัย ไม่ได้มีสายตาตำหนิหรือประณามแต่อย่างใด หลินซีรู้สึกว่าทุกคนเป็นคนดีมากๆ เธอจึงอธิบายกับทุกคนว่า “ฉู่เฉิงไม่ได้จะมาพักที่นี่ ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อทุกคนแน่นอน ที่พักยุวปัญญาชนจะยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ถึงยังไงเรื่องการรับเลี้ยงฉู่เฉิงก็เป็นธุระของฉันคนเดียว ทุกคนวางใจได้” ในเมื่อหลินซีรับปากกับทุกคนแล้ว เหล่ายุวปัญญาชนก็ไม่มีอะไรจะต้องพูดต่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของเธอเหมือนที่เธอพูดไว้ แต่กระนั้นหลิวเสียก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ เธอจับมือหลินซีและพูดขึ้น “หลินซี เธอน่าจะเข้าใจดี แต่ฉันอยากบอกเธอว่าการทำงานที่นี่ได้ค่าตอบแทนแค่พอยาไส้ ถ้าเธอยังต้องเลี้ยงเด็กเสบียงอาหารน่าจะไม่พอแน่ เธอมีแผนไว้แล้วใช่ไหม จะทำอะไรหุนหันพลันแล่นไม่ได้นะ” หลินซีพูดให้หลิวเสียสบายใจ “วางใจเถอะ ฉันวางแผนไว้แล้ว” เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่มีความมั่นใจของหลินซี หลิวเสียจึงเดาว่าครอบครัวของหลินซีน่าจะสนับสนุนเงินให้เธอเพิ่ม ไม่เช่นนั้นการพึ่งแค่ส่วนแบ่งจากค่าแรงคงไม่พอกินเป็นแน่ วังเสี่ยวเจินกับอวี่หลินหลินตัวติดกับหานเหม่ยฟางจนกลายเป็นกลุ่มเล็กๆ อีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งสามคนไม่ชอบหลินซีมากขึ้นไปอีก แต่หลินซีก็ไม่ได้สนใจเพราะเธอกำลังรอฟังข่าวจากผู้แทนฯถัง และผู้แทนฯถังก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวัง เขาไปหาครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้าน ซึ่งลูกชายของครอบครัวนั้นไปเป็นทหารและช่วงต้นปีที่ผ่านมาลูกชายของครอบครัวนี้ก็พาภรรยาและลูกของตนไปที่ค่ายทหารด้วย ทำให้บ้านหลังนั้นว่างลง เมื่อหลินซีมาถึงบ้านหลังเล็กหลังนี้เธอก็พลันถูกใจขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นมัน บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ที่ตีนเขาซวงผิง มี 4 ห้อง ทั้งยังมีลานกว้างด้านนอก และถูกเก็บกวาดไว้อย่างสะอาดสะอ้าน ที่แปลงผักบริเวณลานบ้านก็มีผักปลูกอยู่ น้าเฉียนชี้ไปที่บ้านก่อนจะแนะนำให้กับหลินซี “บ้านหลังนี้สร้างตอนที่ลูกชายฉันแต่งงาน ปีก่อนก็เพิ่งจะซ่อมแซมเสร็จ เธอเห็นตัวบ้านแล้วหรือยัง นี่เป็นส่วนที่สร้างต่อเติมเมื่อตอนนั้น เธอลองเข้าไปดูสิ ฉันทำความสะอาดด้านในไว้เรียบร้อยแล้ว” หลินซีเข้าไปในบ้าน เธอมองไปทั่วบ้านอย่างละเอียด สภาพบ้านถือว่าค่อนข้างใหม่มาก ผนังทาสีขาวทำให้ทั้งบ้านดูสว่างเอามากๆ หลินซีรู้สึกชอบมาก เธอจึงเอ่ยปากถาม “บ้านหลังนี้ไม่เลวเลยค่ะ ฉันชอบมันมากเลย คุณน้าให้ฉันเช่าเท่าไรคะ” น้าเฉียนหันไปมองถังเจี้ยนกั๋ว ถังเจี้ยนกั๋วจึงกระตุ้นให้เธอพูดราคา “ยุวฯหลินเป็นคนสบายๆ น้าบอกราคามาเถอะ” น้าเฉียนยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว หมายถึงราคา 1 หยวน ราคานี้ไม่ใช่ถูกๆ ถึงแม้บ้านหลังนี้จะดูดีมากๆ แต่มันก็ยังคงเป็นบ้านในชนบท ราคานี้จึงไม่คุ้มเงินสักเท่าไหร่ และราคานี้ก็แพงเกินไปสำหรับหลินซี เมื่อน้าเฉียนเห็นหลินซีเงียบไปจึงรีบพูดขึ้นต่อ “งั้นฉันให้เธอใช้ของใช้ในบ้านทั้งหมด แล้วก็ยกแปลงผักในลานบ้านให้เธอใช้ด้วยเป็นไง” ถังเจี้ยนกั๋วมองน้าเฉียนและพูดขึ้น “เด็กคนนี้ลำบากมากนะ เธอไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น ตอนนี้ก็ยังต้องเลี้ยงดูฉู่เฉิงอีก ลดให้เธออีกหน่อยดีไหม” ได้ยินดังนั้นหลินซีจึงพูดขึ้นอีก “ฉันชอบบ้านหลังนี้มากนะคะ แต่ว่าราคาค่าเช่าแพงไปหน่อย คุณน้าลดให้อีกสักหน่อยเถอะนะคะ” เมื่อมีผู้แทนฯถังช่วยพูดอีกแรง สุดท้ายราคาค่าเช่าจึงลดลงมาเป็นเดือนละ 8 เหมา 5 เฟิน เมื่อเช่าบ้านเรียบร้อย หลินซีจึงกลับไปเก็บข้าวของ เธออธิบายเรื่องที่เธอจะย้ายออกกับหลิวเสียและฟางฉวนจื้อ หลิวเสียอุทานด้วยความตกใจ เพราะการเช่าบ้านจะต้องใช้เงิน แบบนี้ค่าใช้จ่ายของหลินซีก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้นไปอีก ส่วนฟางฉวนจื้อเข้าใจหลินซีดี เขาคิดว่าหลินซีตัดสินใจถูกแล้ว และเขายังช่วยหลินซีย้ายสัมภาระเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนให้การสนับสนุนเธอด้วย ด้วยความช่วยเหลือของหลิวเสียและฟางฉวนจื้อ ใช้เวลาเพียงครึ่งวันหลินซีก็ย้ายของมาที่บ้านหลังใหม่เป็นที่เรียบร้อย ส่วนฉู่เฉิงก็ถือห่อผ้าห่อเล็กๆ ยืนรออยู่ที่หน้าประตูรั้วแล้ว เมื่อเห็นหลินซีใบหน้าของหนุ่มน้อยก็เต็มไปด้วยความปรีดา เขาดึงหลินซีและเอาแต่พูดพร่ำรำพันนั่นนี่อยู่ตลอด “พี่ครับ นี่คือบ้านของพวกเราใช่ไหมครับ จากนี้ไปพวกเราจะอยู่ที่นี่กันใช่ไหมครับ” หลินซีเปิดประตูรั้วและขอให้เขาช่วยยกสัมภาระ น้าเฉียนยังให้เตาไฟมาอีกด้วย ถือว่าเธอเป็นคนใจดีไม่น้อย หลินซีจะต้มน้ำให้ทุกคนดื่ม แต่หลิวเสียกับฟางฉวนจื้อต่างพากันปฏิเสธยกใหญ่ พวกเขาอยากให้หลินซีมีเวลาค่อยๆจัดสัมภาระ พูดจบทั้งสองก็จากไป ในบ้านจึงเหลือเพียงฉู่เฉิงกับหลินซี ฉู่เฉิงตื่นเต้นจนวิ่งไปดูตรงนั้นตรงนี้ทั่วทั้งบ้าน แถมยังดึงหลินซีไปด้วยและถามขึ้น “พี่ครับ ผมนอนห้องไหนเหรอ” หลินซีให้อิสระเขาเลือกเอง ที่จริงบ้านหลังนี้มีห้องนอนสองห้อง ห้องครัวหนึ่งห้องและห้องเก็บของหนึ่งห้อง ส่วนห้องน้ำอยู่บริเวณมุมลานบ้าน ฉู่เฉิงให้หลินซีอยู่ห้องทางตะวันออก ส่วนตนอยู่ห้องกลาง เมื่อแบ่งห้องกันเรียบร้อย หลินซีก็จัดการข้าวของ ส่วนฉู่เฉิงก็ไปต้มน้ำ เสบียงอาหารของหลินซียังเหลืออยู่สองถุงครึ่ง ซึ่งน่าจะกินได้อีกไม่นาน แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้กังวลเพราะร้านค้าในระบบยังมีเสบียงอาหารขายอยู่ ถึงแม้ราคาจะสูงหน่อยก็ตาม ทันใดนั้นข้างๆหูของหลินซีก็มีเสียงดนตรีดังขึ้น หลังจากเสียงดนตรีจบลง เสียงเอไอระบบก็ดังขึ้นมา “ขอแสดงความยินดี ภารกิจต่อเนื่องลำดับที่ 1 ได้รับความรู้สึกดีจากฉู่เฉิงสำเร็จแล้ว อัตราความคืบหน้า 100% ได้รับเงินรางวัลจากระบบ 200 เหรียญทอง ได้รับคูปองจับรางวัล 1 ครั้ง และปลดล็อคสินค้าในร้านค้าทั้งหมด ระบบต้องการการอัพเดท กรุณารอสักครู่” หลังจากอัพเดทอยู่พักหนึ่งเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง “อัพเดทเสร็จสิ้น ปลดล็อคภารกิจเลี้ยงดูฉู่เฉิงจนเติบใหญ่ นี่คือภารกิจต่อเนื่อง เมื่อทำภารกิจคืบหน้าในทุกๆ 10% จะได้รับรางวัลจากระบบ กรุณากดปุ่มรับภารกิจ ขอให้ตั้งใจและพยายามให้มาก รางวัลมากมายมหาศาลกำลังรอเธออยู่” หลินซีขมวดคิ้ว หลังจากการอัพเดทครั้งนี้เจ้าระบบก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ แต่เธอก็คิดไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ หลินซีกดปุ่มรับภารกิจ จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเธอยังสามารถจับรางวัลได้อีกด้วย บนหน้าต่างของระบบมีหน้าต่างจับรางวัลปรากฏให้เห็นชัดเจน และบนหน้าต่างจับรางวัลก็มีกล่องที่หมุนไปมาอยู่ 6 กล่อง ทำเอาหลินซีรู้สึกตาลายไม่น้อย เธอสุ่มเลือกไปหนึ่งกล่อง และจากนั้นเธอก็พบกับหนังสือหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่หนาสักเท่าไร หลินซีรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากจนเริ่มโมโหขึ้นมา เธออยากได้ของที่ใช้ประโยชน์ได้จริง จะเป็นเครื่องครัวก็ได้ เพราะตอนนี้เธอยังขาดสิ่งของเหล่านี้อยู่ แต่สุดท้ายกลับได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ไอ้ระบบขี้งกเอ้ย ระบบรับรู้ถึงความโกรธของหลินซีจึงพูดขึ้น “ยินดีด้วยเธอได้รับตำราเทคนิคการทำอาหาร ระบบจะช่วยให้เธอเรียนรู้ทักษะแขนงนี้ หนังสือเล่มนี้คือตำราอาหาร จากนี้ไปเธอจะได้เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารมากมายและพัฒนาทักษะการทำอาหารของเธอให้ดียิ่งขึ้น” ฟังจบหลินซีก็รู้สึกอยากจะมองบน  “ไอ้ประโยคนี้ทำให้ฉันนึกถึงสำนวนจีนที่ว่า ‘แม่บ้านแม่เรือนผู้มากความสามารถมิอาจปรุงอาหารได้เมื่อไร้ข้าว คนเราจะทำการใดย่อมยากจะสำเร็จเมื่อไร้ปัจจัยจำเป็น’ แล้วนี่ฉันจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อวัตถุดิบมาหัดทำอาหารล่ะ แค่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะทำเป็นเลยงั้นเหรอ”  ระบบจึงตอบกลับ “กรุณาสงบสติอารมณ์ด้วย วัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารต่างๆในตำรานี้ระบบจะจัดหาให้ฟรี” เพลิงโทสะของหลินซีมอดลงกลายเป็นควันและสลายหายไปในทันใด “ฟรีงั้นเหรอ ยอดไปเลย” ระบบแอบดูถูกหลินซี แค่ได้ยินคำว่าฟรีก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นดอกไม้บาน วิสัยทัศน์สั้นกุดจริงๆ ตอนนี้ลูกคิดเล็กๆในใจหลินซีกำลังทำงาน นี่หมายความว่าขอเพียงทำอาหารที่อยู่ในตำรา เธอก็ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินค่าอาหารเองแล้ว ช่างดีจริงๆ แบบนี้ทำให้เธอสามารถประหยัดเงินได้มากทีเดียว เมื่อมั่นใจแล้ว หลินซีจึงมองร้านค้าระบบที่ตอนนี้ปลดล็อคทุกรายการแล้วและกว้านซื้อของอย่างไม่เกรงใจใคร ในห้องครัวมีเตาดินแต่ไม่มีเครื่องครัว เธอจึงซื้อเข้ามา เครื่องปรุงรสต่างๆยังมีไม่ครบ เธอก็ซื้อเข้ามาอีก ที่นอนกับผ้าห่มของฉู่เฉิงก็ไม่มี งั้นก็ซื้ออีก อ่างน้ำ กระติกน้ำร้อน กะละมังก็ซื้อให้หมด หลังจากซื้อของชุดใหญ่ เหรียญทองของหลินซีก็ลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือหนึ่งร้อยเหรียญ หลินซีเข้าไปในห้องของฉู่เฉิงแล้วปูที่นอนไว้ให้เขาพร้อมทั้งเตรียมผ้าขนหนู กะละมัง และสิ่งต่างๆไว้ให้ เมื่อฉู่เฉิงเข้ามาสิ่งของต่างๆก็ถูกจัดวางไว้ในห้องเรียบร้อยแล้ว เขาพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ “พี่ครับ พี่เตรียมของพวกนี้ไว้ให้ผมเหรอ ขอบคุณมากนะครับพี่ ขอบคุณมากจริงๆ พี่ดีกับผมมากจริงๆ” หนุ่มน้อยแสดงท่าทางดีใจด้วยการนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนผ้าห่ม หลินซีลากเขาลงมาก่อนจะบ่น “เดี๋ยวเถอะ จะทำผ้าห่มสะอาดๆเปื้อนหมดแล้วเห็นไหม ไว้เปลี่ยนเป็นชุดนอนก่อนถึงขึ้นเตียงได้เข้าใจไหม”  “ชุดนอนคืออะไรครับ” “ชุดนอนก็คือชุดที่เอาไว้ใส่ตอนนอนไงล่ะ” หลินซีอธิบาย แต่ฉู่เฉิงกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย “พี่ ตอนผมนอนผมไม่ใส่เสื้อผ้า ใส่แค่กางเกงในตัวเดียวก็นอนได้แล้ว”  หลินซี “......” หลินซีพลันรู้สึกว่าตนจำเป็นต้องให้ความรู้เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปในการใช้ชีวิตกับเขาสักหน่อย เช่นการล้างหน้าแปรงฟันทุกวัน เข้านอนจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นชุดที่สะอาด ต้องไม่เข้าไปในผ้าห่มขณะสวมเสื้อคลุม ต้องไม่ทานอาหารบนเตียงเป็นต้น เมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้วใบหน้าของฉู่เฉิงก็เต็มไปด้วยความมึนงง เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง  “พี่ครับ ผมไม่มีชุดนอนนี่นา” หลินซีจึงกลับไปที่ห้องของตนแล้วซื้อชุดนอนจากระบบมาชุดหนึ่ง ฉู่เฉิงมองชุดนอนสีฟ้าที่มีเนื้อผ้าอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ เมื่อลูบสัมผัสก็รู้ได้ว่าเป็นชุดที่นุ่มสบายเป็นอย่างมาก หลินซีกำชับเขา “เสื้อผ้าชุดนี้ห้ามใส่ออกไปนอกบ้านเด็ดขาด พอเปลี่ยนแล้วต้องพับให้เรียบร้อยแล้ววางไว้ข้างหมอนทุกวัน” ฉู่เฉิงรับปากอย่างว่าง่าย หลินซียังกำชับต่อ “จากนี้ไปนี่คือบ้านของเรา เรื่องต่างๆในบ้านอย่าเอาออกไปพูดข้างนอก อย่างเช่นวันนี้กินอะไร ของในบ้านมีอะไรบ้าง เรื่องพวกนี้อย่าเอาไปบอกคนอื่นเด็ดขาด” ฉู่เฉิงกระพริบตาปริบๆและรับปากทุกเรื่อง เมื่อจัดแจงทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย หลินซีก็รู้สึกสบายใจและเตรียมจะลองทำอาหารเมนูใหม่