เวทย์มิติงั้นหรอ หนึ่งในเวทย์มนต์หายาก ที่ผู้ใช้ต้องได้รับพลังจากอาร์ติเฟกซ์ประเภทไร้ธาตุเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ได้รับเลือกจะอาร์ติเฟกซ์ประเภทนี้จะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้2แบบ คือเวทย์ที่ตัวเองเคยใช้ก่อนจะถูกอาร์ติเฟกซ์เลือก กับเวทย์ที่ตัวเองใช้ได้หลังได้รับอาร์ติเฟกซ์แล้ว ต่างจากกรณีผมที่ใช้เวทย์มนต์ได้แค่ธาตุไฟอย่างเดียว ไม่ว่าก่อนหรือหลัง ส่วนอาร์ติเฟกซ์ที่เธอใช้คือคฑาแบบยาว ปลายคฑามีอัญมณีสีเหลืองโค้งคล้ายพระจันทร์พร้อมกับเปล่งแสงสีเหลืองนวลออกมา
“อึก..” เธอคนนี้คือมิตรหรือศัตรูกันแน่นะ ผมพยายามขยับตัว แต่ก็ต้องกระอีกเือีกครั้ง แย่แล้วล่ะอาการาเ็ยังเข้าขั้นปางตายอยู่เลย ถ้าไม่ได้เวทย์มนต์รักษาล่ะก็..
“เด็กน้อยผมน้ำตาลเหลืองที่อยู่ตรงนั้นน่ะ…นี่คืออาร์ติเฟกซ์ของเธอสินะ” หลังพูดจบเธอขยับมือเล็กน้อยควบคุมเวทย์มิติในระยะไกล จ้วงเอาของออกจากกระเป๋าโจรคนนั้นออกมา จากนั้นเธอขยับมือไปทางเด็กหนุ่มผมน้ำตาล อาร์ติเฟกซ์แบบคฑาสั้นลอยเข้าไปอยู่บนมือเด็กหนุ่มผมน้ำตาลเหลือง แล้วเปล่งแสงสีเขียวขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะ รีบรักษาเพื่อนของเธอซะสิ”
“คค..ครับ”
“รอก่อนนะ เดี๋ยวผมจะรักษาให้นายเดี๋ยวนี้ล่ะ”
‘เวทย์ลมความเมตตาจากสายลม---ฮีลลิ่ง’ เกิดอนุภาคแสงสีเขียวพร้อมกับสายลมอันอ่อนโยนห่อหุ้มล้อมรอบตัวผม เืค่อยๆหยุดไหล าแค่อยๆปิดสนิท ค่าพลังชีวิตที่แสดงอยู่บนสเตตัสที่มองเห็นค่อยๆฟื้นคืนมาจนมาอยู่ที่2000เหมือนเดิม พร้อมกับกำลังกายที่ค่อยๆฟื้นคืนกลับมา
“หืม..เวทย์รักษาของนายนี่ช่วยฟื้นฟูกำลังกายให้ด้วยหรอ”
“คค..ครับ”
“งั้นหรอ…ขอบใจนะ”
“เอ่ออ..คือว่าไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เพราะว่าผมควรจะขอบคุณนายมากกว่าที่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตมาช่วยผมเอาไว้ ผมชื่อรูอัน เอิร์สเปล ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณมากๆนะครับ” เด็กหนุ่มก้มหัวโค้งคำนับมาทางผมและทางหญิงสาวผู้ใช้เวทย์มิติ
"ส่วนชั้นชื่อ เรเวล ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน เอ่อคือว่าตัวชั้นไม่มีนามสกุลหรอกนะแบบว่าเป็ชนชั้นล่างน่ะ 5555”
“งั้นหรอครับ” เด็กหนุ่มยิ้มให้ โดยไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือดูถูกผมแม้แต่น้อย
“พวกผมต้องขอบคุณ คุณมากจริงๆที่มาช่วยผมเอาไว้ในตอนสุดท้าย ว่าแต่คุณเป็ใครกันแน่หรอครับ แล้วชื่ออะไร” ผมกล่าวขอบคุณพร้อมกับถามไปยังหญิงสาวผู้ใช้เวทย์มิติ
“ฉันชื่อ ลิซ่า ฟอน เกลแรท ที่จริงเรียกว่าลิซ่าเฉยๆก็ได้มั้งสำหรับตอนนี้นะ ส่วนฉันเป็ใครเดี๋ยวสักวันพวกเธอก็รู้เองน่ะแหละ ฮึฮึๆ” หญิงสาวกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับตาปิดโค้งดูยิ้มตลอดเวลา
“แป๊ะ…” ทันทีที่เธอดีดนิ้ว พวกโจรทั้งสองคนที่ถูกขังในคุกแห่งมิติก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกผมในทันที
“ตาย..แล้วหรอ” ผมกล่าวด้วยใบหน้าที่เหงื่อไหลย้อยลงมา พร้อมกับรู้สึกหวั่นเกรงในพลังอันสุดยากจะหยั่งถึงของผู้หญิงคนนี้ ที่ถ้าหากเธอเป็ศัตรูกับผมแล้วเธอเอาจริง พวกผมคงถูกจัดการในพริบตาแน่
“ไม่หรอก ฉันเก็บโจรไว้ในมิติส่วนตัวของฉันอีกมิติหนึ่งน่ะ โจรพวกนี้เป็อาชญากรที่ต้องจับส่งตัวกลับไปเมืองหลวง แต่ว่าฉันไม่มีสะดวกกลับไปเมืองหลวงตอนนี้เท่าไร เพราะตอนนี้กำลังทำภารกิจนึงอยู่ เลยต้องขังพวกเขาไว้ในมิติอื่น”
“แล้วถ้าขังเขาไว้แบบนั้นโดย ไม่ได้กินข้าวกินน้ำพวกเขาจะไม่ตายก่อนจะถึงเมืองหลวงหรอครับ?” ผมถามด้วยความสงสัย
“โอ้..เด็กน้อย ขนาดโจรสองคนนี้เล่นงานเธอซะในสภาพนั้น ยังมีใจเป็ห่วงพวกโจรอยู่อีกหรอ เป็คนดีไม่เบานี่ นายน่ะ” ลิซ่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้แก้มผม ทำให้กลิ่นหอมจางๆจากตัวเธอลอยเข้ามา พร้อมกันนั้นเธอยื่นมือมาจับที่คางผมอย่างนุ่มนวลแล้วเป่าลมเข้าไปที่หูผมเบาๆ
“อึ้ยยย” ผมหน้าแดงก่ำทันที รู้สึกได้ถึงลมอุ่นลอยผ่านหูพร้อมกับรู้สึกเสียวสะท้านราวกับไฟช็อตพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงราวกับจะะเิ ร่างกายร้อนผ่าวราวกับรุกไหม้ชั่วพริบตาด้วยอาการเขินอาย
“ทำอะไรน่ะครับ !!!” ผมตอบกลับไปด้วยความโมโห พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ
“ก็ให้รางวัลไงล่ะ ก็นายน่ะน่ารักจนชั้นถูกใจน่ะสิ 5555" เธอหยอกล้อผมด้วยอาการสนุกสนาน ส่วนผมกอดอกหันหน้าไปทางอื่นเพื่อปิดบังอาการเขินอาย
“ไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงโจรพวกนี้ก็ไม่ตาย เพราะว่าในมิติที่ฉันขังไว้น่ะ เวลาแทบจะหยุดเดินเลย ฉะนั้นต่อให้าเ็หนัก หรือไม่ได้กินข้าว กินน้ำ ยังไงก็ไม่ตายหรอก เพราะกระแสเวลามันไหลช้าเกินไปไงล่ะ”
“งั้นหรอครับ…”
“ถ้าพลังของหนุ่มน้อยคนนี้ ไม่สิ ‘รูอัน’สินะ…ถ้าพลังของรูอันไม่ใช่เวทย์รักษา ฉันเองก็จำเป็ต้องเก็บเธอไว้ในมิตินั้น เพื่อรักษาชีวิตเธอจนกว่าฉันจะกลับไปถึงเมืองหลวงเหมือนกัน”
“พอถึงเมืองหลวงแล้ว ถึงค่อยหาคนที่ใช้เวทย์รักษาได้ มารักษาผมสินะครับ”
“ถูกต้องแล้วจ้าาาา” ลิซ่าทำนิ้วเป็รูปเครื่องหมายถูกแล้วชี้มาที่ผม
“ว่าแต่คุณลิซ่า มาเห็นพวกผมั้แ่ตอนไหนหรอครับ” รูอันเพิ่งเอ่ยถามเป็ครั้งแรก
“ก็ตอนที่ฉันอยู่ระหว่างเดินไปทำภารกิจและขณะกำลังเดินเล่นตอนนั้นเอง จู่ๆก็ััได้ถึงพลังเวทย์มหาศาล พอหันไปทางจุดกำเนิดของพลังเวทย์นั้น อยู่ๆก็เห็นแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ ฉันเลยแอบใช้เทเลพอร์ตมาดูน่ะสิ เป็ครั้งแรกเหมือนกันนะเนี่ยที่เห็นผู้ใช้ได้รับเลือกจากอาร์ติเฟกซ์โดยที่ไม่ได้อยู่ในหอคอยเทพธิดา”
ผมก้มมองลงไปที่มือตนเอง บนมือนั้นยังถือหอกสีขาวเงินไว้อยู่ ดูเหมือนว่าถ้าไม่ได้อยู่ใน่ต่อสู้ หรือตอนกำลังใช้งาน แสงจะไม่เปล่งออกมาจากกอาวุธสินะ เอ๊ะ!!แล้วเครื่องหมายบวกสีแดงตรงตัวหอกนี่มันคืออะไรน่ะ
“เอาล่ะ…ฟรึบบบ!!” อยู่ๆอาร์ติเฟกซ์คฑาแบบยาว ก็หายไปจากมือลิซ่าทันที
“เอ๋!!” พวกผมทั้งคู่เปล่งเสียงพร้อมกันด้วยท่าทีใ
“ทำได้ยังไงหรอครับ” รูอันถาม ในขณะที่ผมกำลังคิดในใจว่าเหมือนเคยเห็นภาพคล้ายๆแบบนี้ที่ไหนนะ
“ก็แค่ตั้งสมาธิแล้วผ่อนคลายแล้วคิดว่าจะหยุดใช้อาวุธนี้น่ะ แค่นี้อาร์ติเฟกก็ถูกเก็บ(หาย)ไปล่ะ พอเวลาอยากใช้เมื่อไร ก็ค่อยๆอิมเมจถึงภาพอาร์ติเฟกของตัวเองแล้วเรียกมันขึ้นมาแบบนี้ไงล่ะ"
‘อาร์ติเฟก-คฑาจันทราแห่งห้วงมิติ’ ปรากฎคฑาแบบยาว ที่ตรงปลายมีอัญมณีสีเหลือโค้งคล้ายดวงจันทร์ ปรากฎขึ้นมาบนมือลิซ่าอีกครั้ง พร้อมกับแสงสีเหลืองนวลเปล่งออกมาจากตัวคฑาและอัญมณี
“ก็ประมาณนี้แหละ พวกเธอเองก็ลองทำดูสิ”
“อะ..อืม/ครับ”
ผมลองหลับตาจินตนาการดูตามที่ลิซ่าบอก คิดว่าจะหยุดใช้อาวุธนี้โดยเก็บมันเข้าไปในจิตใต้สำนึกตอนนั้นเอง เกิดเสียง ‘ฟรึบบบ’ รู้สึกว่ามือตัวเองเบาขึ้น
“หอกหายไปจากมือแล้ว !!ทำได้แล้ว”
“อืม..ผมก็ได้แล้วเหมือนกัน” รูอันเองก็แสดงสีหน้าดีใจเพราะทำได้เหมือนกัน
“ทีนี้ลองเรียกมาออกมาอีกรอบดูสิ”
“เข้าใจล่ะ/ครับบ”
‘อาร์ติเฟกซ์-หอกแห่งวีรบุรุษ’
‘อาร์ติเฟกซ์-คฑาเทพีแห่งการรักษา’
ปรากฎหอกและคฑาขึ้นที่มือของผมและรูอัน พร้อมกับเปล่งแสงสีขาวเงินบริสุทธิ์และแสงสีเขียวตามลำดับ และตอนนั้นเองผมคิดในใจ ชิบหายล่ะ ชื่อหอกตัวเองมันดูแปลกๆั้แ่แรกแล้ว
“อ๊าา..ไม่น้าาาา” ผมนั่งย่อลงหันหน้าไปทางอื่นด้วยความอาย พร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นมาปิดหน้า โดยที่มีขวายังถือหอกไว้อยู่ ถ้าหากเป็แบบนี้ต้องโดนล้อแน่ว่าโตป่านนี้ยังหลงไหลนิทานวีรบุรุษอยู่อีก ก็ในเมื่ออาร์ติเฟกมันเลือกผู้ใช้ตามความปราถนานี่นา แบบนี้ก็ต้องรู้น่ะสิ
“เอาน่า..เรเวลคุง ผมคิดว่ามันชื่อเท่ดีนะ แถมก่อนหน้าเรเวลก็พูดเองไม่ใช่หรอว่าอยากเป็จักรพรรดิเวทย์มนต์น่ะ ” รูอันกล่าวปลอบใจผม
“ฉันเองก็คิดว่ามันเท่ดีเหมือนกันนะ แถมเด็กน้อยอย่างเธอมีความฝันที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ฉันว่าน่าชื่นชมออกจะตาย แถมถ้าหากเด็กสาวที่อายุพอๆกับเธอมาเห็นหรือรู้เื่นี้เข้าอาจจะตกหลุมรักเธอเลยก็ได้มั้งนะ ฮึฮึๆ ”
“อา..ครับ ผมจะถือว่านั้นเป็คำปลอบใจละกันครับ” หลังพูดจบผมก็เก็บอาร์ติเฟกซ์ของตัวเข้าไปอีกครั้ง รูอันเองก็ทำเช่นกัน
“เอ่อจะว่าไป อาร์ติเฟกซ์ที่เก็บเข้าไปนี่มันหายไปไหนหรอครับ แบบว่ามันถูกเก็บไว้ในมิติอื่นอย่างนั้นรึป่าว”
“อืม..จะว่าอย่างงั้นก็ได้นะ แต่อย่าเข้าใจผิดว่ามันเป็เวทย์มิติเชียวล่ะ เพราะนี่เป็แค่คุณสมบัตินึงที่อาร์ติเฟกซ์ทุกชิ้นจะต้องมีเฉยๆ ส่วนสถานที่เก็บคงก็อยู่ภายในจิตของพวกเราเองนี่แหละ จิตใจที่ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่ก็ย่อมรู้สึกถึงมันได้” ลิซ่ากล่าวอธิบายพร้อมกับยกมือขวาไปวางไว้บนหน้าอกของตัวเอง
“ฟังดูซับซ้อนจังแหะ..แต่ก็ช่างมันเถอะ” รูอันกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ดูเหมือนพวกเธอทั้งสองคนจะมีความรู้เกี่ยวกับอาร์ติเฟกซ์กันน้อยมากเลยนะ ไม่สิแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ ว่าแต่พวกเธอคิดจะสอบเข้า รร.อัศวินเวทย์มนต์รึป่าว”
“ครับ/คะครับ” พวกผมกล่าวพร้อมกันด้วยเสียงอันดังในพริบตา
"ก็กะไว้ไม่ผิดหรอกนะ ฮ่าๆ…..แต่ว่าเท่าที่ฉันดูจากความสามารถและความรู้ในหัวเธอตอนนี้คงจะสอบตกในทันที” ลิซ่ากล่าวออกมาด้วยเสียหน้ายิ้มแย้มแบบไร้ความปราณี
“งะงั้นหรอครับ..” ผมกล่าวเดี๋ยวน้ำเสียงเศร้าในทันที ส่วนรูอันเองก็ทำหน้าเศร้าเช่นกัน
“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันถูกใจพวกเธอทั้งคู่และระหว่างภารกิจถึงแม้ฉันจะกลับไปที่เมืองหลวงไม่ได้ แต่ก็ยังมีเวลาว่างอีกหลายเดือน ระหว่างนั้นฉันจะเป็อาจารย์ให้พวกเธอเอง เอาล่ะ..เรียกฉันว่า ‘อาจารย์' ซะสิ ” ลิซ่ายืดออกพร้อมกับเอามือเท้าเอววางมาดด้วยท่าทีมั่นใจ
“เอ๋?”
“ออะ …เเเเเเเเเเเเเเเเเเอ๋”