วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 05.49 น.
แม้ดวงตะวันในยามเช้าจะยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้าแต่ก็มีเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วประกอบกับเสียงเปิดปิดจากตู้เสื้อผ้าเข้ามาทำลายบรรยากาศอันแสนเงียบสงบภายในห้องเกียกกายลุกขึ้นมานั่งบนที่นอนด้วยอาการงัวเงียเห็นเพียงเงาตะคุ่มเดินไปมาอยู่ภายในห้อง
“ไอ้ทีเหรอ… ตื่นมาทำอะไรแต่เช้าวะ”เกียกกายพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งขยี้ตาแต่เมื่อพยายามเพ่งมองให้ชัดก็ทำให้อาการงัวเงียขี้ตาเมื่อครู่จางหายไปทันทีเพราะเห็นเพื่อนรักกำลังจัดแจงเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้
“ไอ้ที…เก็บกระเป๋าจะไปไหนน่ะ” เกียกกายลุกพรวดขึ้นจากที่นอนทันที มือที่เหลืออยู่หนึ่งข้างรีบคว้ากระเป๋าเป้เพื่อไม่ให้ทีปกรยัดเสื้อผ้าใส่ลงไปได้อีก
“ฉันจะไปหาแม่สักพัก”ทีปกรดึงกระเป๋าเป้ของตนให้กลับมาอยู่ในมือและก้มหน้าก้มตาจัดแจงใส่เสื้อผ้าของตนลงในนั้นต่อ
“ไปหาแม่? แม่นายเพิ่งไปถือศีลที่วัดเมื่อวานไม่ใช่เหรอ นายมีปัญหาอะไรรึเปล่าวะไอ้ทีหรือว่าโกรธอะไรฉัน ฉันทำอะไรผิดไปรึเปล่า เมื่อคืนนายก็…”
“ไอ้กายไม่ต้องคิดมากฉันไม่ได้โกรธนาย ฉันแค่มีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อย เอาไว้ฉันจะเล่าให้ฟังทีหลังนะ”ทีปกรหันกลับมาพูดแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้เพื่อนรักเข้าใจผิดไปมากกว่านี้จึงทำให้เห็นดวงตาแดงก่ำและปูดบวมจากการร้องไห้มาอย่างหนักได้ชัดเจน
“เฮ้ย!นายเป็นอะไรกันแน่ ทำไมตาเป็นแบบนั้น”เกียกกายเดินเข้าไปใกล้เพื่อมองหน้าให้ชัดขึ้น
“ถ้าฉันดีขึ้นเมื่อไรฉันจะกลับมาเอง ฝากดูแลบ้านกับพี่ธาด้วยนะ” ทีปกรพูดจบก็ออกจากห้องไปคนที่ยืนงงอยู่ในห้องได้ยินเพียงแค่เสียงเท้ากระแทกปึงปังกับพื้นไม้เดินห่างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งสิ้นสุดตรงบันไดขั้นสุดท้าย และเงียบเสียงไปในที่สุด
“หรือว่าทะเลาะกับเขมทัตวะช่างมันเถอะปล่อยมันไปก่อนละกัน”เกียกกายตั้งข้อสันนิษฐานกับตัวเองและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงดังเดิม
“พี่!!วันนี้เข้าเวรรึเปล่า พี่!!” เสียงตะโกนของเกียกกายประสานกับเสียงเคาะประตูรัว ๆทำให้คนที่อยู่ในห้องเดินมาเปิดประตูด้วยอาการงัวเงีย
“ไม่เข้า มีอะไร”ธาริณีมาพร้อมกับชุดนอนสีชมพูตัวโปรด คอเสื้อเริ่มย้วยกว้างขึ้นเปิดให้เห็นไหล่ขาวข้างหนึ่ง ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าถึงกับใจสั่น
“โหยพี่พูดกับผมไม่เพราะเลยอะเดี๋ยวก็จูบลงโทษซะเลย” เกียกกายไม่เพียงแค่พูดเท่านั้นแต่ยังยื่นหน้าของตนเข้าไปใกล้กับหน้าของธาริณี
“อย่าเพิ่งเข้ามาฉันยังไม่ได้แปรงฟัน” หญิงสาวผลักชายตรงหน้าให้ห่างออกจากตัว
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ถึงพี่จะไม่แปรงฟันเป็นเดือน ยังไงก็หอมสำหรับผม”เกียกกายโน้มหน้าเข้าไปหอมแก้มธาริณีหนึ่งฟอด โดยที่หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว
“ไอ้กาก ไอ้บ้า!”หญิงสาวพูดเสียงเบา ๆ หันหน้าไปทางอื่นเพราะความเขินอายจากใบหน้าขาวนวลเริ่มมีสีแดงระเรื่อเจืออยู่บนแก้ม
“ชอบอะดิอีกสักทีดีไหม” เกียกกายพูดพลางยื่นใบหน้าเข้าหาธาริณีอีกครั้งแต่ครั้งนี้หญิงสาวดันหน้าอกของชายหนุ่มได้ทัน
“พอแล้วไอ้บ้า…ว่าแต่แกเถอะมีอะไรตั้งแต่เช้าเนี่ย ฉันยังนอนไม่เต็มอิ่มเลยนะ”
“ไอ้ทีมันออกไปหาแม่ตั้งแต่เช้ามืดแล้วอะผมหิวข้าวมากเลย พี่ทำอะไรให้ผมกินหน่อยสิ” เสียงออดอ้อนพร้อมส่งสายตาหวานฉ่ำทำให้หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกใจอ่อน
“อือ ๆแกไปรอข้างล่างก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉัน…”ชายหนุ่มผลักหญิงสาวร่างบอบบางเข้าไปในห้องและปิดประตูโดยที่เจ้าของห้องยังไม่ทันตั้งตัวแววตาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการความอบอุ่นจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
“แต่ก่อนจะไปกินข้าวผมขอกินของหวานก่อนได้ไหม” ธาริณีได้แต่เดินถอยหลังจนมาสุดที่ขอบเตียงและล้มลงโดยมีคนร่างใหญ่อยู่ด้านบน มือเรียวบางทั้งสองข้างแนบลงบนอกของชายหนุ่ม สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงแทบจะไม่เป็นจังหวะซึ่งไม่ต่างจากหัวใจของตนที่มีอาการเดียวกัน
“กายจะทำอะไร…”หญิงสาวยังไม่ทันจะได้พูดต่อจนจบปากหยักของฝ่ายตรงข้ามเริ่มประทับลงบนริมฝีปากเรียวเล็กได้รูปอย่างดูดดื่มแขนข้างที่แข็งแรงยันขนาบไปกับแนวระนาบของเตียงส่วนข้างที่ยังเจ็บอยู่นั้นเริ่มสอดเข้าชายชุดกระโปรงของหญิงสาวจนหลุดออกจากตัว
“พี่… ผมทำได้ไหม”