จิตใจของเธอแช่มชื่นขึ้นอย่างมากเมื่อได้กลับมาถึงบ้านโดยเฉพาะเมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าบ้านด้วยกระเป๋าเดินทางที่ถืออยู่ในมือและเคิร์ทเดินตามมาข้างหลังพร้อมกับช่วยแบกสัมภาระที่เหลือนั้น อะลันน่าเดินอย่างกระปรี้กระเปร่ายังประตูบ้านด้านหน้า ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมกระจายอยู่ด้วยรอยยิ้มกึ่งดีใจกึ่งแปลกใจ
“เอ๊ะ...นี่เราหวังกันว่าหนูจะกลับมาถึงพรุ่งนี้นะนี่ผู้หญิงคนนั้นร้องออกมา”
“สวัสดีจ้ะ รูท ก็ฉันสอบเสร็จก่อนหน้าตั้งวันหนึ่งแน่ะก็เลยจับเครื่องบินมาจากมินเนโปลิสเลย” อะลันน่าตอบ
“แหม...หนูควรจะบอกให้เรารู้ตัวก่อนจริงๆ” รูทพูดเป็เชิงไม่เห็นด้วย กางแขนออกกอดอะลันน่าแรงๆ ก่อนที่จูงให้เดินเข้าไปในบ้าน และปิดประตูให้กว้างออกเพื่อให้เคิร์ทเดินเข้าไปภายใน
“ฉันอยากจะให้พ่อกับแม่แปลกใจเล่นน่ะ” เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่น “แล้วนี่พ่อกับแม่ไปไหนกันหมดล่ะ”
“คุณพ่อออกไปเล่นกอล์ฟค่ะ อิลิเนอร์นอนพักผ่อนอยู่ในห้องข้างบนก่อนจะลงมาทางอาหารค่ำ” แม่บ้านชี้มือให้เคิร์ทวางกระเป๋าของอะลันน่าลงตรงข้างประตู
“แล้วแม่เป็ยังไงบ้างล่ะ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไป เมื่อเอ่ยคำถามนี้กับรูท อีเวลล์
ถ้าจะพูดว่ารูท อีเวลล์เป็แม่บ้านก็คงจะไม่ผิดความจริงเลย ทั้งนี้เพราะ ในตอนแรก เมื่อมารดาของอะลันน่าตั้งครรภ์เธอนั้นก็ได้ว่าจ้างรูทเข้ามาเป็ลูกจ้างรายวัน ทั้งนี้เนื่องจากมีคำสั่งของนายแพทย์ที่ว่า อิลิเนอร์ เพาเวลล์จะต้องทำงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เธอต้องแท้งลูกคนนี้ เช่นที่แท้งมาแล้วถึงสามท้องอีก
ระหว่างเดือนทั้งก่อนหน้าและหลังจากที่อะลันน่าถือกำเนิดออกมาดูโลกแม่ของเธอกับรูทก็กลายเป็เพื่อนสนิทกันไปแล้ว แต่ในตอนนั้นรูทก็ยังคงทำงานรายวันอยู่จนกระทั่งเมื่อสามีของนางถึงแก่กรรมลงเมื่อสี่ปีก่อน อิลิเนอร์ก็ได้เรียกร้องให้รูทย้ายมาอยู่ร่วมกับครอบครัวของเธอเสียเลย
เนื่องจากความใกล้ชิดสนิทสนม จนเกือบจะเหมือนพี่เหมือนน้องระหว่างแม่ของเธอกับรูท อะลันน่าจึงไม่เคยมองรูทว่าเป็คนรับใช้ในบ้าน เพราะรูทมีความเป็อยู่อย่างญาติสนิทที่เพียงแต่รับหน้าที่และเงินเดือนในฐานะแม่บ้านเท่านั้น และเนื่องจากแม่ของอะลันน่าเกิดเป็อัมพฤกษ์ขึ้นเมื่อสองปีก่อน รูทจึงกลายหลักใหญ่ที่ยึดทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านนี้ให้มั่นคงอยู่ จนกระทั่ง ทุกวันนี้
“เวลานี้แขนข้างซ้ายยังชาๆ อยู่ แต่เห็นหมอบอกว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ นี่แต่เอลลี่นะยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่ายังแข็งแรงอยู่มาก” รูทเล่าให้อะลันน่าฟังด้วยสุ้มเสียงที่แฝงความกังวลไว้และความใกล้ชิดสนิทสนมก็เห็นได้จากการที่เธอเรียกเพียงชื่อเล่นของอิลิเนอร์ “แต่ฉันก็สังเกตเห็นอยู่เหมือนกัน ว่าพอถึงตอนบ่ายแล้วจะต้องนอนพักสักสองสามชั่วโมงเพราะฉะนั้นก็คงจะไม่แข็งแรงอย่างที่แกล้งทำอยู่หรอก” นางโบกมือซึ่งตรงข้อโปนขึ้นอย่างเด่นชัดด้วยต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลาไปทางห้องนั่งเล่น “คุณสองคนเข้าไปคุยกันในห้องนั้นก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะเอากาแฟตามไปให้”
“ขอบคุณมากครับ” เคิร์ทส่ายศีรษะอย่างเสียใจอยู่ “แต่ผมเห็นจะต้องขอตัวก่อน เพราะยังมีงานค้าง
อยู่”
“แหม...แต่คุณคงจะมีเวลาพอจะดื่มสักถ้วยก่อนละน่า” รูทชี้ชวน
“รูท?” เสียงอิลิเนอร์ เพาเวลล์เรียกมาจากบันไดซึ่งขึ้นสู่ตัวเรือนชั้นบน “ใครมานะ?”
“อะลันน่ากับเพื่อนค่ะ” รูทร้องตอบพร้อมกับหันมายิ้มให้สองหนุ่มสาวอย่างปลื้มเปรม “ยายหนูกลับบ้านก่อนเวลาวันหนึ่งค่ะ”
อะลันน่าปรายตามองไปทางเคิร์ท อยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้างหรือไม่ที่รูทพูดเป็ทำนองว่าเขาคือเพื่อนชายของเธอ เขาหันมาสบตาและยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน โอบแขนลงตรงสะเอวเหมือนจะเป็การยืนยันว่า เขาและเธอต่างก็เป็ของกันและกันอย่างแท้จริง ความอบอุ่นเป็ความสุขแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่าง และความรู้สึกนั้นยังกระจายอยู่ในสีหน้าและแววตายามที่เธอหันไปมองสตรีร่างระหงที่กำลังก้าวเดินลงมาตามชั้นบันไดด้วยท่วงท่าสง่างาม
เรือนร่างที่ระหงอยู่แล้ว บัดนี้ ด้วยโรคร้ายที่คุกคามทำให้อิลิเนอร์ เพาเวลล์บอบบางลงกว่าเดิม เธอเป็คนใจคออ่อนโยน แต่กระนั้น ก็ยังมีอะไรบางอย่างในกิริยาท่าทีซึ่งบอกให้รู้ว่า เธอพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาทุกประการที่จะเกิดขึ้นแม้ว่าสุขภาพร่างกายจะไม่ดีนักก็ตาม แต่ใบหน้าผ่องใสดวงตายังคงเป็ประกายอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย เรือนผมที่เคยเป็สีบรอนด์นั้น บัดนี้ ได้เปลี่ยนเป็สีเทาเงินแล้ว
“ดีใจจริงลูกที่หนูกลับมาถึงบ้านแล้ว” อิลิเนอร์ทักทายลูกสาวด้วยน้ำเสียงสะท้านเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ขณะที่โอบกอดร่างอะลันน่าไว้ น้ำตาแห่งความตื้นตันใจคลอคลองอยู่ในดวงตา และด้วยท่วงท่าสง่างามที่อิลิเนอร์เบือนหน้าไปทางเคิร์ท “คุณก็มีส่วนร่วมมือในแผนการของอะลันน่า ที่จะทำให้เราแปลกใจด้วยใช่ไหม?” เธอทักทายและถามเขาด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม
“ครับ” เคิร์ทผงกศีรษะรับ “เขาโทรศัพท์มาหาผม”
“คุณก็เลยไปรับแกที่สนามบินละสิ” อิลิเนอร์สรุปความเอาเองอย่างมั่นใจ “ฉันรู้ว่าอันที่จริงมันก็ไม่จำเป็อะไรหรอก แต่ถึงยังไงก็อยากจะขอขอบคุณที่ไปรับแล้วก็พาแกมาส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัยอย่างนี้” อะลันน่าอึ้งไปเป็ครู่กับคำพูดประโยคนั้นของมารดา สบตากับเคิร์ทแวบหนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะแก้ความเข้าใจผิดของมารดาที่ว่าเคิร์ทเป็ผู้ไปรับเธอมาจากสนามบิน “เออ...ได้ยินรูทพูดถึงกาแฟอยู่เมื่อกี้นี้” อิลิเนอร์กล่าวต่อ “คุณอยู่ทานกาแฟกับเราก่อนได้ไหมล่ะเคิร์ท?”
“ผมจำเป็ต้องรีบกลับไปที่เหมืองก่อนจริงๆ ครับ” เขาปฏิเสธเป็ครั้งที่สอง “มันมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรเกิดขึ้น แล้วต้องแก้ไขให้เสร็จในตอนบ่ายวันนี้เลย ยินดีมากครับที่ได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง คุณนายเพาเวลล์ และคุณด้วยครับคุณอีเวลล์ ไปก่อนนะอะลันน่า” เขาโน้มศีรษะลงอย่างไม่ขัดเขินเมื่อปัดจุมพิตแ่ๆ ลงบนเรียวปาก “ทุ่มตรงนะ?”
“ฉันจะรออยู่ค่ะ” อะลันน่าตอบ
จากนั้น เขาก็หันไปทำความเคารพสตรีทั้งสองด้วยการค้อมศีรษะอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไปอะลันน่าไม่ได้คิดจะอำพรางความรู้สึกปราโมทย์ที่ฉายชัดอยู่ในดวงตายามนี้เลย เคิร์ท แมทธิวส์เป็คนหล่อคนหนึ่งฉลาดเฉลียวสมลักษณะชายทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะไม่ภาคภูมิใจเลย ถ้าเขาเกิดมอบความสนใจให้สตรีทั้งสองก็จับสังเกตในสายตาของเธอได้อยู่ และต่างก็ลอบสบตากัน
“เอากาแฟเข้ามาดื่มกันในห้องนั่งเล่นดีกว่า...รูท” อิลิเนอร์ เพาเวลล์เสนอขึ้น “ฉันคิดว่าอะลันน่าก็คงจะอยากดื่มกาแฟสักถ้วยละหลังจากที่ต้องนั่งเครื่องบินมาอย่างนี้เื่จัดเก็บเสื้อผ้าน่ะเอาไว้ทีหลังก็ได้”
อะลันน่าไม่ได้คัดค้านความคิดของมารดา ถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้ว เวลานี้เธอก็เกิดอยากจะดื่มกาแฟขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว มันมีอะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นมากมายหลังจากที่เครื่องบินแตะพื้นลง และถ้าได้ดื่มกาแฟสักถ้วยก็คงจะช่วยได้มากทีเดียว
“มาเถอะลูก” อิลิเนอร์ เพาเวลล์คล้องแขนเข้ากับแขนของลูกสาวพาดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น “หนูยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลยว่าทำยังไงถึงกลับมาบ้านได้ก่อนหน้าตั้งวัน”
เมื่อทรุดตัวลงนั่งโซฟา ซึ่งหุ้มเบาะด้วยลวดลายสีเหลืองสลับเขียวเรียบร้อยแล้ว อะลันน่าก็เล่าให้ฟังถึงเื่การสอบที่ผ่านมา เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำลงไป ในระหว่างเวลาเรียน หัวเราะต่อกระซิกอยู่กับมารดาและรูทอย่างมีความสุขเมื่อเล่าถึงอาจารย์แต่ละคนที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป หลังจากนั้น ก็ได้สอบถามถึงความเป็ไปต่างๆ ทางบ้านขณะที่เธอไม่อยู่ ถามข่าวเื่เพื่อนร่วมโรงเรียนเก่าแก่ โดยเฉพาะเจสสี ซึ่งเป็ลูกสาวของรูทและเป็เพื่อนสนิทของอะลันน่า แต่เจสสีได้แต่งงานไปเกือบจะในทันทีที่เรียนสำเร็จจากไฮสกูล และโยกย้ายไปอยู่เมืองอื่น
ระหว่างสองแม่ลูกคือ รูทกับเจสสีนั้น ก็ยังคงติดต่อกันอยู่อย่างสม่ำเสมอทางจดหมาย
ซึ่งเจสสีเพิ่งจะส่งรูปถ่ายเล่นๆ ของครอบครัวเธอมาให้ และรูทก็เอาออกมาอวดอะลันน่าด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“นี่ไงรูปเจสสีกำลังอุ้มเอมี่ไว้ ยายหนูแกเพิ่งจะสามเดือนเท่านั้นนะคะ เหมือนตุ๊กตาตัวเล็กๆ ไหมนี่ ปากนิด จมูกหน่อย ผมดำเมี่ยมอย่างนี้นะ?” ซึ่งอะลันน่าก็ออกจะเห็นด้วยรูทส่งอีกรูปหนึ่งมาให้เธอดู “แล้วนี่ก็ไมค์กี้ โตเร็วจริงๆ เห็นเจสสี บอกมาในจดหมายว่า ตอนนี้ พ่อยุ่งนี่อายุสองขวบแล้วละ”
ขณะที่มองดูรูปที่กำลังถืออยู่ในมือ อะลันน่าอดจะอิจฉาในความสุขของเพื่อนไม่ได้ แก้มทั้งสองของเจสสีนวลปลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีหน้ายามที่อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้พร้อมกับชายตามองสามีที่ชื่อจอร์น อะลันน่าไม่รู้จักเขาดีเท่าไรนัก แต่ก็จัดว่าเขาเป็คนหน้าตาดีคนหนึ่งตามแบบฉบับของตนเอง